พนมรุ้ง

 

 ปราสาทหินพนมรุ้ง เทวสถานของศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ตัวปราสาทสร้างอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว คำว่า “พนมรุ้ง” ในภาษาเขมรหมายถึง “ภูเขาใหญ่” แสดงถึงความอลังการของภูเขาไฟลูกนี้ ได้เป็นอย่างดี ปราสาทหินพนมรุ้งประกอบด้วยหมู่อาคารต่าง ๆ ตั้งเรียงรายจ ากลาดเขาทางขึ้น ต่อเนื่องขึ้นไปจนถึงองค์ปรางค์ประธานบนยอด เปรียบได้ดั่งวิมาน ที่ประทับของพระศิวะ ส่วนทางเดินขึ้นทอดไปสู่สะพานนาคราช คล้ายดั่งจุดเชื่อมโยง โลกมนุษย์กับแดนสวรรค์ นับเป็นโบราณสถานฝีมือชั้นเลิศชิ้นหนึ่งที่แสดงถึง ความเจริญรุ่งเรืองในครั้งอดีตของอาณาจักรขอมโบราณ งานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นศาสนสถานในลัทธิพราหมณ์และได้รับการแปลงเป็นพุทธสถานในสมัยหลัง ช่วงที่ถูกทิ้งร้างอยู่มีผู้นำพระพุทธบาทจำลองไปประดิษฐานไว้ที่ปรางค์น้อยบนเขา กลายเป็นประเพณีของชาวบ้านรอบ ๆ บริเวณนั้นพากันขึ้นไปนมัสการปิดทองรอยพระพุทธบาทนี้รวมทั้งไหว้พระทำบุญในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกปี เนื่องจากปราสาทหินพนมรุ้งเป็นโบราณสถานที่ยี่งใหญ่สวยงามและเป็นประเพณีแต่เดิมอยู่แล้ว จังหวัดจึงได้ส่งเสริมให้มีงานประเพณีในวันเสาร์-อาทิตย์แรกของเดือนเมษายน โดยจัดกิจกรรมต่าง ๆ อันเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมโบราณ ได้แก่ ขบวนแห่ราชประเพณีขอมโบราณ การแสดงแสงเสียงย้อนรอยอดีตพนมรุ้ง

ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทหินพนมรุ้ง สถาปัตยกรรมอันเลื่องชื่อบนเส้นทางสายปราสาทหิน ตั้งตระหง่านผ่านวันเวลามาเนิ่นนาน งดงาม อ่อนช้อย แข็งแรงทรงพลัง สัมผัสได้ถึงความรุ่งเรืองในครั้งอดีตกาล ใครจะเชื่อว่า ปราสาทหินแห่งนี้ตั้งอยู่เหนือปากปล่องภูเขาไฟ และในวันเวลา เดียวของปีคือวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 5 แสงอาทิตย์จะทำมุมลอดทะลุประตูทั้ง 15 บานของปราสาทได้อย่างพอดี 

 

ที่บริเวณหน้าบันและทับหลังของปราสาทประธานมีภาพจำหลักแสดงเรื่องราวในศาสนาฮินดู เช่นพระศิวนาฏราช (ทรงฟ้อนรำ) พระนารายณ์บรรทมสินธุ์อวตารของพระนารายณ์ เช่น พระรามในเรื่องรามเกียรติ์ หรือพระกฤษณะ ภาพพิธีกรรม ภาพชีวิตประจำวันของฤาษี

ปราสาทพนมรุ้งได้รับการบูรณะด้วยกรรมวิธีอนัสติโลซิส ซึ่งเป็นการบูรณะโบราณสถานโดยทำสัญลักษณ์ของชิ้นส่วนต่างๆก่อนจะรื้อ ออกเพื่อเสริมรากฐาน และนำชิ้นส่วนต่างๆมาประกอบขึ้นใหม่ตามเดิมซึ่งวิธีการเช่นนี้ใช้กับปราสาทหินหลายแห่ง เช่นปราสาทหินพิมาย ปราสาทพนมวัน

วิธีอนัสติโลซิส คือ รื้อของเดิมลง มาโดย ทำรหัสไว้จากนั้นทำฐานใหม่ให้แข็งแรง แล้วนำชิ้นส่วนที่รื้อรวมทั้งที่พังลงมากลับไปก่อใหม่ ที่เดิม โดยใช้วิธีการสมัยใหม่ช่วย

ศิวลึงค์แบ่งออกเป็นหลายส่วน ส่วนหัวปลายด้านบน ประกอบไปด้วยหัวหันไปทุกทิศ ส่วนกลางที่เป็นรูปทรงกระบอกนั้น คือที่รวมหรือส่วนบรรจุดวงพระเนตรของพระศิวะ และส่วนฐานที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งหมายถึง พระบาทของพระศิวะ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วแท่งศิวลึงค์จะมีฐานรองรับที่เป็นสัญลักษณ์แทนเพศหญิง เรียกว่า โยนี  ในตำราฮินดูโบราณ กล่าวถึงแท่งศิวลึงค์และฐานโยนีไว้ว่า อวัยวะเพศทั้งคู่คือต้นเหตุของการถือกำเนิดการสืบต่อช่วงอายุ และชีวิตต่อชีวิต แต่ในคำจำกัดความของโยนี คือสิ่งที่มีความสำคัญต่อศิวลึงค์ด้วยเช่นกัน เพราะหมายถึงพลังหรือกำลังที่คอยส่งเสริมอำนาจและความยิ่งใหญ่ โยนีเป็นสัญลักษณ์แทนศักติหรือเทพธิดาผู้เสริมกำลังและความมีอำนาจให้เพศชายผู้เป็นสวามี ในที่นี้ก็คือพระอุมาเทวีนั่นเอง ดังนั้นการที่ชาวฮินดูทำศิวลึงค์และโยนีอยู่คู่กันก็หมายถึง ทั้งสองสิ่งคือต้นเหตุของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ซึ่งเป็นที่มาของชีวิต เลือดเนื้อ ความอุดมสมบูรณ์และที่สำคัญเป็นสัญลักษณ์แทนพระศิวะกับพระอุมา

 

 

(The need hierarchy) Maslow  ข้อสุดท้าย

 

ผมเคยถามท่าน พล.ต.อ.ดร.ไกรสุข  สินศุขว่าจะให้ไปดูซากปราสาทที่โดนทุบทำลายทำไม !

(ช่วงนั้นมีการทุบทำลายปราสาทเขาพนมรุ้ง)

ท่าน  บอกว่า ผมไม่ได้ให้ไปดูซากปราสาท ผมให้ดูความงามและความเป็นสุนทรียะต่างหาก

ทางเดินซึ่งมีเสานางเรียงปักอยู่ที่ขอบทางทั้งสองข้าง เป็นระยะๆ ถนนทางเดิน นี้ ทอดไปสู่สะพานนาคราช ซึ่งเปรียบเสมือนจุด เชื่อมต่อระหว่างดินแดน แห่งมนุษย์และสรวงสวรรค์ ด้าน ข้างของทางเดินทางทิศเหนือมีพลับพลาสร้าง ด้วยศิลาแลง 1 หลัง เรียกกันว่า โรงช้างเผือก สุดสะพาน นาคราชเป็นบันไดทางขึ้นสู่ปราสาท ซึ่งทำเป็น ชานพักเป็นระยะๆ รวม 5 ชั้น สุดบันไดเป็นชานชลา โล่งกว้าง ซึ่งมีทางนำไปสู่สะพานนาคราชหน้า ประตูกลางของระเบียงคด อันเป็นเส้นทางหลักที่จะผ่านเข้า สู่ลานชั้นในของ

ปราสาท

วิวจากสวรรค์

ร้านค้าบริเวณปราสาทพนมรุ้ง

M.P.A.17มหาวิทยาลัยปทุมธานีเทวดาวิทยากร