ฉันไปโรงเรียนเวลาเดิม  เดินไปเข้าแถวกับครูเวร  และมีความตั้งใจว่าจะไปสังเกตพฤติกรรมของเสือน้อยเด็กชายชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ชุดเมื่อวาน เมื่อเห็นฉันเดินตรงไปทุกคนมองมาที่ฉันแล้วยิ้ม นิด ๆ สถานการณ์จริงเป็นใจทำให้การเล่นละคนฉากแรกของฉันได้เริ่มขึ้น 

          ฉันเดินไปด้านหน้าแถวของนักเรียนชายชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑  และเป็นหน้าแถวของนักเรียนทั้งโรงเรียน  ฉันได้หยุดยืนและไหว้ผู้อำนวยการโรงเรียน  เพื่อให้เขาได้สังเกตการไหว้ของฉันเป็นแบบอย่าง  เพราะมีความเชื่อว่าแบบอย่างดีมีความหมายกว่าคำสอน

          ตามปกติหากไม่มีงานราชการจำเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนจะมาพบนักเรียนหน้าเสาธงสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง อย่างเช่นวันนี้  ฉันได้ยืนใกล้ ๆ นักเรียนชายชั้นประถมศึกษาปีที ๑ อีกเช่นกันแต่สังเกตแล้วว่าวันนี้เขาแถวเรียบร้อยกว่าเมื่อวาน  เพราะมีความเชื่อว่าเด็กต้องการความรัก ความเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด  และควบคุมบ้างเป็นบางเวลาตามความเหมาะสม  ส่วนเด็กชั้นเล็ก ๆ ต้องควบคุมและอยู่ใกล้ชิดมากกว่าชั้นโต ๆ 

           ละครฉากที่สองได้เริ่มขึ้นเมื่อฉันเห็นนักเรียนชายชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ เดินมา ๓ คน  ฉันแกล้งเดินไปทำท่าจะหยิบเศษถุงขนม  แต่เด็กทั้ง ๓ รีบว่ามาแย่งกระดาษในมือของฉันและช่วยกันเก็บเศษขยะชิ้นเล็ก แทบจะมองไม่เห็นรอบ ๆ บริเวณนั้นด้วย  ฉันพูดชื่นชมเด็กกลุ่มนั้นยกมือไหว้บอก "ขอบคุณครับ"  เพราะมีความเชื่อว่าครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดี และการกล่าวชื่นชมเป็นการประเมินผลได้อีกวิธีการหนึ่ง

           วันนี้มีโฮมรูมตอนเย็น  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ บอกฉันว่า "พวกเขาเครียดกับการสอบเอ็นที  โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ  เพราะดูแล้วข้อสอบเก่า ๆ ยากมาก  ยากกว่าที่เรียนในแบบเรียนตั้งหลายเท่า  หากเขาสอบเอ็นทีภาษาอังกฤษได้คะแนนต่ำกลัวฉันซึ่งเป็นผู้สอนจะเสียหน้า"

         ฉันจึงอธิบายกับนักเรียนว่า "การติวมันไม่ใช่วิธีการที่จะทำให้นักเรียนมีความรู้ยั่งยืน  นักเรียนอาจจะทำคะแนนในการสอบได้ดี  และเป็นผลทำให้โรงเรียนมีชื่อเสียง แต่ทางตรงข้ามนักเรียนก็ไม่มีความสุข ครูก็ไม่อยากทำแบบนั้น  สอบได้คะแนนมากหรือน้อยครูขอรับผิดชอบเองดีกว่า  ครูไม่รู้สึกอายหรอก

        นักเรียนต่างก็แสดงความคิดเห็นไปต่าง ๆ หลายความคิดเห็นสรุปว่า "หลักสูตรต้องการให้เขาเป็นคนมีความสุข เป็นคนดี และเป็นคนเก่ง ถ้าเขาไม่มีความสุขเขาจะดีและจะเก่งได้อย่างไร  และเขาก็ไม่ต้องการให้ครูสอนเขาแล้วครูไม่มีความสุข" เพราะมีความเชื่อว่าการที่ให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น เฉพาะเด็กวัยรุ่นที่เขามีความคิดแปลก ๆ และยอมรับฟังความคิดเห็นของเขาบ้างก็จะเป็นการลดช่องว่างลงได้บ้าง 

           กิจกรรมของครูและนักเรียน  บางครั้งก็ไม่ต่างกับการเล่นละคร เล่นบทบาทสมมุติกันไปตามสถานการณ์ที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ของการเรียนรู้ที่มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประเมิน 

          รางวัลที่คุณครูแต่ละท่านได้รับอาจเหมือนกันหรือต่างกัน  แต่รางวัลของฉันนั้นน่าจะมีความต่างกว่าคุณครูท่านอื่นมาก ๆ "กลับบ้านด้วยกลิ่นเหงื่อของเด็ก กลิ่นอาหารที่ล้างมือไม่สะอาด  ตัวเหาและไข่เหาติดศีรษะ ชุดผ้าไหมสีสวย ๆ ถูกขีดเขียนวาดการ์ตูนติดให้ซักไม่ออก  เพราะเกาะหลังครูฟังนิทานเพลินกับเรื่องที่ครูเล่า อาการหนักยิ่งกว่านั้นขณะที่ฟังนิทานได้ถือกรรไกรเล่นไปด้วย  เผลอตัดชายกระโปรงครูเสียยุ่ยย่อยเป็นฝอยก็มี"