กิจกรรมนิสิตนั้น มีตัวตน และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของมหาวิทยาลัย

 

 

ก่อนอื่น ต้องสารภาพแบบซื่อๆ ว่า  พลังของการเขียนบันทึกของผมดูจะถดถอยลงไปมากอยู่ไม่ใช่น้อย  เพราะช่วงหลังๆ  การสวมบทบาทเน้นทางความคิดมากกว่าการลงลุยปฏิบัติด้วยตนเอง  กลายเป็นเรื่องหน่วงหนัก  และดูจะไม่ใช่สไตล์ที่ผมถนัดนัก  เพราะผมเป็นมวยประเภทชกเอง มากกว่าให้ใครมาทำหน้าที่เป็นมวยแทน

 

จะว่าไปแล้ว  ในวิถีของการใช้ความคิด  แต่ไม่ได้ลงมือทำเองนั้น  ดูจะทำให้เราเหนื่อยกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก  แต่ด้วยความที่ต้องสวมบทบาทกำกับดูแล และการมุ่งหวังสร้างความเป็น “ทีม”  มันยิ่งทำให้ผมต้องอดทนและอดกลั้น เพื่อให้ลูกทีมเติบโตมาพร้อมๆ กัน  หากเข้าคลุกวงในมากไป  ก็ดูเหมือนว่า  พวกเขาจะออกอาการกริ่งเกรง-ไร้ชีวิตชีวา  แต่บางคราผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอึดอัดเหลืออยู่เหมือนกัน เพราะวันเวลาไม่เคยหยุดรอเราเลยแม้แต่วินาทีเดียว

 

ล่าสุดในห้วงเทศกาลวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย ครบรอบ ๔๒ ปี  (๑-๙ ธันวาคม ๒๕๕๒)  ต้องยอมรับว่าทีมงานของผมเหนื่อยกันสายตัวแทบขาด  กลางวันงานหนัก กลางคืนก็แทบไม่ได้พัก  ทุกอย่างยืนหยัดกันด้วยใจล้วนๆ

 

 

ปีนี้เป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยมอบหมายให้นิสิตคณะต่างๆ ได้ออกซุ้มแสดงผลงานของตัวเองอย่างเต็มที่  โดยจัดสรรงบประมาณให้คณะละ ๑๐,๐๐๐ บาท  ซึ่งมอบหมายให้กองกิจการนิสิต เป็นผู้กำกับดูแล

 

ผมเสียดายโอกาสนี้มาก  เพราะผมเคยพูดในทุกๆ เวทีเรื่อยมาว่า  “กิจกรรมนิสิต”  ถูกละเลยในเวทีสาธารณะของมหาวิทยาลัยมาอย่างยาวนานแล้ว  และในวันสถาปนามหาวิทยาลัยเช่นนี้  ก็ควรมีพื้นที่ให้กิจกรรมนิสิตได้ “บอกเล่า” เรื่องราวความเป็น “มหาวิทยาลัย” ในมุมมองของพวกเขาด้วยเช่นกัน  และนั่นก็ยังรวมถึงการที่ผมเสนอให้มีการเชิดชูเกียรตินิสิตในด้านวิชาชีพและกิจกรรมในเวทีเช่นนั้นด้วย

 

เหตุที่ผมเรียกว่าเสียดายนั้นก็เพราะว่า  ช่วงเตรียมการนั้นผมติดอบรมในหลักสูตรฯ  ระยะยาวที่ต่างจังหวัด  เรื่องต่างๆ ไม่ถูกนำเสนอในเวทีใหญ่ ที่เห็นๆ ก็พูดกันแต่เฉพาะให้นิสิตออกซุ้มเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  ไม่มีการเชิดชูเกียรตินิสิตเข้ามาเกี่ยวข้องเลยก็ว่าได้... 
      แต่ครั้นพอกลับมามหาวิทยาลัย  เหลือเวลาอีกสัปดาห์เดียว  ผมก็ไม่รั้งรอที่จะจับมือลูกทีมลุกขึ้นสู้ให้มีเวทีของนิสิตในวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยอย่างเต็มร้อย  ซึ่งก็นับว่าไม่สายเสียทั้งหมด  เพราะอธิการบดีท่านปัจจุบัน (ผศ.ศุภชัย  สมัปปิโต)  ท่านก็ให้ความสำคัญกับนิสิตอยู่แล้ว  หลายอย่าง จึงได้รับไฟเขียวให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอีกครั้ง

 


นิทรรศการภาพถ่าย,เรื่องเล่า (กาลครั้งหนึ่ง....),หนังสือทำมือ (หนังสืออ่านนอกเวลา)

 

สาระสำคัญก็คือ  ในงานนั้น  นิสิตจำนวน ๑๘ คณะออกซุ้มแสดงผลงานกันตามศักยภาพและเวลาอันจำกัดจะรังสรรค์ออกมาได้  ขณะที่ผมและทีมงานก็ออกซุ้มของหน่วยงานด้วยเหมือนกัน  โดยการนำเอาเรื่องราวเก่าๆ และเรื่องราวใหม่ๆ มาจัดแสดงไว้ด้วยสไตล์ของตัวเอง

เบื้องต้นนั้น  ผมจับเข่าคุยเปิดอกกับทีมงานว่า...
        “ผมรู้ว่าทุกคนเหนื่อย 
        เราไม่จำเป็นต้องทำงานหนักแบบนี้ก็ได้ 
        เราไม่จำเป็นต้องออกซุ้ม  หรืออกร้านเลยก็ได้ 
        แต่เราจะทิ้งนิสิตได้หรือ,
        และสำคัญก็คือ ...
        นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดที่เราจะมีตัวตนในเวทีสาธารณะของมหาวิทยาลัย-
        ดังนั้น ผมจึงอยากให้ทุกคนเทใจให้กับงานในครั้งนี้...
        ร่วมทุกข์ร่วมสุข...เป็นทีมเหมือนที่ผ่านมา”

 

ดังนั้น  เพียงเวลาไม่กี่ข้ามคืน  น้องๆ ก็ระดมแรงจัดแต่งสถานที่ ออกแบบซุ้ม คัดสรรสื่อต่างๆ ไปจัดแสดง  รวมถึงการที่ผมขันอาสานำภาพเก่าๆ มาเล่าเป็นเรื่องสั้นๆ  เป็นการขุดเอาเรื่องเก่าๆ มาบอกเล่าอย่างเป็นทางการ และเป็นการชำระประวัติศาสตร์กิจกรรมไปในตัว  พร้อมๆ กับการนำเอาหนังสือรับน้องในยุคแรกๆ และหนังสือกลุ่มวรรณกรรมของนิสิตในยุคบุกเบิกมาเผยแพร่  สร้างความฮือฮาให้ใครต่อใครได้เป็นอย่างดี...

 

ไม่เพียงเท่านั้น  ผมยังออกแรงเข็นให้ทีมงานประกาศเชิญชวนให้นิสิตเขียนเรื่องเล่าเร้าพลังในหัวข้อ “ความสุขเล็กๆ ของคน มมส”  นำเอาเรื่องเล่าชาวค่าย (ความสุขเล็กๆ ของคนค่าย)  และจดหมายถึงแม่ (จดหมายจากมหาวิทยาลัยถึงคนไกลที่อยู่ทางบ้าน)  มาทำเป็นหนังสือจัดจำหน่ายในงานด้วยเหมือนกัน  เรียกได้ว่า  ไม่มีงบสนับสนุนเราก็ลุยกันไม่ยั้ง  คล้ายกับจะไปตายเอาดาบหน้า  ค่าใช้จ่ายต่างๆ  ใช้เครดิตไปก่อน  แล้วค่อยขายหนังสือผ่อนทีหลัง ! 

 


นิทรรศการหนังสือทำมือ,หนังสือรับน้อง,หนังสืออ่านประกอบกิจกรรมยุคต่างๆ

 


ผมมานั่งคิดเงียบๆ คนเดียวว่า  ผมพาทีมงานทำงานหนักเกินตัวหรือเปล่า  แต่ก็ชัดเจนว่าทุกอย่างที่ทำลงไปนั้น  เราได้มากกว่าเสีย  ดังนั้นผมจึงย้ำกับลูกทีมเสมอว่า “นี่คือโอกาสของเรา...”

 

เช่นเดียวกันนั้น  ในวันสุดท้ายที่ถือว่าเป็นห้วงสำคัญนั้น  ผมได้รับเชิญเป็นวิทยากรร่วมกับอดีตผู้บริหารมหาวิทยาลัยตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม  โดยแต่ละคนจะบอกเล่าเรื่องราวชีวิตในมหาวิทยาลัยในมิติของตัวเอง  โดยมีภาพที่แต่ละคนคัดเลือกมาเองเป็นตัวดำเนินเรื่อง...ภายใต้หัวข้อ “ภาพถ่าย : แสงและเงาบอกเล่าความทรงจำ”  อันเป็นเวทีเสวนาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยฯ ซึ่งมีทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน  อาจารย์เก่า อาจารย์ใหม่ หรือแม้แต่ผู้บริหารในยุคต่างๆ ก็สัญจรมาร่วมในเวทีนี้อย่างมากหน้า

 


นิทรรศการวีดีทัศน์ที่เกี่ยวกับกิจกรรมนิสิต

 

ครั้งนี้  ผมถือว่าสิ่งที่ลงทุนมาเกือบสองปีสัมฤทธิ์ผลโดยแท้  เพราะผมพูดเสมอว่า  เรื่องกิจกรรมนิสิตเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก  ทั้งผมและทีมงานต้องขับเคลื่อนสู่เวทีสาธารณะในมหาวิทยาลัยให้จงได้ 

 

ด้วยเหตุนี้  ในรอบปีที่ผ่านมา  ทั้งผมและทีมงาน  จึงต้องพยายามสร้างกระบวนการต่างๆ ให้ชัดเจน  มีคุณภาพ  และตีฆ้องร้องป่าวอย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้ประชาคม มมส ยอมรับและเปิดรับเราเข้าสู่เวทีนั้นอย่างสมเกียรติ  ซึ่งปีนี้  ก็ถือว่า เราบรรลุในเจตนารมณ์เบื้องต้นนั้นแล้ว...ทั้งผมและทีมงาน มีเวทีสาธารณะในวันสำคัญของมหาวิทยาลัยสมดังเฝ้ารอมาหลายแรมปี

 


บางคนที่ชื่นชอบก็ถือโอกาสคัดลอกข้อความในหนังสือที่จัดแสดง

 

ครั้งนี้,  ผมย้ำกับลูกทีมว่า  “อยากให้ทุกคนไปฟังการบอกเล่าเรื่องราวของวิทยากร  และไม่ใช่ไปเพราะต้องการไปให้กำลังใจผม  แต่ต้องไปฟังเรื่องทุกเรื่องด้วยตนเอง  เพราะจากนี้ไป  ทุกคนต้องจดจำเรื่องราวต่างๆ ด้วยตนเอง  มิใช่ปล่อยให้ผมต้องแบกรับบทบาทการเป็น “ตู้ประวัติศาสตร์กิจกรรมเคลื่อนที่”  ของหน่วยงานอยู่คนเดียวอยู่อย่างนี้  และที่สำคัญให้เอางานทั้งหมดไปจัดแสดงเพื่อให้คนได้ดูได้ชมกันอย่างเต็มที่  จะได้สื่อสารให้เขารับรู้ว่า “เรา-ซึ่งหมายถึง...กิจกรรมนิสิตนั้น มีตัวตน และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของมหาวิทยาลัยมากกว่าที่ทุกคนคิด”....

 

งานนี้สรุปว่า  เป็นความหนักหน่วง...ลงทุนแรงกายและแรงใจกันซะเยอะ...แต่เสียงตอบรับกลับมานั้น  ช่างมากมายเกินกว่าที่คิดไว้อย่างแทบไม่น่าเชื่อ 

สำหรับผมแล้ว  ผมใช้ความคิดมากกว่าลูกทีม  แต่ก็ใช้แรงกายน้อยกว่าพวกเขาอยู่หลายร้อยเท่า  แถมยังได้นอนได้พักมากกว่าพวกเขาอีกต่างหาก  (รวมถึงการแบกรับหนี้สินทั้งปวงแทนทุกคนด้วย)  แต่ที่เหมือนกันก็คือการได้รับผลพวงแห่งความสุขมาสู่ตัวเองอย่างล้นหลาม

 


(ถัดจากผม) : ผศ.ไพบูลย์ ลิ้มมณี อดีตผู้ช่วยรองอธิการบดีฯ/รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตหลายยุคสมัย : รศ.ดร.ชาตรี เมืองนาโพธิ์ อดีตรองอธิการบดี มศว.มหาสารคาม/อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ : ผศ.วีณา  วีสเพ็ญ ศิษย์เก่าและอาจารย์ผู้บุกเบิกการพัฒนาด้านศิลปวัฒนธรรม

 

สุดท้าย  เมื่อการงานนั้นผ่านพ้น  ผมยังคงถามย้ำทีมงานด้วยแนวคิดเดิมๆ แต่บางเบากว่าเดิมว่า “เข้าใจหรือยังว่าทำไม ผมถึงต้องเคี่ยวเข็ญให้ทุกคนต้องแสดงตนในเวทีครั้งนั้น...รู้ทั้งรู้ว่าทุกคนเหนื่อย และเหนื่อยมากกว่าผม  บางเรื่องเจ็บใจด้วยก็มาก แต่เราก็ต้องทำ...เพราะนั่นคือโอกาสของเรา...โอกาสของนิสิต...”

 

สำหรับผมนั้น  ผมชัดเจนตั้งแต่ต้น และรอคอยวันนี้มานานแล้ว  และไม่คาดคิดเลยด้วยซ้ำว่าโอกาสจะเดินทางมาเร็วปานนี้ – ผมจึงหวังแต่เพียงว่า  “ในเวทีสาธารณะของมหาวิทยาลัยนั้น  คนอื่นได้รู้และเข้าใจในเรื่องราวของเรามากขึ้น...ส่วนคนของเรา (ในองค์กร)  ก็ได้รู้ตัวตนและคุณค่าของตัวเองมากขึ้นด้วยเช่นกัน” – และผมก็เชื่อว่า  “มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ บ้างแล้ว”

 

ครับ, จะว่าไปแล้ว ทั้งปวงนั้น  เป็นวิธี หรือกระบวนการสอนงานตามสไตล์ของผมเองแหละ  - วิธีสอนงานที่จะให้ลูกทีม  เรียนรู้รากเหง้าและวัฒนธรรมองค์กรด้วยตัวเอง  และเกิดความรักในองค์กร  พร้อมๆ กับการแสดงความรักต่อองค์กรด้วยการไขว่คว้าหาโอกาสที่จะนำพาองค์กรไปสู่เวทีสาธารณะอย่างไม่สิ้นหวัง ....

ไม่ผิดใช่ไหมครับ ที่พาลูกทีมทำงานหนักจนเกินเหตุ...

 


ส่วนหนึ่งของผู้นำนิสิตที่เข้ามาเยี่ยมชมนิทรรศการเรื่องราวในสายถนนกิจกรรม