มาตรฐานด้านความปลอดภัยทางรังสี

รังสีนอกจากจะมีประโยชน์มากมาย สามารถใช้งานได้หลากหลาย ทั้งด้านการแพทย์ อุตสาหกรรม และอื่น ๆ รังสียังสามารถก่อให้เกิดผลเสียต่อเซลล์ของสิ่งที่มีชีวิตได้ด้วย กล่าวคือทำให้ดีเอ็นเอซึ่งเป็นสารพันธุกรรมเกิดการแตกตัว และอาจนำไปสู่การซ่อมแซมไม่สมบูรณ์ หรือทำให้เซลล์ตาย ดังนั้นการนำเอารังสีมาใช้ จึงต้องมีการป้องกันอันตราย หรือมีศาสตร์เกี่ยวกับความปลอดภัยทางรังสีขึ้น เพื่อดูแลการใช้รังสี ให้เกิดประโยชน์โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายจนยอมรับไม่ได้

 

ประเทศไทยมีการตราพระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ โดยได้แสดงเหตุผลไว้ท้ายพระราชบัญญัติว่า

โดยที่การใช้พลังงานปรมาณูเพื่อประโยชน์ในทางสันติเป็นความจำเป็นและสมควรส่งเสริมเพื่อการพัฒนาประเทศ และโดยที่การใช้พลังงานปรมาณูเพื่อประโยชน์ในทางสันติจำเป็นต้องมีการควบคุมให้การใช้เป็นไปตามหลักวิชาและปลอดภัย จึงต้องมีกฎหมายว่าด้วยการนี้

 

กลไกในการกำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสีในกฎหมายนั้น คือการกำหนดให้ผู้ที่ต้องการใช้รังสี หรือพลังงานปรมาณู ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ  หลักการนี้เป็นหลักการสากล ดังจะเห็นได้จากการที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ได้มีการแนะนำไว้ในเอกสารมาตรฐาน International Basic Safety Standards for Protection against Ionizing Radiation and for the Safety of Radiation Sources (BSS 115)

 

นอกจากนี้ การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับผลของรังสีต่อสิ่งที่มีชีวิต ในช่วงเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่เริ่มมีการนำพลังงานปรมาณูมาใช้ประโยชน์เมื่อกว่า ๑๐๐ ปี*มาแล้ว จนถึงปัจจุบัน ทำให้มีการกำหนดมาตรฐานใหม่ ๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยทางรังสีขึ้น มาตรฐานเหล่านั้น เป็นสิ่งที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้นำมาประยุกต์ใช้ในการออกกฎกระทรวงฯ ระเบียบฯ และมาตรฐานฯ เพื่อกำกับให้การใช้รังสี มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น

 

โดยหลักการแล้วผู้ที่จะนำรังสีหรือพลังงานปรมาณูมาใช้ประโยชน์ ต้องยื่นขออนุญาตต่อสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ พร้อมทั้งประเมินความปลอดภัยจากการใช้รังสีหรือพลังงานปรมาณูดังกล่าว รวมทั้งแสดงวิธีการ ขั้นตอนในการป้องกันอันตรายจากรังสีต่อผู้ปฏิบัติงานและประชาชนทั่วไปด้วย อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผู้ขออนุญาตสามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้มีการออกกฎ ระเบียบ และมาตรฐานต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้การอนุญาตมีความโปร่งใส และให้มีความเข้มงวดพอเหมาะพอสมกับปริมาณ และความเป็นอันตรายของรังสี หรือพลังงานปรมาณูที่ต้องการใช้นั่นเอง การออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ นั้นมีรากฐานมาจากหลักการตามมาตรฐานสากลที่ระบุใน BSS 115

 

มาตรฐานสำคัญที่เป็นการพลิกโฉมหน้าของศาสตร์เกี่ยวกับความปลอดภัยทางรังสี ซึ่งกำหนดไว้ใน BSS 115 คือการใช้ปรัชญา ALARA: การให้ได้รับรังสีน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ หรือการไม่ไห้ได้รับรังสีโดยไม่จำเป็น (แม้ว่าการได้รับรังสีในปริมาณน้อย ๆ ยังไม่ได้รับการยืนยันในผลของรังสี ชนิด stochastic ก็ตาม) เพื่อให้เป็นไปตามปรัชญานี้ จำเป็นต้องอาศัยหลักการต่าง ๆ เข้ามาช่วย เช่น เรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมความปลอดภัย เกี่ยวกับระบบประกันคุณภาพ เกี่ยวกับการออกแบบระบบความปลอดภัย และการอบรมบุคลากร เป็นต้น

 

* วิลเฮล์ม คอนราด เรินท์เกนท์ ค้นพบว่าหลอดคาโทดสามารถผลิตรังสีเอกซ์ขึ้น และรังสีดังกล่าวมีอำนาจทะลุทะลวงผ่านร่างกายได้ ทำให้ถ่ายภาพกระดูกคนเราได้ นอกจากนี้ อองรี เบคเคอเรลได้ค้นพบหินแร่ที่แผ่รังสีผ่านกระดาษที่ห่อฟิลม์ไว้ ไปทำให้เกิดภาพบนฟิลม์ได้ ซึ่งเป็นการค้นพบกัมมันตภาพรังสีจากแร่ธรรมชาติ