สวัสดีครับเรื่องราวที่อยากจะเปิดประเด็นในวันนี้จะเป็นเรื่องของ การประยุกต์ใช้หลักการสงครามในชีวิตประจำวันและรวมไปถึงการดำเนินธุรกิจที่จะต้องอยู่ในสภาวะแข่งขัน ความจริงแล้ว หลักการสงคราม หรือ Principles of War ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีผู้ที่บันทึกและเขียนหลักการสงครามไว้อย่างมากมาย มีทั้งอารยะธรรมตะวันออก และอารยะธรรมตะวันตก ซึ่งก็มีหลักการสงครามที่เขียนบรรยายไว้ต่างกัน ทั้งนี้รายละเอียดจะขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมและทางสงครามในขณะที่ผู้เขียนยังมีชีวิตอยู่
สำหรับหลักการสงครามที่จะนำมาเปิดประเด็นในวันนี้จะขอใช้หลักการสงครามของสหรัฐฯ ที่มีอยู่9 ข้อ และสำหรับกองทัพไทยได้นำมาประยุกต์ใช้ประกอบกับในช่วงการปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบคอมมิวนิสต์ และประสบความสำเร็จได้เพิ่มหลักการสงครามขึ้นมาอีกหนึ่งข้อคือ ข้อที่ 10 คือ สงครามแบบเบ็ดเสร็จ นักการทหารหลายมองว่ามีความใกล้เคียงกับ หลักการสงครามในข้อ หลักการ รวมกำลัง (Mass) กรณีของหลักการสงครามของไทย ใน รส.100 -1 หน้าที่ 25 ได้กล่าวไว้ว่า "หลักการสงคราม คือ หลักการพื้นฐานในการดำเนินสงคราม ที่กองทัพของแต่ละประเทศ กำหนดให้หน่วยทหารของตนยึดถือเป็นแนวทางในการวางแผน และอำนวยการปฏิบัติการรบ เพื่อให้บรรลุความสำเร็จของการดำเนินสงครามเป็นส่วนรวม" การกำหนดหลักการสงครามของประเทศใดประเทศหนึ่งนั้น จะต้องผ่านกระบวนการศึกษา วิเคราะห์ บทเรียนจากกกรบในอดีต ทั้งของกองทัพของตนเอง และกองทัพประเทศอื่น ๆ ประกอบการคาดการณ์รูปแบบของสงครามที่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นำมาประมวลเป็นหลักการสงครามที่ใช้เป็นกรอบของแนวคิด สำหรับการเข้าทำการรบของกองทัพประเทศนั้น ๆ สำหรับหลักการสงครามของกองทัพไทย ที่ยึดถือเป็นหลักที่ใช้ปฏิบัติ 10 หลักการได้แก่ 1. หลักความมุ่งหมาย (Objective): สมัยก่อนตอนผมเป็นนายทหารเด็ก ๆ หลักการ ข้อนี้ใช้คำแปลว่า หลักการดำรงความมุ่งหมาย ซึ่งผมคิดว่า ความหมายเมื่อแปลเป็นไทยแล้ว ดูให้ความกระจ่าง และชัดเจนดี หลักการสงครามในข้อนี้ คือการกำหนดเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ทั้งในระดับยุทธศาตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ทหาร หรือแม้กระทั้ง ในยุทธวิธี การกำหนดความชัดเจนของความมุ่งหมายเป็นเรื่องที่ทำให้การปฏิบัติในทุกส่วนของ หน่วยระดับรองลงมามีความเข้าใจชัดเจน และไม่สับสนที่จะนำไปปฏิบัติ อีกทั้งการดำรงรักษาความมุ่งหมาย ย่อมจะนำมาซึ่งผลที่มุ่งไปสู่ความมุ่งหมายเดียวกัน ถ้าใช้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาทหารแล้ว ก็คือการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่คลุมเคลือ อ้างอิง http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=30&Itemid=1 http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=92&Itemid=1
2. หลักการรุก (Offensive): ในการทำสงครามใดก็ตาม ผู้ที่เข้าทำสงคราม ย่อมปราถนาที่จะชนะสงคราม การปฏิบัติที่จะนำมาซึ่งชัยชนะได้ เราต้องชิงความได้เปรียบด้วยพยายามใช้ความริเริ่มใหม่ และขยายผลแห่งความคิดริเริ่มนั้น และหลักการรุก นี้เป็นหลักการที่เราสามารถดำรงรักษาความคิดริเริ่มไว้ได้ และจะนำไปสู่การบรรลุความมุ่งหมายตามหลักการสงครามในข้อแรก ซึ่งถ้าฝ่ายใดสามารถดำรงความริเริ่มโดยใช้หลักการรุกได้ ก็จะเป็นผู้ที่กำหนดให้ฝ่ายตรงข้าม ดำเนินตามที่เราต้องการได้ ถ้าใช้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาทหาร หลักการข้อนี้คือ การเป็นผู้ที่กำหนดโจทย์ หรือปัญหาให้กับฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้แก้ ไม่ใช่ให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้กำหนดปัญหาให้เราเป็นผู้แก้
3. หลักการรวมกำลัง (Mass): หลักการวมกำลังนี้คือ ในการปฏิบัติแต่ละครั้ง จะต้องมุ่งให้เกิดอำนาจกำลังรบสูงสุด ณ ตำบล และเวลา ที่ต้องการผลแตกหักเสมอ ถ้าใช้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาทหารคือ การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเป็นกลุ่มก้อน ต่อการปฏิบัติที่เราต้องการจะบรรลุความสำเร็จ ถ้าในระดับยุทธศาสตร์ชาติ จะหมายถึงการใช้พลังอำนาจของชาติ ทั้งมวลในสัดส่วนสูงสุด ต่อปัญหาที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติมากที่สุด
4.หลักการออมกำลัง (Economy of Force): หลักการในข้อนี้คือการใช้กำลังน้อยที่สุดต่อปัญหาหรือ การปฏิบัติที่เป็นรอง เพื่อสงวนกำลังทั้งหมดไว้สนับสนุน หลัการรวมกำลัง เป็นเรื่องหลักที่ต้องทุ่มเทกำลังในการปฏิบัติ ถ้าใช้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาทหารคือ การกระทำใดที่เป็นเรื่องรอง จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในอัตราส่วนที่น้อยที่สุดเข้ากระทำ เพื่อสงวนทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไว้ กระทำในเรื่องหลัก สำหรับหลักการในข้อนี้ เมื่อใช้ร่วมกับหลักการรวมกำลังแล้ว ถ้าฝ่ายที่มีกำลังน้อยกว่าแล้วนำไปใช้ย่อมจะส่งผลให้ ฝ่ายที่มีกำลังน้อยกว่า ชนะฝ่ายที่มีกำลังมากกว่าได้
5. หลักการดำเนินกลยุทธ์ (Maneuver): หลักการในข้อนี้คือการบังคับให้ข้าศึก อยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ โดยการใช้ความอ่อนตัวในการใช้อำนาจกำลังรบของฝ่ายเรา การใช้ความอ่อนตัวนี้จะหมายถึง การโยกย้ายกำลังที่เข้าปฏิบัติต่อจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม เพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียเปรียบ และ ส่งผลให้เกิดชัยชนะขั้นแตกหักได้
6. หลักการเอกภาพในการบังคับบัญชา (Unity of Command): หลักการในข้อนี้คือการลดความสับสนในการการควบคุมบังคับบัญชา โดยจัดให้มีอำนาจในการสั่งการภายใต้ผู้บังคับบัญชาคนเดียว นั่นหมายถึงการปฏิบัติการใด ๆ ในแต่ละครั้งจะต้องมีผู้ที่รับผิดชอบเพียงคนเดียว
7. หลักการจู่โจม (Surprise): หลักการจู่โจม คือการเข้าปฏิบัติต่อฝ่ายตรงข้าม ณ เวลา และ/หรือ ตำบล ด้วยวิธีการรบในลักษณะที่ฝ่ายตรงข้ามไม่คาดคิด เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้มีโอกาส เตรียมการในการตั้งรับ ปัจจัยที่จะก่อให้เกิด ความจู่โจมได้แก่ ความรวดเร็ว และปฏิบัติในสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หลายครั้งในอดีตที่ผ่านมา หลักการสงรามในข้อนี้เมื่อมีการนำมาใช้ก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยยุติการรบในครั้งนั้นโดยเร็ว ซึ่งบางครั้งเป็นการแก้จุดตาย (deadlock) ของการใช้กำลังจากทั้งสองฝ่าย
8. หลักความง่าย (Simplicity): คือการดำเนินการในเรื่อง ของการทำแผน และคำสังที่มีความชัดเจน ไม่คลุมเคลือ ง่ายต่อความเข้าใจ และเข้าใจตรงกันทุกส่วน หลักความง่ายจะเป็นหลักประกันในเรื่องของการปฏิบัติในแต่ละส่วนที่จะปฏิบัติมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
9. หลักการรักษาความปลอดภัย (Security): หลักการนี้คือหลักการที่ก่อให้เกิดเสรีในการปฏิบัติ ลดความล่อแหลมของฝ่ายเราจากการปฏิบัติของฝ่ายตรงข้าม ถ้าใช้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาทหารคือ การรักษาความลับไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าเราจะทำอะไร และ ป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ประโยชน์ จากจุดอ่อนที่เรามี
10. หลักการต่อสู้เบ็ดเสร็จ (Total): หลักการนี้ เป็นหลักการที่กองทัพไทยได้นำมาใช้ โดยนำมาจากบทเรียนจากการรบที่ผ่านมาของกองทัพไทย หลักการนี้ คือการผนึกกำลัง และกิจกรรมในการป้องกันประเทศทั้งมวลเข้าด้วยกันโดยใช้กองทัพเป็นแกนกลาง หลักการในข้อนี้คือการจัดให้มีกำลังประจำถิ่น กำลังประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันประเทศ วัตถุประสงค์ของการใช้หลักการในข้อนี้ คือ การสร้างความเตรียมพร้อมในการที่จะเผชิญ ต่อภัยคุกคาม โดบเพิ่มสภาพความพร้อมรบ และขยายกำลังเต็มขาดได้อย่างรวดเร็ว ในทางยุทธศาสตร์ หลักการนี้เป็นการแสดงเจตนารมณ์ ของประชาชนในการที่จะรักษาเอกราช และ อธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความพยายามร่วมกัน ของประชาชนทุกสาขาอาชีพ และกองทัพ
ความจริงแล้วหลักการสงครามทั้ง 10 นี้ไม่เพียงแต่จะใช้ได้สำหรับการบเท่านั้น ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหน่วยงาน หรือ องค์กร ต่าง ๆ ที่ต้องการผลสำเร็จ หรือแม้กระทั่งประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ผมเองก็ใช้หลักการสงครามหลายข้อในการที่ทำให้งานทั้งหลายที่ผมได้รับ บรรลุผมแห่งความสำเร็จ ทั้งด้านการศึกษา และ ด้านการเป็นทหาร สำหรับการประยุกต์ใช้หลักการสงครามในแต่ละหลักการกับชีวิตประจำวันผมเล่าในตอนต่อไปครับ
หลักการสงครามกับการประยุกต์ใช้ ตอนที่ 1 : ปฐมบทของหลักการสงคราม
หลักการสงครามนอกเหนือจากจะใช้ในทางทหารแล้ว ยังสามารถประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประวัน การบริหารธุรกิจ
แวะมาเรียนรู้ค่ะ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในก้าวย่างของชีวิตได้ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
เคยอ่านพบในหนังสือ 36 กลยุทธ์ ตำราพิชัยยุทธ์เก่าแก่ของจีน ว่าหากจะเข้าทำศึกต้องมีกำลังอย่างน้อยสามเท่าของศัตรูจึงจะชนะ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถผลิตอาวุธที่ร้ายแรงและมีประสิทธิภาพการทำลายล้างสูง คำว่า สามเท่าในข้างต้นจึงนึกไม่ออกครับว่าจะวัดกันได้อย่างไร จึงอยากเรียนถามครับว่า หากจะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีเทคโนโลยีทางอาวุธสูง แต่กำลังพลน้อย กับ มีเทคโนโลยีทางอาวุธต่ำกว่า แต่กำลังพลมากกว่า จะมีการใช้หลัก 10 ข้อ ในสัดส่วนอย่างไร.
ขอยคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมนะครับ
- สำหรับเรื่องการใช้ กำลัง 3:1 นั้นน่าเป็นแนวคิดทางสหรัฐฯ ถ้าเป็นตะวันออก นั้นถ้าจำไม่ผิดแล้ว ถ้าจะเข้าตีเมืองหักเอาให้ได้ต้อง 10:1 ผมกะว่าถ้าเล่าเรื่องการนำเอาหลักการสงครามของตะวันตกมาประยุกต์ใช้เสร็จแล้ว ผมจะเอาหลักการสงครามของทางตะวันออกมาเล่าต่อครับ
- การใช้หลักการสงครามในแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้องใช้พร้อมกันทั้ง 10 ข้อ ครับ เพราะแนวคิดบางข้อขัดแย้งกันเองครับ เช่นหลักการรวมกำลัง กับ หลักการออมกำลังครับ การเลือกใช้จะขึ้นอยู่กับบริบทในขณะนั้นครับ
- ส่วนประเด็นเรื่องสัดส่วนจะเป็นอย่างไร ถ้า กองทัพ Hi-tech คนน้อย กับกองทัพ Low-tech คนมาก นั้น ปัจจุบันมีแนวคิดในเรื่อง สงครามยุคที่ 4, สงครามอสมมาตร และ สงครามพันทาง สองดูบทความต่อไปนี้ครับ
http://tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=66&Itemid=75
http://tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=102&Itemid=75
http://tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=34&Itemid=75
http://tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=156&Itemid=75
แวะมารับความรู้ครับ ;)
:)