คุณทนง โคตรชมพู ศิลปินที่ยิ่งใหญ่หัวใจเกินร้อย คนที่มีส่วนของร่างกายที่ใช้งานได้เพียง 10 % โดยใช้ได้เฉพาะส่วนคอขึ้นไปเท่านั้น แต่สิ่งที่เขาทำเกินร้อยเปอร์เซ็น

 

คุณทนง  โคตรชมพู  ศิลปินที่ยิ่งใหญ่หัวใจเกินร้อย  คนที่มีส่วนของร่างกายที่ใช้งานได้เพียง 10 % โดยใช้ได้เฉพาะส่วนคอขึ้นไปเท่านั้น  เขาเป็นโรคกล้ามเนื้อละลาย  แต่สิ่งที่เขาทำนั้นเกินร้อยเปอร์เซ็น

ในการประชุม เครือข่ายนวัตกร...นักพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพอีสานตอนบน ปี 2552ณ ห้องประชุมคอนเวนชั่นฮอลล์  โรงแรมเซ็นทารา เจริญศรีแกรนด์  อุดรธานี 23 ธันวาคม 2552

 

ที่แห่งนี้... ดิฉันมีโอกาสได้ฟัง... ได้เห็น... ผู้ชายคนนี้ที่ทำให้ใครก็ตามที่ได้ฟังเขาพูดจะสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่โดยเฉพาะหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของเขา  สิ่งที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้เป็นคำพูดของคุณทนง  ดิฉันจดมาเกือบทุกคำพูดเพราะคำพูดของเขากินใจเหลือเกิน ภาษาที่เขาใช้ช่างสวยงาม  เขาเล่าด้วยน้ำเสียงทุ้ม ..ชัด.. เป็นจังหวะ ชวนติดตามและรู้สึกสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่เขาถ่ายทอดออกมา ในการประชุมครั้งนี้ กิจกรรมนี้ถือว่าเป็นการเสริมพลังให้คนทำงานและผู้คนทั้งหลายที่ได้ฟังมีกำลังใจไม่น้อย  

 

 

เวลาเที่ยงแล้ว..แต่ในห้องประชุมแห่งนี้พวกเราตั้งตารอเวลานี้...อยากเห็นเขา(ซึ่งการที่มีแขกรับเชิญคือคุณ ทนง โคตรชมพู  ทำให้ดิฉันมีความกระตือรือล้นที่อยากมาเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้มาก)

และแล้วก็ถึงเวลา    ชายผมยาวคนนั้นนั่งในรถเข็นสีแดงสดใส  เขาผูกผ้าที่ศีรษะเหมือนศิลปินหลายๆท่านชอบทำเขาล่ะ ทนง โคตรชมพู

พิธีกรเริ่มถามประวัติของเขา  ซึ่งพิธีกรผู้ดำเนินรายการคือท่านนพ. ปรีดา  แต้อารักษ์ ผอก.สปสช.เขต8 อุดรธานีนั่นเอง

 

 

คุณทนงบอกว่าเริ่มป่วยตอนอายุ 10 ขวบ เรียนอยู่ป.5 ในชั่วโมงพละ ขณะที่กำลังวิ่ง แล้ว..  เขาล้มลง  และต่อมาก็มักจะเป็นเช่นนี้อีก..

 ขาเขา เริ่มลีบเล็กลง  ตอนนั้นหมอที่รักษาแนะนำให้ออกกำลังกายแต่ยิ่งออกกำลังกายกล้ามเนื้อยิ่งอ่อนแรงเขาบอกว่า    “ ทุกครั้งที่ล้มรู้สึกไม่ดีเลยที่ล้มต่อหน้าผู้คน    แม่จะเข้าใจที่สุด..เขาจะไม่เร่งผม

    ผมเดินไปนาตอนบ่าย............มันช้ากว่าปกติมาก  ปกติจะถึงเที่ยงแต่...วันนี้ถึงนาตอนบ่าย2  วันนั้นเห็นฟ้าแดง......เป็นสิ่งเตือนว่าลมพายุกำลังจะมา  เป็นครั้งแรกที่แม่เคี่ยวเข็ญผมให้รีบกลับบ้าน.....ผมล้มลง....แม่จับผมใส่ตะกร้าใบหนึ่งและจับน้องสาวผมใส่ตะกร้าอีกใบหนึ่ง  ภาพนั้น....อยู่ในใจผม

  

  

ผมต้องเอาชนะมัน  ผมเลยฝึกเดินคนเดียว  เกาะผนังเดิน  จะล้มก็พยายามเกาะผนังไว้....สุดท้ายผมรู้ว่าจะต้องล้ม....และล้มลง  ..สลบอยู่คนเดียว  ...

ตื่นขึ้นมา...ผมไม่อยากตื่นมาพบสายตาของทุกคนที่ผิดหวังและเจ็บปวด........

ผมกลัว...ที่จะลุกขึ้นเดินเพราะเดินแล้วจะล้ม ”

 

งานศิลปะเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก  งานศิลปะ เป็นสิ่งเดียวที่จะกลบเกลื่อนเรื่องนี้ได้   ผมเขียนรูปด้วยมือ   ยิ่งกลบเกลื่อนยิ่งชัดเจน  เพราะวันหนึ่ง....มือที่จับพู่กันเล็กๆ..มันหนักมาก  รุ่งเช้าไม่สามารถยกมือมาเขียนได้อีกเลย

 

           

คนที่พยายามจะทำในสิ่งที่ตนเองรัก....ท้อแท้สิ้นหวัง....มีสิ่งกระตุ้นเตือนให้ผมลุกมาสู้อีกครั้ง   วันหนึ่ง....น้องสาวผมบอกว่าไม่อยากไปเรียนหนังสือเพราะกลัวว่า...ตัวเองจะล้มในชั่วโมงพละ และเป็นเหมือนพี่ชาย     ผมบอกว่าไม่ใช่...แต่จริงๆแล้วใช่  .....เขาล้มเหมือนผม.....

 

      อนาคตต้องไม่น่ากลัว   ผมจะทำให้น้องสาวเห็น

     เหมือนมีรอยแยกที่มีแสงสว่างส่องมา.....

  ผมอ่านหนังสือการเขียนรูปด้วยปาก....ได้มาลองทำโดยนึกถึงภาพมือที่จับพู่กันให้แน่น   และปากกัดพู่กันให้แน่น....ผมดีใจมากและคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จมากที่คิดออกได้  ชีวิตที่ถูกพันธนาการด้วยร่างกายแบบนี้ แต่เป็นชีวิตที่มีอิสรภาพเพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก  ชีวิตต้องพลิกผัน และมีคุณค่า ผมไปต่อได้

     ชีวิตคนเราเกิดมา  มีชีวิตต้องใช้มัน  มีหัวใจที่มีสิ่งที่ต้องรัก  และมุ่งหวัง ความพยายามมากขึ้น  ต่อสู้เท่านั้นที่เป็นสิ่งบอกเราว่าเราจะมีชัยชนะ  แม้แต่ชะตากรรมที่เราประสบอยู่  ต้องมีความศรัทธา  ศรัทธาต่อตัวเอง  ในสิ่งที่เราคิดจะทำ ผมขอเสียงปรบมือให้ความศรัทธาต่อตัวเอง”

 

   คงไม่ต้องสรุปใดๆเพราะมันอยู่ในคำบอกเล่านั้นหมดแล้ว

 

 

 ภาพนี้วาดในห้องประชุมนั้นค่ะโดยใช้เวลาเพียงน้อยนิด