ซุปเปอร์สตาร์ตัวจริง
กลับจากทุ่งนาที่จัดงาน ซึ่งชาวไทอาหมเรียกเสียสวยหรูว่าทุ่งเสือก่าฟ้า ฉันกับนิดรีบอาบน้ำ กินอาหารเสริมที่ติดไปจากเมืองไทย แล้วรีบเข้านอนตอนสองทุ่ม เราตัดสินใจไม่รอกินข้าวเย็นของบ้าน ดร.บุสปะ ที่กินกันตอน 4 ทุ่ม ฉันบอกลูกสาว ดร.บุสปะว่าไม่ต้องปลุกเรามากินข้าว เราขอนอน เธองง ๆ ว่าทำไมเรานอนกันเร็วนัก ...
โอลิเวอร์ยังไม่กลับ จะขออยู่ถ่ายรูปต่อที่งาน ส่วนคนจีนขอกินข้าวตามปกติ ในขณะที่คนไทยหัวถึงหมอนก็หลับฝันยืดยาว
ในฝันได้ยินเสียงคนคุยกันมากมาย เสียง D.K. โต้เถียงกับโอลิเวอร์ เสียง ดร.บุสปะ เสียงคนจีน และเสียงคนอื่น ๆ ที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ...
ฉันตกใจตื่นตอนรุ่งสางจากเสียงเคาะประตู ตอนแรกคิดว่าคนจีนจะเข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่พอไปเปิดประตูกลายเป็นตาแก่ หน้าตาแปลก ๆ เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ สักครู่ก็มีหนุ่มน้อยหน้าตาดีคนหนึ่งมายืนโค้งขอโทษขอโพย ที่อาจารย์ของเขามารบกวนแต่เช้า หนุ่มคนนั้นไม่ใช่คนไทอาหม
“อย่างนี้ค่อยน่าให้อภัยหน่อย” ฉันคิดในใจอย่างมองโลกในแง่ดี
“ผมชื่อ อาซาดะ เป็นชาวญี่ปุ่น นี่คือ โปรเฟสเซอร์ ... (อะไรก็ไม่รู้) อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยาพนธ์ เรื่องการทำนาแบบดั้งเดิมของผม …” หนุ่มนั้นแนะนำตัวยืดยาว ขณะที่ฉันอยู่ในชุดนอน กำลังจะยืนหลับไปอีกรอบด้วยความงัวเงีย ได้แต่เกาะขอบประตูงง ๆ สรุปความว่าอาซาดะกำลังเรียนปริญญาเอก และมาอยู่อัสสัมเกือบ 2 ปีแล้ว
“พวกคุณมาปลุกฉัน ต้องการอะไรหรือ”
“ผมอยากจะขอลายเซ็นและที่อยู่ของคนไทย เก็บไว้เป็นที่ระลึก” ท่านศาสตราจารย์คนนั้นกล่าว พลางยื่นสมุดบันทึกเก่าคร่ำ ที่มีที่อยู่ของคนจากทุกซอกมุมโลกอยู่ในนั้น ...
ฉันเลยต้องลุกจากเตียงนอนโดยปริยาย อาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดประจำชาติ เป็นผ้าซิ่นไหมสวยงาม นิดและคนจีนเริ่มแต่งตัวด้วยชุดสวยประจำชาติที่เตรียมมาบ้าง เมื่อพวกเราปรากฏตัวที่โต๊ะอาหาร โอลิเวอร์ทำหน้างง ๆ ตกตะลึงในความงามอันอลังการของพวกเรา
“เว่อร์ไปหรือเปล่า” เขาแอบกระซิบถาม ก่อนจะกลับขึ้นห้องนอนไปเปลี่ยนเสื้อใหม่ ให้ดูกลมกลืนกับพวกเรา ดูอย่างไรก็ไม่เป็นเยอรมัน เพราะเสื้อตัดจากผ้าฝ้ายลายขิด เว่อร์กว่าเราเสียอีก ...
เช้านี้ D.K. ต้องแยกกับเรากลับไปกวาฮาตีโดยรถบัสประจำทาง และจะพบเขาอีกครั้ง เมื่อเรากลับไปกวาฮาตี
คณะของเราแต่งกายเต็มยศ ดร.บุสปะแต่งชุดประจำชาติเป็นผ้าไหม ตกแต่งด้วยแถบผ้าสีสวยงาม ลูกสาวและภรรยาใส่ส่าหรีที่สวยที่สุด ขนเครื่องประดับมาครบชุด เคลื่อนขบวนลัดเลาะไปตามทางฝุ่นตลบ เหมือนเจ้าชายเจ้าหญิงตกยากอย่างไรชอบกล มุ่งสู่กลางทุ่งนาที่จัดงาน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 500 เมตร

ทางเดินไปงานสัมมนา
ระหว่างทางมีคนเดินออกมาสมทบตลอดเวลา จนกลายเป็นขบวนใหญ่ เมื่อถึงบริเวณปะรำพิธี เราพบกับท่านรัฐมนตรีพูกอน คนที่เคยพบที่บ้านคุณกิรานในกวาฮาตี ท่านรัฐมนตรีมาต้อนรับทักทายอย่างดีใจ และพาไปแนะนำให้กับผู้คนมากมาย ซึ่งท้ายที่สุดเราจำใครไม่ได้สักคน
นักข่าวจากสถานีโทรทัศน์หลายช่อง มาขอสัมภาษณ์ความรู้สึก และความเป็นมาว่าเรารู้เรื่องการจัดงานนี้ได้อย่างไร จากโทรทัศน์ ก็มีหนังสือพิมพ์ และวิทยุ เรียกว่าสื่อในอัสสัมมีเท่าไหร่ เราได้ออกกันครบถ้วน
มีการจัดฉากถ่ายรูปพวกเรากำลังเดินฝ่าตอซังข้าวเข้ามาในงาน แบบเรียงแถวหน้ากระดาน โดยมี ดร.บุสปะอยู่ตรงกลาง แดดก็ร้อน ตอซังข้าวก็คัน ยังมาบอกให้เรายิ้มอีก ฉันละเคืองจริง ๆ ...
เมื่อเข้าสู่ช่วงพิธีการ พวกเราชาวต่างชาติในอัสสัม ต้องขึ้นไปนั่งบนเวที ซึ่งมีประธานรัฐและแขกสำคัญ ๆ นั่งอยู่ก่อนแล้ว พวกเรานั่งอยู่แถวที่สอง เขาประกาศแนะนำรายตัว พร้อมมอบของที่ระลึก เป็นหนังสือและผ้ากามูสะ ที่นั่งบนเวทีไม่มีเก้าอี้แต่อย่างใด เขาปูผ้ารองนั่งไว้ ไม่ว่าใครก็นั่งกับพื้นกันทั้งนั้น

http://gotoknow.org/blog/katti/255954
ตกแต่งบล็อก
http://gotoknow.org/blog/katti/199894
ขอบคุณค่ะอาจารย์
ยังไม่ได้ลงมือศึกษาเลยค่ะ
ขอลงรูปแบบใหญ่ๆ ไปสักพักนะคะ