หลักการสงครามนอกเหนือจากจะใช้ในทางทหารแล้ว ยังสามารถประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประวัน การบริหารธุรกิจ

    วันนี้มาต่อกันเรื่องหลักการสงครามนะครับ หลักความมุ่งหมาย (Objective) เป็นหลักการสงครามข้อแรกจากทั้งหมด 10 ข้อ หลักการข้อนี้คือการกำหนดเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ในทุกระดับเพื่อให้การปฏิบัติในทุกส่วนของหน่วยระดับรองลงมามีความเข้าใจชัดเจน และไม่สับสนที่จะนำไปปฏิบัติ อีกทั้งการดำรงรักษาความมุ่งหมาย ย่อมจะนำมาซึ่งผลที่มุ่งไปสู่ความมุ่งหมายเดียวกัน

    สิ่งที่สำคัญของหลักการในข้อนี้คือการไม่เปลี่ยนความมุ่งหมายง่ายๆ ทั้งนี้เพราะเป้าหมายต่างๆ ได้ถูกคิดมาโดยผ่านกระบวนการและกลไกต่างๆ การเปลี่ยนเป้าหมายกลางทางโดยไม่มีการไตร่ตรองพิจารณาที่เหมาะสมแล้ว อาจจะทำให้เราไม่สามารถเดินทางไปถึงเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ ถ้ากล่าวง่ายๆ คือ เราถอดใจก่อนที่จะประสบความสำเร็จ

    ตัวอย่างที่นักการทหารหลายคนชอบใช้เป็นตัวอย่างสะท้อนถึงหลักการสงครามในข้อนี้ได้แก่ การรบที่เกาะอังกฤษ หรือ Battle of Britain ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อังกฤษถูกทิ้งระเบิดอย่างหนัก จากกองทัพอากาศเยอรมัน (Luftwaffe) จนแถบจะพ่ายแพ้ แต่ฮิตเลอร์ได้ตัดสินใจที่จะยกเลิกการโจมตีอังกฤษ แล้วหันกลับไปทุ่มเททรัพยากรบุกไปที่รัสเซียแทน ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวได้ส่งผลให้ อังกฤษกลับมาฟื้นตัว และเยอรมันก็เพลี่ยงพล้ำเข้าไปติดอยู่ในรัสเซียจนให้สูญเสียยทรัพยากรเกินที่ควรจะเป็น ซึ่งก็ส่งผลต่อมาให้เยอรมันพ่ายแพ้สงครามในยุทธบริเวณยุโรปในที่สุด ในทางกลับกันถ้าฮิตเลอร์ยังคงตัดสินใจให้ทิ้งระเบิดเกาะอังกฤษต่อไปเรื่อยๆ ฉากของสงครามโลกครั้งที่ 2 คงไม่จบอย่างที่พวกเราทุกคนได้เห็นอย่างที่เป็นอยู่

    ตัวอย่างอีกประการที่สะท้อนให้เห็นถึงการยึดมั่นในหลักการสงครามข้อนี้ได้แก่ การรบที่เนินแฮมเบอร์เกอร์ (Battle of Hamburger Hill) ในสงครามเวียดนามที่ กองทัพ สหรัฐฯ พยายามจะยึดเนิน 937 ที่เป็นฐานของฝ่ายเวียดนามเหนือ โดยการเข้าตีเนิน 937 ซึ่งเป็นชัยภูมิที่ฝ่ายสหรัฐฯ เสียเปรียบเป็นอย่างมาก ได้ส่งผลให้ทหารสหรัฐฯ และเวียดนามใต้ เสียชีวิตไป 72 นาย ด้วยความพยายามเข้าตีถึง 11 ครั้งใน 10 วัน ซึ่งก็สำเร็จในที่สุด เพราะมีความมุ่งมั่นในลักษณะที่ยังไงก้จะต้องยึกเนิน 937 ให้ได้ หรืออีกนัยหนึ่งคือการ ยึดหลักการสงครามในข้อ หลักความมุ่งหมาย การรบครั้งนี้ได้นำมาสร้างเป็นภาพยนต์ชื่อ Hamburger Hill มีการตั้งชื่อภาษาไทยว่า ถึงสูงเสียดฟ้า ข้าก็จะยึด ซึ่งเป็นการตั้งชื่อได้สะท้อนหลักการสงครามในข้อนี้

    ส่วนในทางธุรกิจนั้นการประยุกต์ใช้หลักการสงครามในข้อนี้ได้แก่ การมุ่งมั่นที่จะนำองค์กรไปสู่วิสัยทัศน์ที่ได้กำหนดไว้ เช่น ปตท. ได้มีคำขวัญว่า พลังที่ยั่งยืน เพื่อไทย หรือ ธนาคารกสิกรไทย ไช้คำขวัญที่ว่า บริการทุกระดับประทับใจ หรือ บริษัทโตโยต้า ที่ใช้คำขวัญส่า Moving Forwardซึ่งคำขวัญเหล่านี้นั้นเปรียบเสมือนเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ขององค์กร ผู้ที่เข้ามาบริหารองค์กรในระดับยุทธศาสตร์จะต้องบริหารองค์กรให้เป็นไปตามคำขวัญที่ได้กำหนดไว้ พนักงานในทุกระดับจะต้องเข้าใจและยึดถือคำขวัญเป็นหลักในการปฏิบัติงาน ซึ่งหากผู้บริหารคนให้ความสำคัญมีการถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลาเพื่อตอกย้ำ และให้องค์กรเป็นไปตามเป้าหมาย ที่กำหนดไว้ก็จะถือว่าเป็นการใช้หลักการสงครามในข้อนี้

    ในทำนองเดียวกันหลักการสงครามในข้อนี้ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตของคนเราได้เป็นอย่างดี การที่คนเราจะประสบความสำเร็จตามที่ปรารถนาไว้นั้น สิ่งหนึ่งที่ทุกคนปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือทุกคนต้องมีความพยายาม และถ้าเราไม่เปลี่ยนใจ หรือ ถอดใจไปก่อนที่จะถึงเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้แล้วนั้น คิดว่าคนที่ดำรงความมุ่งหมายย่อมจะถึงเส้นชัย เพียงแจ่ว่าเราจะถึงเส้นชัย ช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง

    ดังนั้นหลักการสงครามในข้อ หลักความมุ่งหมาย จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัตการทางทหาร หรือการเข้าทำการรบ การดำเนินธุรกิจ หรือแม้กระทั่งการดำเนินชีวิต สิ่งที่จะเดินไปให้ถึงปลายทางนั่นคือ การดำรงความมุ่งหมาย (maintenance of the aim) ซึ่งจะเป็นคำอธิบายได้ครอบคลุมและลึกซึ้งว่า ถ้าเราไม่ยึดมั่นในจุดหมายปลายทางแล้วไซร้ เราคงไม่มีวันที่จะถึงปลายทางที่ฝันไว้ ไม่ว่าจะ รบชนะสงคราม หรือ บริหารธุรกิจประสบความสำเร็จ หรือ ประสบความสำเร็จในชีวิต นี่แหละครับ ข้อดีของการใช้หลักการสงครามมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตที่ต้องผ่านขวากหนามอุปสรรคที่มากมาย อยากลืม ดำรงความมุ่งหมายนะครับ ...............