เราไม่สามารถตกแต่งเวทีหรือบริเวณงานได้เลยจนกว่าจะถึงเวลาสามทุ่มของวันที่ ๒๖ ธ.ค. คืนนั้นทุกฝ่ายต่างตรงไปที่อุทยานอาหารไทนาน ไม่ว่าจะเป็นสตูดิโอถ่ายภาพและวีดีโอ ของคุณเปิ้ลพีมีเดีย ฉากและหินเทียมประกอบ ซึ่งคุณแดง เตรียมอุปกรณ์บางส่วนมาจากตะกั่วป่าและเขียนภาพมาคร่าวๆ แล้วมาลงรายละเอียดเพิ่มเติมในงาน เห็นว่าเสร็จตอนตีสอง เครื่องดนตรีและเครื่องเสียงของบังหรน ดอกไม้โดยคุณป้อม  ภาพประกอบเพลงภูเก็ตเมืองงามและเพลงสงขลาโดยคุณไกรศร บรรลือศิลป์ ต่างระดมมาตรวจสอบและติดตั้งอุปกรณ์

(ขอนำนำภาพมาแสดงแค่นี้ก่อนนะครับเพราะภาพอยู่ในกล้องของช่างภาพยังไม่ส่งมา ภาพที่พ่อถ่ายน้องเนติ์พาไปหาดใหญ่ ต้องอดใจรอน้องเนติ์กลับมาวันที่ ๔ ม.ค.นี้ครับ ต้องขออภัยที่มาสร้างความอยากแล้วจากไป ฮ่าๆ)

          ผมอยู่ที่งานจนเที่ยงคืนเศษ ก็ขอตัวกลับไปนอนปล่อยให้ทีมงานบางส่วนอยู่ต่อ แม่เจ้าบ่าวและน้องเจ้าบ่าวตื่นตั้งตี่สามเพื่อไปทำผมแต่งหน้า ผมเผลอหลับไปจนหกโมงเช้าก็รีบตาลีตาเหลือกอาบน้ำแต่งตัว แล้วเราก็ออกจากบ้านไปที่ไทนาน

          ที่ไทนานเรามีห้องที่ทำเป็นบ้านเจ้าสาว และมีห้องศรีวิชัยไว้เป็นบ้านเจ้าบ่าว พอได้เวลาเราก็จุดประทัดสองตับ แล้วขบวนเจ้าบ่าวก็เดินออกจากบ้านตรงไปบ้านเจ้าสาว มีคุณแม่ผมถือพานขันหมากไปพร้อมกับเจ้าบ่าว ผมกับคุณแอ๊ดอยู่แถวที่สอง ตามมาด้วยพานสินสอดทองหมั้นซึ่งเป็นผู้ใหญ่มีอดีตรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล อดีตรองผู้อำนวยวิทยาลัยอาชีวะ ตามด้วยขบวนเสียะหนา ภายในบรรจุส้ม หมี่เตียว และขนมหมั้น

 ที่เห็นเป็นแบบปิ่นโตไม้นั่นแหละครับที่เรียกว่า "เสียะหนา"

          ไปถึงบ้านเจ้าสาวก็มีญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวมารับเจ้าบ่าวเข้าบ้าน ตรงนี้ไม่มีการกั้นประตูถือว่ามาเจรจาหมั้นสาว ผมพูดว่า “วันนี้เป็นวันดีที่เราจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน น้องเนติ์ลูกชายของเรากับน้องหนอมลูกสาวบ้านนี้รักใคร่ชอบพอกัน เราเห็นว่าเขามีความเหมาะสมกัน แต่ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวข้าราชการมีเกียรติยศชื่อเสียงแต่มีเงินทองไม่มากมายนัก ก็ขอนำสินสอดทองหมั้นมาสู่ขอน้องหนอมให้กับน้องเนติ์” คุณแอ๊ดก็ทำหน้าที่เปิดกรวยพานขันหมากใหญ่ แล้วเปิดให้ดูของหมั้นเป็นแหวนเพชร ตุ้มหูเพชร กำไลทอง ๑ คู่และสร้อยทองอีก ๑ เส้น กับเงินสด ๔๔๙,๙๙๐ บาท มอบให้แม่เจ้าสาวเป็นคนรับและให้เนติ์สวมแหวนให้เจ้าสาว สวมสร้อยคอให้ สวมกำไลและตุ้มหูให้

           แม่เจ้าสาวรับมาแล้วก็คืนใส่พานให้สามแสนสี่พันกับอีกเก้าบาท โดยเงินจำนวน ๔๕,๙๙๐ บาทนั้นเป็นค่าน้ำนมของแม่เจ้าสาว ส่วนอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อมาแม่เจ้าสาวมอบให้เจ้าบ่าวเป็นเงินรับไหว้ และตอบรับยอมยกน้องหนอมให้กับน้องเนติ์ จากนั้นพ่อแม่เจ้าบ่าวและญาติพี่น้องฝ่ายเจ้าบ่าวก็ออกจากบ้านเจ้าสาว ถือว่าไปหมั้นสาวแล้วกลับมาที่บ้านเจ้าบ่าว ผมกับคุณแอ๊ดเข้าไปรอที่ห้องศรีวิชัย พอได้เวลาน้องเนติ์กับญาติผู้ใหญ่และเพื่อนเจ้าบ่าวก็ไปบ้านเจ้าสาวเพื่อไปรับเจ้าสาวมาไหว้พระสวดมนต์ตักบาตรและถวายภัตตาหาร

           คราวนี้เป็นการกั้นประตูเงินประตูทอง ความจริงก็เป็นเรื่องหยอกเย้ากันมากกว่าจะเป็นเรื่องจริงจัง ปรากฏว่าน้องเนติ์โดนกั้นถึง ๑๑ ประตู ผมกับคุณแอ๊ดไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่ญาติที่ไปช่วยมาเล่าให้ฟัง เพราะการที่เจ้าบ่าวจะรอดจากการกั้นประตูก็อยู่ที่ฝีปากของคนที่ไปช่วยเจ้าบ่าวด้วย เนติ์เตรียมเงินใส่ซองแดงไปสามพันบาท มีทั้งซองละร้อยและสามร้อย และต้องมีเทคนิคซุกซ่อนซองอย่าให้ฝ่ายเจ้าสาวเห็นว่ามีซองเยอะ อิอิ มิฉะนั้นก็หมดเนื้อหมดตัว

            การกั้นประตูเริ่มจากเล็กๆน้อย จนมาถึงประตูที่ห้าเขาก็แกล้งไม่ให้น้องเนติ์เข้า ญาติที่ไปด้วยก็บอกว่าน้องเนติ์มาที่นี่ด้วยความรักเพื่อจะสร้างครอบครัวด้วยกัน แต่หากเงินที่เก็บหอมรอมริบมาจะถูกใช้จ่ายหมดไปแล้วครอบครัวของน้องเนติ์จะเอาอะไรกิน ฮ่าๆ แล้วกั้นกันอย่างนี้ไม่สงสารน้องเนติ์หรือ ฝ่ายคนกั้นหันไปถามเจ้าสาวว่ายอมไหม เจ้าสาวตอบว่า “ยอม” ฝ่ายเราก็เฮ ไม่ต้องจ่าย อิอิ จนกระทั่งไปถึงประตูที่ ๑๑ คราวนี้เขาก็เอาเรื่องเพราะน้องเนติ์ไม่มีช่อดอกไม้ไปรับเจ้าสาว (ความจริงเตรียมไว้แล้ว แต่เข้าใจผิดกันว่าต้องให้เจ้าสาวถือตอนถ่ายรูปและขึ้นเวที อิอิ) เขาก็พูดว่า “เนี่ยะ จะให้น้องหนอมไปอยู่กับเจ้าบ่าวได้อย่างไร ไม่เตรียมความพร้อม ช่อดอกไม้ก็ไม่มีมารับเจ้าสาว” ฝ่ายญาติผมก็แก้เกมว่า “ดอกไม้จะมีความหมายอะไรหากดอกไม้มันมีความเป็นธรรมชาติที่เหี่ยวเฉา ถือไปแล้วต่อไปก็ทิ้ง แต่ความรักของน้องเนติ์ที่พกมาเต็มหัวใจไม่มีวันที่เหี่ยวเฉา จะเลือกเอาดอกไม้หรือความรักที่มั่นคงกันล่ะ” ฮ่าๆ ฝีปากฝ่ายผมเป็นไงมั่ง..ในที่สุดเขาก็ปล่อยให้เข้าไปพร้อมกับน้องเนติ์เอาช่อดอกไม้ไปรับเจ้าสาวมาบ้านเข้าบ่าวพร้อมขบวนญาติเจ้าสาว

          ไปถึงบ้านเจ้าบ่าว ผมออกมารับลูกสะใภ้และให้ลูกสะใภ้เข้าไปรับคุณแอ๊ดจากในห้องออกมามาสู่งานพิธี ตรงนี้ก็เป็นประเพณีเหมือนกับให้ลูกสะใภ้เคารพและยอมรับแม่สามี ยอมอยู่ในโอวาท ทำนองนั้น จากนั้นก็พักผ่อนทานอาหารเช้ากันที่บ้านเจ้าบ่าว รอเวลาพระมาสวดมนต์ให้พร

           เมื่อพระสวดมนต์และมีการตักบาตรแล้วก็ให้พร ถวายธูปเทียน ดอกไม้ปัจจัยและปิ่นโตองค์ละ ๑ เถา ส่งพระเสร็จแล้วก็ไปที่ห้องจัดเลี้ยงเพื่อทำพิธียกน้ำชา ซึ่งความจริงก็คือการแนะนำให้บ่าวสาวรู้จักญาติผู้ใหญ่ของแต่ละฝ่าย ฝ่ายผมญาติเยอะแต่ก็ยังบอกญาติได้ไม่หมด  เริ่มต้นจากญาติฝ่ายเจ้าบ่าวโดยเริ่มที่พ่อแม่เจ้าบ่าวก่อน ผมรับไหว้ลูกชายด้วยทองสองบาทและพระหลวงปู่ทวดเลี่ยมทองฝังเพชรรัสเซีย อิอิ   คุณแอ๊ดรับขวัญลูกสะใภ้ด้วยกำไลข้อมือฝังเพชร จากนั้นก็เป็นอากงอาม่า แล้วก็ไล่เรียงไปเรื่อยใช้เวลานานมาก จนเสร็จสิ้นพิธีการ ขณะนั้นแขกก็ทยอยเข้างาน

          แขกมาร่วมงานเป็นแขกที่รู้จักกันเป็นส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยมีปัญหากับการจัดโต๊ะให้แขกนั่ง งานก็เริ่มด้วยดี.....