กิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของผมลากยาวมาจนถึงเมื่อวานนี้เลยครับ วันที่ 31 และ 1 เพื่อนรักเก่าๆ 3-4 คนสมัยเรียนมัธยมมาเยี่ยมหา เราเจอกันทุกปีใหม่ หลังจบ ม.ศ.5 จนถึงปีนี้ 27 ปีแล้วครับ ที่มีใจให้กัน 

วันที่ 5 โรงเรียนเลี้ยงปีใหม่คณะครู วันที่ 6-8 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ นำโดยหัวหน้ากลุ่ม นำนักเรียนเข้าค่ายวิทยาศาสตร์ ประจำปี 2553 ณ วนอุทยานต้นสักใหญ่ จังหวัดอุตรดิตถ์ สรุปว่าผมเพิ่งกลับจากค่ายวิทย์เมื่อวานนี้เอง 

ค่ายวิทย์จัดกันทุกปี รวมครั้งนี้ 14 ครั้งแล้วครับ กิจกรรมเน้นไปที่การอนุรักษ์ป่า สัตว์ป่า และธรรมชาติต่างๆ เพราะสถานที่แทบทุกครั้งใช้อุทยานแห่งชาติ โดยมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นวิทยากรหลัก เมื่อปีที่แล้วเราเข้าค่ายกันที่อุทยานแห่งชาติคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร 

ปีนี้พิเศษกว่าทุกครั้ง ตรงที่โรงเรียนสนับสนุนค่ารถและค่าอาหารให้กับนักเรียนทุกคน ตามปกติทุกครั้ง ค่าใช้จ่ายสำหรับการเข้าค่าย นักเรียนต้องจ่ายเองทั้งหมด นอกจากนั้น ยังเป็นครั้งแรกที่ท่านผู้อำนวยการเดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิดด้วยตนเอง พร้อมคณะผู้ติดตามอีกหลายท่าน ในเรื่องนี้ ผมเองแล้ว แอบดีใจที่กิจกรรมการเรียนการสอนกลับมาสู่ความสนใจของผู้บริหารอีกครั้ง

มเชื่อว่าค่ายวิทย์ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ดีวิธีหนึ่ง เรียนจากธรรมชาติจริงๆ จากครูผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ได้ไปอยู่กับป่า นอนในป่า ฟังเสียงเงียบ เสียงลม เสียงนก เสียงใบไม้ร่วง ฯลฯ ให้ความเพลิดเพลินแบบที่นักเรียนหรือเด็กๆมักไม่ค่อยรู้สึก 

ลองเอาตัวเองเทียบครับ ในระดับปริญญาผมเรียนชีววิทยา เรียนสิ่งแวดล้อม เรียนนิเวศวิทยามาตั้งหลายวิชา แต่ก็มิทำให้ซาบซึ้งและรักธรรมชาติ รักความงดงามของป่า รวมทั้งเห็นความสำคัญ ได้เท่ากับการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายมาตลอดทั้ง 14 ปี จึงหวังว่านักเรียนจะซาบซึ้งและเห็นความสำคัญได้เหมือนๆครู 

เราออกเดินทางไปอุตรดิตถ์กัน ตั้งแต่เช้าหลังเคารพธงชาติ แวะชมเขื่อนแควน้อยที่อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก จากนั้นไปแวะชมบ่อเหล็กน้ำพี้ที่อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ก่อนจะไปถึงวนอุทยานต้นสักใหญ่เอาบ่ายแก่ๆ 

หัวค่ำเป็นการฉายวีดิทัศน์แนะนำสถานที่สำคัญต่างๆของอุทยานแห่งชาติคลองตรอน ซึ่งวนอุทยานต้นสักใหญ่เป็นส่วนหนึ่ง รุ่งขึ้นเป็นการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ในมุมมองผมแล้ว เรื่องราวสำคัญของค่ายวิทย์ครั้งนี้ เริ่มต้นในเช้าวันนี้เอง 

เราตื่นเช้ามาด้วยความกังวลกับท้องฟ้าที่มืดครึ้ม พี่คนหนึ่งบอกตั้งแต่อยู่โรงเรียนแล้ว มาค่ายวิทย์ครั้งนี้อาจโดนฝน เพราะพยากรณ์อากาศบอกฝนจะตก แล้วเด็กๆจะเดินป่ากันยังไงผมคุยกับพี่ๆเพื่อนครูบนโต๊ะอาหาร ซึ่งรับประทานร่วมกัน 

ไม่กี่นาทีฝนโปรยลงมาจริงๆ แม้ไม่หนักแต่ดูท่ายืดเยื้อแน่ พอซาเม็ด เจ้าหน้าที่ปล่อยนักเรียนกลุ่มแรกทันที ระยะทางการเดินป่าครั้งนี้ใกล้ จึงใช้เวลาน้อยมาก สักชั่วโมงเดียวเท่านั้น จนเด็กๆบอกว่า แค่นี้จิ๊บๆอาจารย์เพราะเคยเจอมาแต่หนักๆและไกลกว่า ก็เนื่องจากฝนที่พรำมาเป็นระยะๆนั่นเอง ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์กัน 

ภาคบ่ายสรุป ตกค่ำเป็นการแสดงรอบกองไฟ เจ้าหน้าที่กำหนดให้แต่ละกลุ่มแสดงในหัวข้อวิทยาศาสตร์กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฝนยังโปรยไม่หยุด หนักบ้าง สลับเป็นช่วงๆ อย่างไม่มีท่าทีจะเลิกรา กิจกรรมยังคงฝืนดำเนินต่อไป ด้วยความห่วงและเอาใจใส่ การแสดงรอบกองไฟจึงถูกขนย้ายขึ้นไปบนอาคารสำนักงานแคบๆ เห็นตัวอย่างการทำงานด้วยหัวใจของเจ้าหน้าที่ที่นี่เลย

แม้สถานที่คับแคบ แต่การแสดงกลับสนุก มีชีวิตชีวามาก ทึ่งความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอของนักเรียนบางกลุ่ม ซึ่งผมกับเพื่อนครูทั้งหมด นั่งชมอยู่จนกลุ่มสุดท้าย ก่อนถึงกิจกรรมท้ายสุดในค่ำคืนนี้ เจ้าหน้าที่ให้นักเรียนพัก 10 นาที ฝนด้านนอกยังพรำแข่งกับเสียงเฮฮาวี๊ดว๊ายของเด็กๆไม่ลดละ 

ระหว่างพักนี้เอง ท่ามกลางสายฝน ด้วยทางเดินเละเป็นเลน บางคนกลับไปดูเต็นท์ที่พักตัวเอง บางคนมาบอกไม่เป็นไร ข้าวของเสื้อผ้าไม่เปียก พี่คนหนึ่งคุยกับผม เต็นท์เราก็น่าเป็นห่วงผมเพิ่งนึก เพราะน้ำจะขังบนหลังคาเต็นท์ เมื่อช่วงบ่ายหรือก่อนหน้านี้ ต้องช่วยกันดันหลังคา เพื่อเทน้ำทิ้งตลอด

ครู่เดียวนักเรียนคนหนึ่งหน้าตาตื่นมาบอก เต็นท์ครูพังหมดเลยพี่อีกคนวิ่งฝ่าสายฝนนำหน้าผมไปแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่ตามมาติดๆ พอต่างไปถึง พบว่า มิใช่เต็นท์ครูเต็นท์เดียว แต่ยังมีเต็นท์นักเรียนข้างๆอีกเต็นท์หนึ่งด้วย ที่พังราบเป็นหน้ากลอง

ฝนเทลงมาตลอด เจ้าหน้าที่ช่วยเอาเต็นท์ขึ้นโกลาหล เกรงข้าวของภายในจะถูกน้ำแช่เสียหาย พอเต็นท์ถูกยกขึ้นมาด้วยความชำนิชำนาญ จึงเผยให้เห็นว่า บางส่วนในเต็นท์น้ำขังสูง 3-4 นิ้วเลยทีเดียว

ผมและพี่รีบมุดเข้าไป ห่วงกล้องถ่ายภาพ โชคดีไม่เป็นไร เพราะเก็บไว้บนสุดในกระเป๋าเสื้อผ้า น้ำแช่ไม่ถึง กล้องของพี่เปิดอยู่และปิดไม่ได้ คอมพิวเตอร์ห่อด้วยพลาสติกไว้จึงรอดตัว สำหรับเสื้อผ้าและเครื่องนอนเปียกทั้งหมด ตะโกนบอกเด็กๆให้ไปตามพี่(ครู)อีกคน ซึ่งกำลังทำหน้าที่บนอาคารมาเก็บของ เพราะอาสาจะเก็บให้ก่อนวิ่งมา แต่พอเห็นสภาพจริง เกรงจะเก็บให้แกไม่หมด 

ช่วงเวลานี้เริ่มสังเกตเห็นนักเรียนชาย ม.ต้นกลุ่มหนึ่งเนื้อตัวเปียกปอน เทียวมาถาม 2-3 ครั้งแล้วอาจารย์มีอะไรเปียกบ้าง จะให้ช่วยขนอะไร ให้ผมช่วยอะไรได้บ้างมิได้ใส่ใจ สาละวนแต่เก็บของตัวเอง จากนั้นเจ้าหน้าที่และนักเรียนต่างช่วยขนข้าวของซึ่งเปียกน้ำเกือบทั้งหมดขึ้นบนอาคาร ฝนยังคงเทลงมาแบบไม่สนใจใยดีต่ออารมณ์ความรู้สึกของคน ขณะที่กิจกรรมสุดท้ายก็กำลังดำเนินอยู่ 

หลังกิจกรรมจบ นักเรียนที่สภาพเต็นท์ตัวเอง ไม่สามารถป้องกันฝนทั้งวันอย่างนี้ได้ ทยอยขนสัมภาระขึ้นมาอยู่บนอาคาร จนเต็มห้องซึ่งใช้แสดงเมื่อครู่ ภายใต้การดูแลช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่อย่างไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรถึงจะเหมาะสม ทั้งหายาแก้หวัดให้ หาที่นอน หาเสื่อ หาผ้าห่มมาให้ เพราะที่มีอยู่เปียกกันไปหมด บางคนเสื้อผ้าจะใส่พรุ่งนี้ไม่มี ที่ใส่อยู่ก็ชื้นทั้งตัว ครูเองก็เช่นกัน 

พอเข้าที่เข้าทาง เดินสำรวจนักเรียน ซึ่งนอนระเกะระกะไปทั่วทั้งอาคาร คล้ายผู้ประสบอุทกภัยที่เคยเห็นในภาพข่าว ห่วงกลัวจะไม่สบาย จะมีเสื้อผ้าอุ่นๆใส่กันไหม พบนักเรียนชายกลุ่มหนึ่ง ก็คือเจ้ากลุ่มที่วิ่งเทียวถามช่วยขนของครูทั้งหมด เพิ่งนึกออกตอนนี้เองครับว่า นักเรียนกลุ่มนี้ก็คือ กลุ่มที่นอนในเต็นท์ข้างๆ และก็พังราบไปพร้อมๆกับเต็นท์ครูนั่นเอง 

"พวกเราเก็บข้าวของตัวเองในเต็นท์เรียบร้อยแล้วหรือ" ถามนักเรียนแบบอายๆตัวเองครับ