หัวข้อหนึ่งของการพูดคุยกันคือ เรื่องราวการทำงานของอโชก้าเฟลโลว์

   ประมาณว่า “ทำไมยังคงทำงานอยู่ อะไรเป็นที่แรงผลักดัน...”  

   พี่สำรวย ผัดผล ผู้ดำเนินรายการประจำวันนี้ ตั้งประเด็นให้พวกเราคุยกัน โดยให้จับกลุ่มกันราว ๔-๕ คน ผมจับกลุ่มเฟลโลว์ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ทั้งหมด ๕ คน มีผม หนานเกียรติ-เกียรติศักดิ์ ม่วงมิตร พี่ทอม-สุรชัย ตรงนาม พี่ลี่-ศิริวรรณ ว่องเกียรติไพศาล พี่แฟ้บ-บุปผาทิพย์ แช่มนิล และน้องไผ่-เพียรพร ดีเทศน์

   ผมคิดอยู่นานมากเพื่อตอบคำถามข้อนี้ แน่นอนผมไม่เคยตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเองเลย เมื่อจำเป็นต้องตอบโจทรย์ทำให้คิดอยู่นาน

   สำหรับผมนั้น ค่อนข้างจะแตกต่างไปจากเฟลโลว์คนอื่น เนื่องจากได้รับรางวัลตอนเป็นพระสงฆ์ หลังจากรับรางวัลแล้วราวสองปี ผมมีเหตุที่ทำให้ต้องลาสิกขาแต่ก็ยังสานงานเดิมต่อมา กระทั่งค่อย ๆ ถ่ายงานให้กับผู้ประสานงานคนใหม่ที่จะมาขับเคลื่อนงานแทนทีละเล็กทีละน้อยจนทั้งหมด

   งานที่ว่านั้นคือการขับเคลื่อนและเสริมพลังให้กับเครือข่ายพระสงฆ์

   จะเรียกว่าสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองก็ได้ครับ ผมอธิบายงานเครือข่ายพระสงฆ์ที่ผมขับเคลื่อนซึ่งเป็นที่มาของรางวัลอโชก้าเฟลโลว์ว่า นั่นคือรูปธรรมของจิตวิญญาณของผม แม้ว่าผมมิได้เกี่ยวข้องและร่วมขับเคลื่อนรูปธรรมนั้นอย่างจริงจัง แต่ในใจผมตระหนักอยู่เสมอว่าต้องรักษาให้จิตวิญญาณนั้นดำรงอยู่กับตลอดไป

   มีความเป็นไปได้ว่าผมอาจตอบคำถามหรือเห็นไม่ตรงกับใครต่อใคร แต่ผมยังเชื่อมั่นว่าจิตวิญญาณผมยังคงอยู่

   ผมยังอาทรร้อนใจกับความทุกข์ยากของคนเล้กคนน้อยในสังคม พร้อมจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาของคนเหล่านั้น แม้มีปัจจัยเอื้อเพียงน้อยนิด

   เพราะเหตุประการนี้ผมจึงเดินทางไปร่วมเรียนรู้ ร่วมแรงร่วมใจ กระทั่งร่วมหัวจมท้ายกับพี่น้องผู้ทุกข์ยากในหลายพื้นที่ หลายวาระโอกาส

   กลับมาที่โจทย์ที่ตั้งให้ตอบในการประชุม

   สำหรับผมมีสองคำตอบสำหรับคำถามข้อนั้น

   ข้อแรก ที่ยังทำโน่นทำนี่อยู่เรื่อยไป เพราะปัญหายังไม่หมดไปจากโลกนี้ ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ ผมตอบคำถามในทำนองเดียวกันกับพี่ ๆ หลายคนในวง

   การเอารัดเอาเปรียบ การถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมจากบรรดาอำนาจต่าง ๆ ทั้งรัฐและทุนยังคงมีอยู่และพบเห็นได้อยู่เสมอ จริงอยู่ว่าคนเล็กคนน้อยจำนวนมากที่ลุกขึ้นมาสู้และเรียกร้องจะมีมากขึ้น และมีแนวโน้มจะขยายตัวออกไป แต่การรุกรานก็ยังไม่สิ้นสุด ขณะเดียวกันก็มีพัฒนาการควบคู่กันไปด้วย

   ข้อที่สอง ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นกำลังใจคือความสำเร็จรายทาง แม้เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็เป็นกำลังใจได้มากมาย ซึ่งผมใช้เป็น “ยาใจ” ในการทำงานเรื่อยมา

   จริงอยู่แม้ปัญหาจะยังไม่หมดไป และหากพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาจะพบว่าปัญหาหลายอย่างขยายตัวใหญ่ขึ้น ยากและซับซ้อนขึ้น แต่การได้ลงมือทำงานแม้เกิดผลพียงเล็กน้อยก็เพียงพอต่อการสร้างพลังใจแล้ว

   ประเด็นต่อเนื่องกันนี้ผมคุยกับพี่แฟ้บ พี่แฟ้บถามผมว่าวางท่าทีกับบรรดาปัญหาต่าง ๆ ที่ตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร ผมตอบไปอะไรไปบ้างจำไม่ได้แล้ว แต่พี่แฟ้บก็ขมวดสิ่งที่ผมพูดคุยตอบคำถาม รวมทั้งจากประสบการณ์ที่พี่แฟ้บรู้จักผมว่า

   ผมได้รับการฝึกจากโลกทางธรรมมาพอสมควร จึงมีท่าทีแบบอุเบกขาได้ ผมนั่งคิดตามก็เห็นว่าน่าจะมีส่วนถูก และหลังจากถอดบทเรียนตัวเองในประเด็นนี้ ผมพบว่าตัวเองได้ใช้หลักการ “พรหมวิหารธรรม” ในการทำงานค่อนข้างมากทีเดียว

 


คุ้น ๆ ใครในภาพบ้างไหมครับ...?

  

พรหมวิหาร
      พรหมวิหาร ๔ (ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ, ธรรมประจำใจอันประเสริฐ, หลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์, ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักใจและกำกับความประพฤติ จึงจะชื่อว่าดำเนินชีวิตหมดจด และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ - holy abidings; sublime states of mind)
      ๑.  เมตตา (ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า - loving-kindness; friendliness; goodwill)
      ๒.  กรุณา (ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์ - compassion)
      ๓.  มุทิตา (ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป - sympathetic joy; altruistic joy)
      ๔.  อุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชั่ง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน - equanimity; neutrality; poise)

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่ ครับ

คัดลอกจากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)