เคยสัญญาไว้คราวที่แล้วว่าจะแลกเปลี่ยนว่าเรียนรู้ตัวเองแล้ว...จะเข้าใจคนอื่นอย่างไร แล้วจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานได้อย่างไร ตามความมุ่งหวังของตัวเองที่อยากพัฒนาตัวเองและทีมงาน ...... ซึ่งก่อนอื่นต้องขอขอบคุณกำลังใจจากทุกคนที่มีให้ในการฝึกเขียนครั้งแรกของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น อ.เอก /อ.ศิลา/ คุณหนานเกรียติ์/เพื่อน ๆพี่ ๆที่พอช.และที่สำคัญพี่สุเทพ ทั้งขัดเกลา และให้คำแนะนำหลายเรื่อง  ซึ่งบางทีกลับไปอ่านบันทึกที่ตัวเองเขียนบางทีการใช้ลีลา ภาษา หรือไม่ว่าจะเก็บเรื่องราวดี ๆจากที่อื่น (เน็ท)ที่ประทับใจ ก็ลองเอามาลงในบันทึก บางท่านก็อยากให้เป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด  ก็ต้องขอขอบคุณมาก ๆ ค่ะจากหลายท่านที่ให้คำแนะนำมา แต่อดไม่ได้ที่จะบอกว่าข้อความเหล่านั้นมันโดนค่ะ(วัยรุ่นค่ะ) ที่สำคัญจะขยันเขียนให้มากกว่านี้เพราะเริ่มชอบที่จะมีบันทึกเป็นของตัวเองและพอมีคนอ่านก็ปลื้มนะค่ะ 

       กลับมาเรื่องที่อยากบอกความมุ่งหวังของตัวเองกับการทำงาน ที่จริงในวันที่สัมมนาการจัดการความรู้ที่นครนายก ในวันที่ 14-15 ธันวาคม52นั้น ซึ่งได้อ่านกำหนดการในการสัมมนาทั้งสองวัน   ทราบว่ามีช่วงเวลาหนึ่งที่จะต้อง AAR หลังการสัมมนา  ซึ่งในช่วงสัมมนาวันแรกตอนเช้า เป็นช่วงของ อ.ศิลา(ชอบชื่อนี้ค่ะ เหมือนองค์หญิงศิศิลา จากมงกุฏแสงจันทร์) ที่เป็นการพูดถึงความเป็นลักษณ์ของคน ในขณะที่ฟังอาจารย์ไป ก็จดบันทึกลงกระดาษในความมุ่งหวังของตัวเอง เพื่อจะได้คุยกันตอน AAR จำได้ว่าพี่สุเทพจะใช้กระบวนการนี้ทุกครั้งหลังการทำกิจกรรม  ในบันทึกได้เขียนว่าอยากเรียนรู้ตัวเองและทีมงานเพื่อเสริมให้เกิดการทำงานอย่างมีความสุข  จริง ๆตัวเองเคยพูดเสมอว่างานยากแค่ไหนไม่กลัว กลัวการบริหารคน คนเก่งไม่กลัว กลัวคนไม่มีใจ คำพูดเหล่านี้ก็ได้เรียนรู้จาก อ.ศิลาและอ.เอก มาช่วยประมวลความคิดของตัวเอง ก็พบว่าถ้าเราใช้การเรียนรู้คนด้วยลักษณ์ และประมวลความรู้ในตัวคนออกมา ก็จะทำให้เราเข้าใจกัน และยอมรับกันเอง ที่สำคัญจัดคนให้เหมาะกับงาน ก็จะทำให้ทุกคนทำงานอย่างมีความสุข    

     หลังจากนั้นก็เริ่มปฏิบัติการทันที หลังกลับมาจากการสัมมนา เริ่มต้นด้วยการให้ทุกคนในทีมงานได้ลองอ่านเอกสารของ อ.ศิลาที่อธิบายลักษณ์ ทั้ง 9 แล้วบอกว่าอะไรที่ใช่ตัวท่านที่สุด หลายคนให้ความร่วมมือดีค่ะ ผลคือ มีคนที่เป็นลักษณ์ 6 มากเหมือนกัน และอยู่ในกลุ่มสมองก็เยอะ กลุ่มหัวใจก็มีค่ะแต่น้อยหน่อย  ไม่น่าหล่ะ เวลาเราเจอกันในสนง. ความคิดจะฟุ้งกระจาย  ในการประชุมร่วมกัน ก็มัก จะมีแต่คำถาม..คำถาม(นักปุจฉา)ต้องการคำตอบ บางที ผู้จัดการภาคซึ่งเป็นกลุ่มหัวใจ ทนไม่ค่อยไหว ก็เงียบไปเฉย นี่ก็เป็นตัวอย่างง่าย ๆที่ตัวเองเข้าใจว่าการเรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้และเข้าใจคนอื่นนั้นสุดท้าย มันจะเกิดการยอมรับกันเองจากการเรียนรู้ความเป็นอัตตลักษณ์ของกันและกัน ช่วงเวลาใหนที่ต้องลุก และช่วงใหนที่ต้องรับ สลับกันไป นี่ก็จะทำให้การทำงานเป็นทีมมีความสุข ทั้งกับคน และกับงานได้เป็นอย่างดีค่ะ... คิดว่าเข้าใจอย่างนี้นะค่ะ ในการจัดการความรู้ จากความไม่รู้ ของตัวคน....กับสิ่งที่มุ่งหวังในการทำงานเป็นทีม