ก่อนอื่น ต้องสารภาพแบบซื่อๆ ว่า พลังของการเขียนบันทึกของผมดูจะถดถอยลงไปมากอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะช่วงหลังๆ การสวมบทบาทเน้นทางความคิดมากกว่าการลงลุยปฏิบัติด้วยตนเอง กลายเป็นเรื่องหน่วงหนัก และดูจะไม่ใช่สไตล์ที่ผมถนัดนัก เพราะผมเป็นมวยประเภทชกเอง มากกว่าให้ใครมาทำหน้าที่เป็นมวยแทน
จะว่าไปแล้ว ในวิถีของการใช้ความคิด แต่ไม่ได้ลงมือทำเองนั้น ดูจะทำให้เราเหนื่อยกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก แต่ด้วยความที่ต้องสวมบทบาทกำกับดูแล และการมุ่งหวังสร้างความเป็น “ทีม” มันยิ่งทำให้ผมต้องอดทนและอดกลั้น เพื่อให้ลูกทีมเติบโตมาพร้อมๆ กัน หากเข้าคลุกวงในมากไป ก็ดูเหมือนว่า พวกเขาจะออกอาการกริ่งเกรง-ไร้ชีวิตชีวา แต่บางคราผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอึดอัดเหลืออยู่เหมือนกัน เพราะวันเวลาไม่เคยหยุดรอเราเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ล่าสุดในห้วงเทศกาลวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย ครบรอบ ๔๒ ปี (๑-๙ ธันวาคม ๒๕๕๒) ต้องยอมรับว่าทีมงานของผมเหนื่อยกันสายตัวแทบขาด กลางวันงานหนัก กลางคืนก็แทบไม่ได้พัก ทุกอย่างยืนหยัดกันด้วยใจล้วนๆ

ปีนี้เป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยมอบหมายให้นิสิตคณะต่างๆ ได้ออกซุ้มแสดงผลงานของตัวเองอย่างเต็มที่ โดยจัดสรรงบประมาณให้คณะละ ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งมอบหมายให้กองกิจการนิสิต เป็นผู้กำกับดูแล
ผมเสียดายโอกาสนี้มาก เพราะผมเคยพูดในทุกๆ เวทีเรื่อยมาว่า “กิจกรรมนิสิต” ถูกละเลยในเวทีสาธารณะของมหาวิทยาลัยมาอย่างยาวนานแล้ว และในวันสถาปนามหาวิทยาลัยเช่นนี้ ก็ควรมีพื้นที่ให้กิจกรรมนิสิตได้ “บอกเล่า” เรื่องราวความเป็น “มหาวิทยาลัย” ในมุมมองของพวกเขาด้วยเช่นกัน และนั่นก็ยังรวมถึงการที่ผมเสนอให้มีการเชิดชูเกียรตินิสิตในด้านวิชาชีพและกิจกรรมในเวทีเช่นนั้นด้วย
เหตุที่ผมเรียกว่าเสียดายนั้นก็เพราะว่า ช่วงเตรียมการนั้นผมติดอบรมในหลักสูตรฯ ระยะยาวที่ต่างจังหวัด เรื่องต่างๆ ไม่ถูกนำเสนอในเวทีใหญ่ ที่เห็นๆ ก็พูดกันแต่เฉพาะให้นิสิตออกซุ้มเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีการเชิดชูเกียรตินิสิตเข้ามาเกี่ยวข้องเลยก็ว่าได้...
แต่ครั้นพอกลับมามหาวิทยาลัย เหลือเวลาอีกสัปดาห์เดียว ผมก็ไม่รั้งรอที่จะจับมือลูกทีมลุกขึ้นสู้ให้มีเวทีของนิสิตในวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยอย่างเต็มร้อย ซึ่งก็นับว่าไม่สายเสียทั้งหมด เพราะอธิการบดีท่านปัจจุบัน (ผศ.ศุภชัย สมัปปิโต) ท่านก็ให้ความสำคัญกับนิสิตอยู่แล้ว หลายอย่าง จึงได้รับไฟเขียวให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอีกครั้ง

นิทรรศการภาพถ่าย,เรื่องเล่า (กาลครั้งหนึ่ง....),หนังสือทำมือ (หนังสืออ่านนอกเวลา)
สาระสำคัญก็คือ ในงานนั้น นิสิตจำนวน ๑๘ คณะออกซุ้มแสดงผลงานกันตามศักยภาพและเวลาอันจำกัดจะรังสรรค์ออกมาได้ ขณะที่ผมและทีมงานก็ออกซุ้มของหน่วยงานด้วยเหมือนกัน โดยการนำเอาเรื่องราวเก่าๆ และเรื่องราวใหม่ๆ มาจัดแสดงไว้ด้วยสไตล์ของตัวเอง
เบื้องต้นนั้น ผมจับเข่าคุยเปิดอกกับทีมงานว่า...
“ผมรู้ว่าทุกคนเหนื่อย
เราไม่จำเป็นต้องทำงานหนักแบบนี้ก็ได้
เราไม่จำเป็นต้องออกซุ้ม หรืออกร้านเลยก็ได้
แต่เราจะทิ้งนิสิตได้หรือ,
และสำคัญก็คือ ...
นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดที่เราจะมีตัวตนในเวทีสาธารณะของมหาวิทยาลัย-
ดังนั้น ผมจึงอยากให้ทุกคนเทใจให้กับงานในครั้งนี้...
ร่วมทุกข์ร่วมสุข...เป็นทีมเหมือนที่ผ่านมา”
ดังนั้น เพียงเวลาไม่กี่ข้ามคืน น้องๆ ก็ระดมแรงจัดแต่งสถานที่ ออกแบบซุ้ม คัดสรรสื่อต่างๆ ไปจัดแสดง รวมถึงการที่ผมขันอาสานำภาพเก่าๆ มาเล่าเป็นเรื่องสั้นๆ เป็นการขุดเอาเรื่องเก่าๆ มาบอกเล่าอย่างเป็นทางการ และเป็นการชำระประวัติศาสตร์กิจกรรมไปในตัว พร้อมๆ กับการนำเอาหนังสือรับน้องในยุคแรกๆ และหนังสือกลุ่มวรรณกรรมของนิสิตในยุคบุกเบิกมาเผยแพร่ สร้างความฮือฮาให้ใครต่อใครได้เป็นอย่างดี...
ไม่เพียงเท่านั้น ผมยังออกแรงเข็นให้ทีมงานประกาศเชิญชวนให้นิสิตเขียนเรื่องเล่าเร้าพลังในหัวข้อ “ความสุขเล็กๆ ของคน มมส” นำเอาเรื่องเล่าชาวค่าย (ความสุขเล็กๆ ของคนค่าย) และจดหมายถึงแม่ (จดหมายจากมหาวิทยาลัยถึงคนไกลที่อยู่ทางบ้าน) มาทำเป็นหนังสือจัดจำหน่ายในงานด้วยเหมือนกัน เรียกได้ว่า ไม่มีงบสนับสนุนเราก็ลุยกันไม่ยั้ง คล้ายกับจะไปตายเอาดาบหน้า ค่าใช้จ่ายต่างๆ ใช้เครดิตไปก่อน แล้วค่อยขายหนังสือผ่อนทีหลัง !

นิทรรศการหนังสือทำมือ,หนังสือรับน้อง,หนังสืออ่านประกอบกิจกรรมยุคต่างๆ
ผมมานั่งคิดเงียบๆ คนเดียวว่า ผมพาทีมงานทำงานหนักเกินตัวหรือเปล่า แต่ก็ชัดเจนว่าทุกอย่างที่ทำลงไปนั้น เราได้มากกว่าเสีย ดังนั้นผมจึงย้ำกับลูกทีมเสมอว่า “นี่คือโอกาสของเรา...”
เช่นเดียวกันนั้น ในวันสุดท้ายที่ถือว่าเป็นห้วงสำคัญนั้น ผมได้รับเชิญเป็นวิทยากรร่วมกับอดีตผู้บริหารมหาวิทยาลัยตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม โดยแต่ละคนจะบอกเล่าเรื่องราวชีวิตในมหาวิทยาลัยในมิติของตัวเอง โดยมีภาพที่แต่ละคนคัดเลือกมาเองเป็นตัวดำเนินเรื่อง...ภายใต้หัวข้อ “ภาพถ่าย : แสงและเงาบอกเล่าความทรงจำ” อันเป็นเวทีเสวนาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยฯ ซึ่งมีทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน อาจารย์เก่า อาจารย์ใหม่ หรือแม้แต่ผู้บริหารในยุคต่างๆ ก็สัญจรมาร่วมในเวทีนี้อย่างมากหน้า

นิทรรศการวีดีทัศน์ที่เกี่ยวกับกิจกรรมนิสิต
ครั้งนี้ ผมถือว่าสิ่งที่ลงทุนมาเกือบสองปีสัมฤทธิ์ผลโดยแท้ เพราะผมพูดเสมอว่า เรื่องกิจกรรมนิสิตเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก ทั้งผมและทีมงานต้องขับเคลื่อนสู่เวทีสาธารณะในมหาวิทยาลัยให้จงได้
ด้วยเหตุนี้ ในรอบปีที่ผ่านมา ทั้งผมและทีมงาน จึงต้องพยายามสร้างกระบวนการต่างๆ ให้ชัดเจน มีคุณภาพ และตีฆ้องร้องป่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาคม มมส ยอมรับและเปิดรับเราเข้าสู่เวทีนั้นอย่างสมเกียรติ ซึ่งปีนี้ ก็ถือว่า เราบรรลุในเจตนารมณ์เบื้องต้นนั้นแล้ว...ทั้งผมและทีมงาน มีเวทีสาธารณะในวันสำคัญของมหาวิทยาลัยสมดังเฝ้ารอมาหลายแรมปี

บางคนที่ชื่นชอบก็ถือโอกาสคัดลอกข้อความในหนังสือที่จัดแสดง
ครั้งนี้, ผมย้ำกับลูกทีมว่า “อยากให้ทุกคนไปฟังการบอกเล่าเรื่องราวของวิทยากร และไม่ใช่ไปเพราะต้องการไปให้กำลังใจผม แต่ต้องไปฟังเรื่องทุกเรื่องด้วยตนเอง เพราะจากนี้ไป ทุกคนต้องจดจำเรื่องราวต่างๆ ด้วยตนเอง มิใช่ปล่อยให้ผมต้องแบกรับบทบาทการเป็น “ตู้ประวัติศาสตร์กิจกรรมเคลื่อนที่” ของหน่วยงานอยู่คนเดียวอยู่อย่างนี้ และที่สำคัญให้เอางานทั้งหมดไปจัดแสดงเพื่อให้คนได้ดูได้ชมกันอย่างเต็มที่ จะได้สื่อสารให้เขารับรู้ว่า “เรา-ซึ่งหมายถึง...กิจกรรมนิสิตนั้น มีตัวตน และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของมหาวิทยาลัยมากกว่าที่ทุกคนคิด”....
งานนี้สรุปว่า เป็นความหนักหน่วง...ลงทุนแรงกายและแรงใจกันซะเยอะ...แต่เสียงตอบรับกลับมานั้น ช่างมากมายเกินกว่าที่คิดไว้อย่างแทบไม่น่าเชื่อ
สำหรับผมแล้ว ผมใช้ความคิดมากกว่าลูกทีม แต่ก็ใช้แรงกายน้อยกว่าพวกเขาอยู่หลายร้อยเท่า แถมยังได้นอนได้พักมากกว่าพวกเขาอีกต่างหาก (รวมถึงการแบกรับหนี้สินทั้งปวงแทนทุกคนด้วย) แต่ที่เหมือนกันก็คือการได้รับผลพวงแห่งความสุขมาสู่ตัวเองอย่างล้นหลาม

(ถัดจากผม) : ผศ.ไพบูลย์ ลิ้มมณี อดีตผู้ช่วยรองอธิการบดีฯ/รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตหลายยุคสมัย : รศ.ดร.ชาตรี เมืองนาโพธิ์ อดีตรองอธิการบดี มศว.มหาสารคาม/อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ : ผศ.วีณา วีสเพ็ญ ศิษย์เก่าและอาจารย์ผู้บุกเบิกการพัฒนาด้านศิลปวัฒนธรรม
สุดท้าย เมื่อการงานนั้นผ่านพ้น ผมยังคงถามย้ำทีมงานด้วยแนวคิดเดิมๆ แต่บางเบากว่าเดิมว่า “เข้าใจหรือยังว่าทำไม ผมถึงต้องเคี่ยวเข็ญให้ทุกคนต้องแสดงตนในเวทีครั้งนั้น...รู้ทั้งรู้ว่าทุกคนเหนื่อย และเหนื่อยมากกว่าผม บางเรื่องเจ็บใจด้วยก็มาก แต่เราก็ต้องทำ...เพราะนั่นคือโอกาสของเรา...โอกาสของนิสิต...”
สำหรับผมนั้น ผมชัดเจนตั้งแต่ต้น และรอคอยวันนี้มานานแล้ว และไม่คาดคิดเลยด้วยซ้ำว่าโอกาสจะเดินทางมาเร็วปานนี้ – ผมจึงหวังแต่เพียงว่า “ในเวทีสาธารณะของมหาวิทยาลัยนั้น คนอื่นได้รู้และเข้าใจในเรื่องราวของเรามากขึ้น...ส่วนคนของเรา (ในองค์กร) ก็ได้รู้ตัวตนและคุณค่าของตัวเองมากขึ้นด้วยเช่นกัน” – และผมก็เชื่อว่า “มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ บ้างแล้ว”
ครับ, จะว่าไปแล้ว ทั้งปวงนั้น เป็นวิธี หรือกระบวนการสอนงานตามสไตล์ของผมเองแหละ - วิธีสอนงานที่จะให้ลูกทีม เรียนรู้รากเหง้าและวัฒนธรรมองค์กรด้วยตัวเอง และเกิดความรักในองค์กร พร้อมๆ กับการแสดงความรักต่อองค์กรด้วยการไขว่คว้าหาโอกาสที่จะนำพาองค์กรไปสู่เวทีสาธารณะอย่างไม่สิ้นหวัง ....
ไม่ผิดใช่ไหมครับ ที่พาลูกทีมทำงานหนักจนเกินเหตุ...

ส่วนหนึ่งของผู้นำนิสิตที่เข้ามาเยี่ยมชมนิทรรศการเรื่องราวในสายถนนกิจกรรม
ชื่นชมวิถีของพี่ชายครับอาจารย์...ด้วยความเคารพและระลึกถึงครับ
สวัสดีค่ะ อาจารย์ พลังลดลงตรงไหนคะ อิอิ
สุขุม นุ่งลึก คมชัด เฉียบ มากๆค่ะ ชอบจัง
สวัสดีค่ะอาจารย์น้องแผ่นดิน
สวัสดีครับ อ.เสียงเล็กๆ فؤاد
เขียนบันทึกนี้แบบเรื่อย ๆ ไม่โฟกัสอะไรเลย แต่ก็ยังอยากจะบอกว่า มันเป็นวิธีการสอนงานในสไตล์ของผมเองแหละ-ทดลองใช้ดูแล้วได้ผลดี อย่างน้อยก็เห็นทีมทำงานกันเป็นทีม และเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ของความเป็นองค์กรผ่านกิจกรรมนี้ได้อย่างแยบยล โดยที่เราไม่ต้องมา "สอน" หรือ "สาธยาย" ใดๆ เลย
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ น้อง♥paula ♥ที่ปรึกษาตัวน้อย✿
พี่นอนฝันดีแน่...
ไข้หายปลิดทิ้ง
ก็เพราะคำชมของเรานี่แหละ
(ท่าน ผศ. วีณา วีสเพ็ญ สวยเหมือนเดิมนะคะ)
เสียดายจังเลย กิจกรรมดีๆอย่างนี้ไม่ยักรู้
ชื่นชมนะคะ
วันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ ๔๒ ปี มหาวิทยาลัย ทำให้หวนรำลึกถึงความหลัง ศิษย์เก่ารุ่นเสือดาว ๒ ยังกอดเกี่ยวกันอย่างเหนียวแน่นและเปี่ยมพลังอยู่นะคะ นั่นเพราะเราต่างถูกหล่อหลอมมากเบ้าที่ดีนั่นเอง นำภาพงานเสือดาวคืนถิ่น..หลอมดวงจินต์คารวะครู เมื่อ ๘ ส.ค. ๕๒ มาฝากค่ะ
สวัสดีครับ พี่ครูคิม
สวัสดีครับ พี่วิไล บุรีรัตน์
วันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยปีนี้ จัดใหญ่มากครับ ปิดถนนให้คนเดิน มีร้านจำหน่ายสินค้าเต็มไปหมด มีกิจกรรมประกวดวงดนตรีระดับมัธยม ประกวดร้องเพลงมหาวิทยาลัย แข่งขันตอบปัญหาวิชาการ และอื่นๆ เยอะมาก...
ถือเป็นปีแรกก็ว่าได้ที่เปิดโอกาสให้นิสิตได้แสดงออกซึ่งผลงานอย่างเต็มที่ ทางเราก็เสนอให้มีการมอบเกียรติบัตรแก่นิสิตที่สร้างชื่อเสียงของแต่ละคณะในพิธีเปิดด้วยเหมือนกัน คิดว่ารูปแบบปีนี้เป็นทุนที่ดีสำหรับการพัฒนารูปแบบของปีถัดไปอย่างแน่นอน
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่ครูอรวรรณ
ผมเองได้รับข่าวคราวการคืนเหย้าขอพี่ๆ ชาวเสือดาว 2 บ้างเหมือนกัน ผมคิดว่าสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องทำอย่างเร่งด่วน จริงจังและทุ่มเทให้เต็มกำลังอย่างเร่งด่วนอีกอย่างก็คือเรื่อง "สมาคมศิษย์เก่า" นี่แหล่ะ เพราะนี่คือภาพสะท้อนหนึ่งของการพัฒนามหาวิทยาลัย และจะเป็นกำลังที่ดีในการพัฒนามหาวิทยาลัยไปในตัว พร้อมๆ กับในวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยเช่นนี้ สมาคมศิษย์เก่าดังที่ผมว่า ต้องเข้ามามีบทบาทกับงานนี้ด้วย-ใช่ไหมครับ
สวัสดีปีใหม่ครับท่านอาจารย์ แผ่นดิน มหาวิทยาลัยรับใช้ประชาชน ปัญญาชนรับใช้ท้องถิ่นครับ
สวัสดีครับท่านอาจารย์
สวัสดีครับ พี่วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
สบายดีนะครับ
ตอนนี้ผมกำลังเขียนโครงการหลายโครงการขอรับงบสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเพื่อจัดกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้ของนิสิต และปลูกฝังจิตอาสา-จิตสำนึกสาธารณะให้กับนิสิต ที่สำคัญๆ คือ การทำกิจกรรม "หนึ่งคณะ หนึ่งหมู่บ้าน" ...โดยการมอบหมายให้คณะในมหาวิทยาลัยไปฝากตัวเป็น "ลูกฮัก" กับหนึ่งหมู่บ้าน พร้อมๆ กับการให้งบไปก้อนหนึ่งเพื่อทำกิจกรรมกับชุมชน...
นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังขับเคลื่อน เพื่อชุมชนรอบๆ มหาวิทยาลัย ครับ...
ขอบคุณครับ อาจารย์ แผ่นดิน
สวัสดีค่ะอาจารย์แผ่นดิน
* อ่านบันทึกของอาจารย์โดยใช้เวลาที่ค่อนข้างนานทีเดียว...ไม่มีตรงไหนเลยที่แสดงให้เห็นว่า "พลังของการเขียนบันทึกของอาจารย์จะถดถอยลงไปเลยสักนิด" กลับเปลี่ยมด้วยพลัง ความมุ่งมั่น และความศรัทธาที่เต็มเปี่ยม
* การที่เราทำงานหนัก และหนักหน่วง นั้นถือว่าเป็นโอกาสที่จะได้แสดงศักยภาพของเราออกมาอย่างเต็มที่ สิ่งที่อาจารย์ทำอยู่ และย้ำเตือนทีมงานตลอดเวลานั้น อาจารย์ทำถูกต้องที่สุดค่ะ อาจารย์คิดไม่ผิดที่ให้ทีมทำงานหนักเกินตัว ชื่นชมอาจารย์มาก และขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ
* ความสำเร็จจากกิจกรรมในครั้งนั้น ครูใจดีถือว่า มันคือ "ชัยชนะ"
เปรียบเสมือนเรากำลังปีนไปยังยอดเขาที่สูงชั้น ด้วยความมุ่งมั่น ทั้งเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า จนบางครั้งเกิดความท้อ....เมื่อเราถึงเส้นชัย และมีเวลามองทุกสิ่งทุกอย่าง เราเห็นว่าบนยอดภูมันงดงามยิ่งนัก แต่....
“สิ่งที่งดงามนั้น ไม่ใช่แค่ภาพความสวยงามเวลาที่เราอยู่บนยอดภู เวลาที่เราทอดสายตามองลงมาจากหน้าผาลงสู่เบื้องล่าง เท่านั้น.....”
แต่... มันประกอบขึ้นจาก ความเหน็ดเหนื่อย และสิ่งที่พบเจอระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็น ดอกไม้ป่า ผีเสื้อที่บินว่อนที่เกสรดอกไม้ป่า แมลงเล็กๆ ที่ไต่อยู่ตามพื้นดิน กอหญ้าตามข้างทาง หรือแม้แต่ตามซอกหิน สิ่งเล็กๆ เหล่านี้จะค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นทีละนิด ๆ เรื่องราวเหล่านั้น กลายเป็นรายละเอียดปลีกย่อย ที่รวมกันเป็นภาพแห่งความสำเร็จที่สมบูรณ์และงดงาม
การที่เราร่วมกันสร้างร่วมกันทำอย่างเหน็ดเหนื่อย อาจจะรู้สึกเกรงกริ่ง หวาดกลัว บางครั้งก็เกิดความขัดแย้งกัน ไม่เข้าใจกัน เสียน้ำตา..... ทำให้บางครั้งหัวใจของเราอ่อนล้า จนท้อ.... มันยิ่งทำให้เรารักกัน สามัคคีกัน และผูกพันกันอย่างแนบแน่นขึ้น... อาจารย์รู้สึกไหมคะว่าอาจารย์และลูกทีมของอาจารย์ รักและผู้พันกันมากขึ้น เห็นคุณค่าของตนเองมากยิ่ง มันยิ่งใหญ่มากใช่ไหมคะ
นั่นคือ ความสำเร็จที่อาจารย์ บอกว่า
* ครูใจดี เขียนยาวอีกแล้ว...ขออภัยที่ทำให้อาจารย์ต้องเสียเวลาค่ะ เพราะตลอดชีวิตการทำงานของครูใจดีก็ทำงานหนักอย่างนี้ จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
* เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2553 ครูใจดีของเป็นตัวแทนของชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ส่งความสุขมายังอาจารย์แผ่นดิน ขอมอบความสุขเล็กๆ ต้อนรับศักราชใหม่ ปีเสือ ด้วยงดงามของอุตรดิตถ์ เสือตัวเล็กๆ แต่แข็งแกร่ง....
* ขอให้มีกำลังกาย กำลังใจทำงานที่สร้างสรรค์เช่นนี้ตลอดไปค่ะ
* ด้วยความระลึกถึง
ชื่นชม กับทุกมุม ของหนุ่มกลางทุ่ง โรมันกะติก นะคะ
เป็นกำลังใจ ไขว่คว้าความฝัน และทำมันด้วยรัก ...
สวัสดีค่ะ
แวะมาชื่นชมอาจารย์ที่ทำเพื่อนิสิต นักศึกษา
เป็นสิ่งน่าภาคภูมิใจมากๆค่ะ
สวัสดีครับ คุณณัฐวรรธน์
เพราะ ทุกคน ได้ลงแรงกับข้อมูลนั้นๆ ด้วยพลังใจของตัวเอง บนพื้นฐานของการเห็นความสำคัญในเรื่องนั้นๆ เป็นหลัก
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ครูจ่อย
ผมเองก็เป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์จินดา งามสุทธิ ครับ (ใช่คนเดียวกันหรือเปล่าครับ) ท่านเป็นครูต้นแบบที่เนี๊ยบมาก สอนภาษาศาสตร์ และออกข้อสอบก็ยาก...และทั้งปวงก็คือท่านเป็นที่รักของลูกศิษย์เสมอมา ...
ขอบคุณครับ