การรู้ตัวเพื่อการพัฒนาจิตภายในคือการเปลี่ยนแปลงตนเองแบบยั่งยืน ย่อมส่งผลเผื่อแผ่กุศลจิตแก่คนรอบข้างในครอบครัว สังคม ชุมชนและสรรพสิ่งมีชีวิตในสังสารวัฎเดียวกัน

การมีอยู่ของกันและกัน

นับตั้งแต่ย่างก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์แห่งนี้ มีมิตรไมตรีมากมายที่ก่อเกิดความรู้สึกลึกซึ้งทางใจ ผูกพันด้วยสายใยที่อธิบายไม่ได้ แม้ไม่ใช่ญาติ แต่ก็เหมือนขาดจากกันมิได้เลย  คุ้นเคยอาศัยพึ่งพากันทั้งทางใจ ทางสติปัญญาหรือแม้กระทั่งทางกาย

บางท่าน แม้ไม่ได้พูดคุยทักทายกันบ่อยครั้ง หรือไม่ได้ทักทายกันเลย เพียงแค่แวะอ่าน เยี่ยมชม นิยมกันอยู่ในใจ แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้ก็คือรู้ว่ามีเธอ เขาและเราอยู่ในบ้านหลังเดียวกันนี้

                 

            

 ความรู้สึกว่า “มีอยู่” ของกันและกันเป็นความรู้สึกที่ผูกพันอย่างแน่นแฟ้น

                

ครู

จากวันที่ก้าวมาครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ จนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ นี้ ครบ ๑ ปี ๑๙ วันแล้ว ทบทวนตัวเองอยู่เนือง ๆ มีปรากฎการณ์การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในอย่างน่าอัศจรรย์ใจ หลายอย่างที่ไม่คิดว่าจะทำได้ เพียงแค่อาศัยความกล้าหาญ จิตวิญญาณแห่งนักเรียนรู้ สุจริตและซื่อตรง ถือทุกท่าน รวมทั้งธรรมชาติคือครู ก็สามารถเรียนรู้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ด้วยดี

                  

ความรู้

การสะสมและแสวงหาความรู้ภายนอกเข้าหาตัวเองมาโดยตลอดอาจจะทำให้เราสำคัญผิดมัวเมาไปว่าความรู้คืออำนาจ ก่อเกิดความโลภตามมาอย่างไม่รู้ตัว มองเห็นความเจริญมั่งคั่งทางวัตถุเป็นเครื่องบ่งบอกถึงสติปัญญาล้ำเลิศ หรือปริญญาสูงยาวเป็นหางว่าวคือผู้รู้มากกว่ากัน

              

วันหนึ่งจึงเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว ความรู้ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง เป็นเพียงเครื่องมือที่นำพาให้เรามีที่อยู่อาศัย กินอยู่หลับนอนอย่างพอเพียง

                  

ปัญญา

“การรู้” เพื่อนำไปสู่ “การละ” ต่างหากคือเป้าหมายสูงสุดในการมีอยู่ของชีวิต หากความรู้นำไปสู่ความโลภ ย่อมเป็นความหลงผิด เท่ากับว่าสติปัญญาทางโลกไม่ก่อเกิดประโยชน์อันใด

               

ปัญญาที่มีพลังและทรงคุณค่าคือปัญญาในการมองเห็นไตรลักษณ์ เรียนรู้กายใจภายในตัวเรานี้เอง อาศัยความเพียร เพียงเป็นผู้ดู ผู้รู้ ก็เข้าใจแจ่มแจ้งมองเห็นต้นทางที่จะก้าวไป ทางใดที่ได้เห็นแล้ว เดินแล้ว หากขาดความเพียร ไม่ก้าวเดินอย่างต่อเนื่องไซร้ ย่อมทำให้หญ้าขึ้นรกรุงรัง มองไม่เห็นทางที่เคยเดินอีกต่อไป

         

รู้ตัว

การมองเห็นไตรลักษณ์ เกิดดับ เปลี่ยนแปลงภายในอยู่เนือง ๆ และรู้กิเลสตัวจริง มิใช่ตัวปลอมจะนำมาซึ่งการพัฒนาจิตตน ซึ่งอาศัยนพลักษณ์จะช่วยทำให้สามารถเข้าใจกิเลสตัวเอง มองเห็น ดูและ“รู้เพื่อละ” หาได้รู้เพื่อผดุงไว้ซึ่งอัตตาไม่

            

อธิษฐานธรรม

           ปีทองที่ผ่านมาแล้วนี้เป็นปีที่วิเศษสุด บรรลุตามคำอธิษฐาน

ธรรมเป็นที่มั่น, ธรรมอันเป็นฐานที่มั่นคงของบุคคล, ธรรมที่ควรใช้เป็นที่ประดิษฐานตน เพื่อให้สามารถยึดเอาผลสำเร็จสูงสุดเป็นที่หมายไว้ได้ โดยไม่เกิดความสำคัญตนผิด และไม่เกิดสิ่งมัวหมองหมักหมมทับถมตน, บางทีแปลว่าธรรมที่ตั้งไว้ในใจ 

1.   ปัญญา (ความรู้ชัด หรือ หยั่งรู้ในเหตุผล พิจารณาให้เข้าใจในสภาวะของสิ่งทั้งหลายจนเข้าถึงความจริง)

2.   สัจจะ (ความจริง คือดำรงมั่นในความจริงที่รู้ชัดด้วยปัญญา เริ่มแต่จริงวาจาจนถึงปรมัตถสัจจ)

3.   จาคะ (ความสละ คือ สละสิ่งอันเคยชิน ข้อที่เคยยึดถือไว้ และสิ่งทั้งหลายอันผิดพลาดจากความจริงเสียได้ เริ่มแต่สละอามิสจนถึงสละกิเลส)

4.   อุปสมะ (ความสงบ คือ ระงับโทษข้อขัดข้องมัวหมองวุ่นวายอันเกิดจากกิเลสทั้งหลายแล้ว ทำให้จิตใจให้สงบได้)

                

คำอธิษฐานจิตซึ่งได้เคยให้ไว้กับครูบาอาจารย์และกัลยาณมิตร นำมาซึ่งการค้นพบสภาวะที่เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย มีคุณค่าแก่ตนเองอย่างมหาศาล

 

จากนี้ไป จึงขอตั้งจิตอธิษฐานสืบเนื่องต่อไปที่จะพัฒนาจิตตนเพื่อสร้างสมคุณงามความดีด้วยเมตตาจิต โดยอาศัยบุพนิมิตแห่งมรรค 7 (ธรรมที่เป็นเครื่องหมายบ่งบอกล่วงหน้าว่า มรรคมีองค์ 8 ประการอันประเสริฐจะเกิดขึ้นแก่ผู้นั้น ดุจแสงอรุณเป็นบุพนิมิตของการที่ดวงอาทิตย์จะอุทัย, แสงเงินแสงทองของชีวิตที่ดี, รุ่งอรุณของการศึกษา) ประกอบด้วย

1. กัลยาณมิตตตา (ความมีกัลยาณมิตร, มีมิตรดี, คบหาคนที่เป็นแหล่งแห่งปัญญาและแบบอย่างที่ดี)

2. สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล, การทำศีลให้ถึงพร้อม, ตั้งตนอยู่ในวินัยและมีความประพฤติทั่วไปดีงาม)

3. ฉันทสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยฉันทะ, การทำฉันทะให้ถึงพร้อม, ความใฝ่ใจอยากจะทำกิจหน้าที่และสิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวข้องให้ดีงาม, ความใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์)

4. อัตตสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยตนที่ฝึกดีแล้ว, การทำตนให้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติของผู้ที่พัฒนาแล้วให้สมบูรณ์ ทั้งด้านกาย ศีล จิต และปัญญา [ที่จะเป็น ภาวิตัตต์ คือผู้มีตนอันได้พัฒนาแล้ว])

5. ทิฏฐิสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ, การทำทิฏฐิให้ถึงพร้อม, การตั้งอยู่ในหลักความคิดความเชื่อถือที่ถูกต้องดีงามมีเหตุผล เช่น ถือหลักความเป็นไปตามเหตุปัจจัย)

6. อัปปมาทสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท, การทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม)

7. โยนิโสมนสิการสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ, การทำโยนิโสมนสิการให้ถึงพร้อม, ความฉลาดคิดแยบคายให้เห็นความจริงและหาประโยชน์ได้)

         

ซึ่งบุพนิมิตแห่งมรรค 7 นี้เป็นเครื่องอยู่ประดับตน สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างยั่งยืน อันจะนำมาซึ่งมรรคองค์ 8 หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าความเป็นกัลยาณมิตรจะขึ้นต้นก่อน สอนให้เรารู้ว่าเมตตา ไมตรีจิตฉันท์มิตรมีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะการมีเมตตาอย่างมีอุเบกขา มิใช่เมตตาอย่างมีราคะ การมีเมตตาที่ถึงพร้อมไปด้วยการเจริญสติ เป็นผู้ให้สมควรแก่ธรรม

 

หลักธรรมอ้างอิงจากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรมพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=%C1%C3%C3%A4

การพัฒนาจิต

เมื่อเราเป็นกัลยาณมิตรที่ดีเกื้อกูลผู้อื่น และตัวเรามีกัลยาณมิตรที่ดีเกื้อหนุนซึ่งกันและกันแล้วเป็นเบื้องต้น ตัวเราเองสมควรยึดมั่นในศีล มีฉันทะ ฝึกฝนตนให้ดีด้วยหลักความคิดเชื่อถือที่ถูกต้องดีงาม ประพฤติตนด้วยความไม่ประมาท จนมาถึงข้อสุดท้ายที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือโยนิโสมนสิการ ซึ่งเป็นปัญญามองเห็นตามความเป็นจริงด้วยการรู้คิดอย่างแยบคาย ตั้งมั่นอย่างเป็นกลาง

            

การรู้ตัวเพื่อการพัฒนาจิตภายในคือการเปลี่ยนแปลงตนเองแบบยั่งยืน ย่อมส่งผลเผื่อแผ่กุศลจิตแก่คนรอบข้างในครอบครัว สังคม ชุมชนและสรรพสิ่งมีชีวิตในสังสารวัฎเดียวกัน

      

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ๒๕๕๓ นี้ ขอกราบขอบพระคุณ Gotoknow แหล่งที่ทำให้กำเนิดศิลา ภูชยา (“Sila Phu-Chaya”) ในโลกออนไลน์ใบนี้

             

ขออำนาจบุญบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองประเทศไทยเรา จงคุ้มครองพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ทุกท่านใน G2K ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขสันติ และร่วมสร้างสรรค์สังคมให้เจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรมต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น

               

             *************************************