การเข้าสู่วัยสูงอายุเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

      พี่ติ๊ก ( วิภาพร  เตชะสรพัศ ) เล่าว่า  พี่ติ๊กกับพี่แขก ( วรรณภรณ์  ธีรธำรง) ได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมใน “โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผู้ดูแลด้านสาธารณสุขและสุขภาพชุมชน  และบุคลากรด้านงานเวชศาสตร์ฟื้นฟู  เรื่อง  แนวทางการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุตามยุทธศาสตร์ดีวิถีชีวิตไทย 2550-2559 จัดโดยคณะเทคนิคการแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อไม่นานมานี้   เห็นว่าน่าสนใจดีจึงอยากเก็บเรื่องราวมาเล่า  เพื่อให้คนอื่นๆสามารถเข้ามา  ลปรร. และนำไปปรับใช้เป็นการต่อยอดความรู้   อย่างที่พี่ติ๊กนำมาใช้ในคลินิกส่งเสริมสุขภาพ  โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพเชียงใหม่บ้าง   เพราะพี่ติ๊กยึดตามคำกล่าวที่ว่าถ้าจะตีเหล็กให้ตีตอนที่กำลังร้อน   หลังจากอบรมใหม่ๆกลับมา  ชวนพี่แขกจับเข่าคุยวางแผนการให้บริการผู้สูงอายุทันที    ผู้เขียนแอบปลื้มและรู้สึกดีใจที่เลือกส่งพี่ทั้งสองคนอบรม  อีกไม่นานคงจะได้รูปแบบการให้บริการในคลินิกผู้สูงอายุ  อิอิ พี่ติ๊กกับพี่แขกซึ่งพร้อมใจกันรับผิดชอบคลินิกผู้สูงอายุ  ซึ่งเปิดให้บริการทุกวันพุธค่ะ

    การเข้าสู่วัยสูงอายุเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  โดยทั่วไปเราถือว่าผู้สูงอายุคือ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป   วัยนี้ถือเป็นระยะสุดท้ายของพัฒนาการแห่งชีวิต และการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ที่เกิดในช่วงนี้มักเป็นไปในทางเสื่อมลง โดยแบ่งการเปลี่ยนแปลงเป็น 3 ด้านหลักคือ

1  ด้านร่างกาย

2  ด้านจิตใจและอารมณ์

3  ด้านสังคม

     แต่ในตอนนี้พี่ติ๊กขอเน้นที่ทางด้านร่างกายก่อน

ความเปลี่ยนแปลงที่ว่า เช่น

  • ผิวหนังเหี่ยวย่น สีผิวเปลี่ยนมักเกิดจุดด่าง-ขาวหรือตกกระ

  • คันตามผิวหนังเนื่องจากผิวแห้ง เส้นเลือดฝอยแตกง่าย ทำให้มีรอยฟกช้ำตามตัวได้ง่าย

  •  ผมและขนจะเปลี่ยนเป็นสีขาว มักหลุดร่วงง่าย

  • กล้ามเนื้อและกระดูกไม่แข็งแรง ทำให้เคลื่อนไหวได้ช้า เมื่อเกิดอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ กระดูกมักหักได้ง่าย บางรายที่กระดูกหลังเสื่อมมากจะเห็นมีลักษณะหลังโก่ง

  •  การทำงานของอวัยวะต่าง ๆในร่างกายลดลง ส่วนหนึ่งเกิดจากเลือดไหลเวียนไปยังอวัยวะดังกล่าวได้น้อยลง อวัยวะที่ว่านี้
    ได้แก่ สมอง สั่งการช้า จำเรื่องใหม่ได้น้อยลง คิดช้าลง

  • ประสาทสัมผัสทั้งห้า การรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น และสัมผัสต่าง ๆทางผิวหนังน้อยลง

  •  ระบบย่อยอาหาร การขับถ่ายลดลง การรับรู้รสของลิ้นน้อยลง มีผลให้เบื่ออาหาร ท้องอืดและท้องผูก

  • ระบบไหลเวียนเลือด เลือดข้นมากขึ้น ทำให้การไหลเวียนลดลง หลอดเลือดแข็งตัวมากขึ้น ทำให้หัวใจต้องสูบเฉียดเลือดแรงขึ้น
    ในขณะที่ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจลดลง มีผลให้เกิดอาการหัวใจล้มเหลว หรือโรคของเส้นเลือด เช่น ความดันโลหิตสูงได้ง่าย

  • ตับและไต ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ช้า ฮอร์โมน ต่อมผลิตฮอร์โมนต่าง ๆ เสื่อมไป

  • มีผลให้ปริมาณฮอร์โมนที่สำคัญต่อร่างกายลดลง ก่อให้เกิดโรคหลายอย่างตามมา เช่น โรคเบาหวาน โรคขาดธัยรอยด์ฮอร์โมน โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น

         เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

-52.jpg image by olymvas            

       อ่านมาถึงตอนนี้เริ่มปลงไหมคะ  ว่าสังขารนั้นไม่เที่ยง  กับความจริงที่ว่า เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และดับไป  คงเป็นสิ่งที่ทุกคนหนีไม่พ้น  จะช้าหรือเร็วอยู่ที่ตัวเราเป็นผู้กำหนด  แล้วจะทำไง…???  ลองฟังพี่ติ๊กเล่าต่อ....

        ความจริงพี่ติ๊กเล่าไว้หลายเรื่อง  เช่น การหกล้มและอันตรายจากการหกล้มในผู้สูงอายุ  การป้องกันปัสสาวะเล็ด การประเมินสมรรถภาพในผู้สูงอายุ  และอีกมากมาย  แต่ผู้เขียนเลือกที่จะเอาเรื่อง การหกล้มมาเล่าก่อน  เพราะว่าผลกระทบที่ตามมานั้นอันตรายมาก   เช่น

  • ทำให้เสียชีวิต

  • ทำให้เกิดการบาดเจ็บ  กระดูกหัก

  • ทำให้เกิดการบาดเจ็บ  อันตรายที่สมอง

  • หรือกลัวการหกล้ม  ทำให้ขาดความมั่นใจ ลดการทำกิจกรรมทางกาย   ปฎิเสธการเข้าสังคม  บางรายอาจซึมเศร้า

        แล้วทำไงไม่ให้ล้ม ???  พี่ติ๊กบอกให้กลับไปดูที่สาเหตุ  ซึ่งแบ่งได้ 2 ทาง  คือ 

1. ปัจจัยจากตัวผู้สูงอายุเอง  เช่น

การทรงตัวและเคลื่อนไหวบกพร่อง  เช่น

  • การเดินบกพร่อง

  • ลุกขึ้นลำบาก

  • ทรงตัวขณะทำกิจกรรมลำบาก  เช่น ยื่นหยิบของ

  • ความสามารถในการทำงานหลายๆอย่างพร้อมกันลดลง

  • ขึ้นบันไดลำบาก

มีโรคประจำตัว  เช่น

  • โรคกระดูกและข้อต่างๆ

  • โรคทางระบบประสาท  เช่น Parkinson’s disease

  • โรคจากระบบหัวใจและหลอดเลือด

  • ภาวะทางจิตใจ

สายตาผิดปกติ  เช่น 

  • สายตายาว 

  • โรคทางตา เป็นต้น

การรับความรู้สึกบกพร่อง  เช่น

  • ประสาทสัมผัส ความไวต่อการตอบสนองลดลง

  • การได้ยินลดลง

การได้ยาบางชนิด  เช่น

  • ยานอนหลับ

  • ยาขับปัสสาวะ

  • ยาลดความดันโลหิต  

2. ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม  เช่น

สิ่งแวดล้อมทั่วๆไปไม่เหมาะสม  เช่น

  • พรหมเช็ดเท้า

  • พื้นลื่นหรือมีสิ่งกีดขวาง

  • รองเท้า

  • แสงสว่างไม่พอ      

  •  สัตว์เลี้ยง                                                                                                                                                                                                             

อุปกรณ์ครื่องใช้

  •  เก้าอี้  เตียง  โต๊ะ สูงหรือต่ำไป     

  • เฟอนิเจอร์ไม่มั่นคง

  • บันไดไม่มีราวจับ

  • บันไดชัน

  • ความกว้างของชั้นบันไดน้อย

ห้องน้ำ

  • ไม่มีราวจับ

  • ส้วมสูงหรือต่ำไป

  • พื้นเปียกและลื่น

  • ส้วมอยู่นอกบ้าน   

3. สิ่งแวดล้อมนอกตัวบ้าน  เช่น

  • พื้นไม่เรียบ

  • ทางเดินคับแคบ

  • ผู้คนแออัด  ฯลฯ        

        เมื่อเรารู้สาเหตุของการล้มแล้ว  พี่ติ๊กบอกว่า  ต้องให้ความสนใจและปฏิบัติสม่ำเสมอใน 4 ประเด็นต่อไปนี้  คือ

  • สนับสนุนให้ผู้สูงอายุออกกำลังกาย

  • จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม

  • ประเมินการใช้ยาในผู้สูงอายุ

  • ตรวจสายตาผู้สูงอายุ

 4 ประเด็น  ที่ต้องใส่ใจอยู่อย่างส่ำเสมอ 

     ถ้าเราจัดการได้ตามเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อ  รับรองการหกล้มจะเกิดได้น้อยมาก หรือไม่เกิดเลย  แต่...ปัญหาอยู่ที่ว่า  แล้วจะทำอย่างไร ? ให้ผู้สูงอายุยอมให้ความร่วมมือ  เพราะเป็นที่รู้ๆอยู่ว่าผู้สูงอายุไม่ใช่บุคคลที่เราจะไปสั่งอะไรได้ตามที่เราต้องการ 

      สำหรับคลินิกส่งเสริมสุขภาพเราใช้กุสโลบายโดยการแนะนำให้ผู้สูงอายุทดสอบสมรรถภาพทางกายโดยน้องแม็ค  ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์การกีฬาและค่อยๆอธิบายชี้ให้เห็นว่า   ปัจจุบันผู้สูงอายุแต่ละท่านนั้นแข็งแรงและเหลือความเป็นหนุ่มเป็นสาวน้อยลงเท่าไหร่แล้ว  จำเป็นและถึงเวลาแล้วที่ต้องใส่ใจตัวเองกับ 4 ประเด็นข้างต้น

      เป็นการเอาหลักฐานเชิงประจักษ์ของตัวผู้สูงอายุเองมาชี้ให้เห็น   รับรองค่ะ ร้อยทั้งร้อยยอมทำตามทุกคนเลยค่ะ   ท่านที่ดูแลผู้สูงอายุลองเอาไปใช้ดูบ้างก็ได้นะ พี่ติ๊กเขายินดีค่ะ

     ขอบคุณค่ะ