ปีใหม่ที่จะถึงนี้ ผมขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่าน มี “ความสุข” โดยการสอบผ่าน “วิชาความสุข” ไปถ้วนทั่วทุกคนครับ

 

ปีใหม่ที่ใกล้จะถึงนี้ เราอยากมีความสุขกันมากขึ้นไหมครับ??

ผมมักเห็นคำอวยพรของกัลยาณมิตรหลายๆท่าน ที่อวยพรให้ “มีความสุข” ก็เลยฉุกใจคิดอยากถามว่า “เราสุขกันจริงหรือ?”

ความจริงแล้ว “ความสุข” หากเราจะนิยาม ก็มีหลากหลายความหมาย รวมถึงการจัดระดับความสุขก็มีหลายระดับ แต่ความสุขที่เป็นความสุขที่เที่ยงแท้ สุขที่บรมสุข หรือภาษาวัยรุ่นอินเทรนหน่อยก็คือ “สุขโครตๆ” ที่เรามักหากันไม่ค่อยเจอเพราะ “ความสุขอยู่ที่ใจ” จะไปหาที่ไหนๆ  ก็ไม่เจอ “เมื่อใจสุขทุกอย่างก็สุข”

ในสถาพความเป็นจริงของสังคม เราอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของวิถีชีวิตประจำวัน เราต้องยอมรับว่า สิ่งรอบข้างเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เราไม่สามารถหลีกลี้หาที่สงัดเพื่อซึมซับความสุขบนสถานการณ์สงบแบบนั้นได้เสมอไป

ก็มีคำถามว่า แล้วเราจะหาความสุขท่ามกลางความอลหม่านของชีวิตได้อย่างไร?”คำถามนี้ท้าทายดี ความหลากหลายของวิถีสังคมยุคใหม่ ที่มาพร้อมกับปัญหาใหม่ๆประเดประดังมาหมายทุกทิศทุกทาง แค่นั้นยังไม่พอบางปัญหาเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนอีกต่างหาก หากไม่ตั้งรับให้ดี ความสุขที่เคยมีกลับพร่องลงง่ายๆ ผมคิดว่าความสุขของคนยุคนี้ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนวิธีคิดและวิธีมองโลกแบบ “ใจที่เปิดกว้าง” ยอมรับพร้อมกับทำความเข้าใจความหลากหลาย สิ่งต่างๆ ที่ล้วนแล้วแต่มีที่มาที่ไป   และเราคุ้นชินกับคำแนะนำว่าปรับวิธีคิด การมองโลกในแง่บวก

 “สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม 

อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย 

การมองบวกทำให้เราสบายใจ และกลบเกลื่อนแบบเนียนๆด้านลบของสิ่งที่เราเผชิญอยู่ แต่ผมก็คิดว่าวิธีคิดอุบายแห่งจิตแบบมองโลกในแง่บวกนี้ “ฝืน” ความรู้สึกตัวเองมากพอสมควรที่ต้องมองเรื่องลบให้บวก เป็นการสร้างภาพใหม่ให้เกิดขึ้นแทนที่ให้รู้ว่ามันก็มีมุมดีๆอยู่เหมือนกันนะ

มีมิตรท่านหนึ่งบอกผมว่า หากเขาเจอความวุ่นวายเขาจะพยายามถอนตัวออกมาจากสถานการณ์นั้น...ผมกลับคิดว่าไม่ง่ายเลย การถอนตัวเป็นไปไม่ได้ทุกครั้งหรอก สิ่งที่เราควรก็คือ หันหน้าเผชิญกับสิ่งที่เรากำลังสัมผัสอยู่ ด้วยใจที่สงบและตั้งรับด้วยสติ-ปัญญา วิธีการแบบนี้หากเราพัฒนามากขึ้น เราก็มีภูมิคุ้มกันใจ แถมยังใช้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอุบายเจริญสติยกระดับจิตได้อีกด้วย

ผมเลยอยากชวนให้มองสิ่งนั้นตามแง่ของความเป็นจริง มองให้เห็นและรับรู้ตามจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น และเปิดใจพร้อมที่จะเข้าใจ เข้าถึงสิ่งที่เป็นปัจจัย ทบทวนสาเหตุตามความจริงนั้น ถือโอกาสพิจารณาความจริงของชีวิตซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องธรรมดา และมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วนั้น “มันเป็นเช่นนั้นเอง”

ยากเหมือนกันครับ!

 การปรับเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เพื่อให้ใจเราสงบและมีความสุข แต่เราคงต้องฝึกฝนอยู่เสมอ แล้วเราจะสัมผัสกับ “ความสุข” ที่แท้จริงได้ เมื่อเราเข้าใจและรับรู้ถึงเหตุ ปัจจัย ...เราพร้อมที่จะให้อภัยตัวเอง อภัยผู้อื่น ทำใจให้เบาๆ เราพร้อมที่จะเอื้ออาทรต่อเพื่อนร่วมโลกไม่ว่ามิตรหรือศัตรู ...เพราะทุกคนล้วนมีกรรมเป็นของตัวเอง

เราเรียนรู้กันมามากมาย แต่การเรียนรู้เรื่องของการสร้างสุขให้กับตัวเอง บางครั้งมักไม่ได้ขึ้นอยู่กับความฉลาดสุดยอดทางศาสตร์แขนงใดๆ สอบผ่านในวิชาที่ได้เรียนรู้และเคี่ยวกรำ แต่เรามักสอบตกใน “วิชาความสุข”  เพราะสิ่งที่เรียกว่า “ความสุข” คนเรามักมองต่างกัน บางคนก็สุขกับลาภยศ บางคนสุขกับวัตถุสิ่งของ ศฤงคาร หลายคนสุขกับความฉาบฉวยของสิ่งเติมความพึงพอใจเมื่อขาดได้เติม  ในสังคมที่กำลังเขม็งเกลียวด้วยความเครียดที่เดินทางมาประจัญทุกทิศทุกทาง ความสุขปลอมๆที่ไขว่คว้าหาก็เหมือนถอยห่างออกไปเรื่อยๆ 

เรียนรู้ทำความเข้าใจชีวิตเสียใหม่ เรียนให้รู้ว่าทำอย่างไร  

ถึงจะอยู่อย่างมีความสุข  

พร้อมกับนิยามความสุขให้ใกล้กับความจริงของชีวิตไว้  

แล้วเราจะมีความสุขพิเศษแม้กับเรื่องเล็กๆ แต่วิเศษสุดๆได้ ***

 

ผมเพียงอยากจะบอกว่า สุข –ทุกข์ ล้วนอยู่ที่ “ใจ”

และปีใหม่ที่จะถึงนี้ ผมขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่าน มี “ความสุข” โดยการสอบผ่าน “วิชาความสุข” ไปถ้วนทั่วทุกคนครับ

 

 

 สุขกันเถอะเรา...

 

 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

๒๕ ธค.๕๒

ศาลายา


***  วิชาความสุข,ธรรมรตา,บริษัทสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จำกัด,พิมพ์ครั้งแรก กรกฏาคม ๒๕๒๒