หนูอธิษฐานแล้ว กับดอกไม้จันทน์ช่อนี้

  ดอกไม้ช่อสุดท้าย ที่เราจะมอบให้แด่ผู้เป็นที่รัก เป็นครั้งสุดท้าย ชื่อ"ดอกไม้จันทน์"

เสียงผู้ทำพิธีการงานศพคุณพ่อ  บอกให้ลูกหลานได้ยินว่า "วางดอกไม้จันทน์แล้ว ไม่ต้องหันกลับไปอีก" จริงด้วยดอกไม้ช่อนี้มีพลังอำนาจต่อจิตใจของผู้เขียนจริงๆ เพราะเป็นดอกไม้ช่อสุดท้าย ที่มอบให้คุณพ่อผู้จากไป และมีพลังเหนี่ยวรั้ง แห่งความอาวรสุดประมาณ ถ้าหันกลับไป คงมีแต่น้ำตาให้พ่อได้เห็น และคงห่วงใยไม่เลิกลา

 การวางดอกไม้จันทน์ ผู้เขียนเคยวางมานับไม่ถ้วน แต่มีเพียงสองครั้งเท่านั้น ที่สะเทือนใจที่สุด

 ครั้งที่หนึ่งวางให้คุณแม่เมื่อยี่สิบสองปีที่แล้ว จำได้แต่ว่า น้ำตามันไหล หูอื้ออึง ไม่ได้ใจความจากเสียงใดๆ เพราะคิดถึงแม่เหลือเกิน

ครั้งที่สองก็คือการวางดอกไม้จันทน์ให้คุณพ่อ เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๒ ที่เพิ่งผ่านไปได้วันเดียวเอง ไม่มีน้ำตาหลั่งไหลมากมายเหมือนแม่ แต่มันกำลังรินหลั่งอยู่ภายใน ใจหายและเงียบเหงาเข้าไปถึงหัวใจ ดอกไม้จันทน์ จึงมีความหมายต่อผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง

 ได้ดูแล รักษากันมา ๗ ปี ๒๑ วัน และอยู่เฝ้าเป็นเพื่อนจนลมหายใจสุดท้ายของคุณพ่อ ภูมิใจที่เกิดเป็นลูกของพ่อ พ่อเป็นต้นแบบที่ดีให้ลูกเสมอ ช่วยคนต้องช่วยให้ถึงที่สุด ทำอะไรทำให้จริง และเสียสละ เป็นสิ่งที่ลูกประทับใจพ่อเสมอมา และพยายามเดินตามแบบพ่อ

 วันเวลาที่ผ่านมา เมื่อพ่อป่วยไข้ ต้องไปโรงพยาบาล นั่นคือการนัดพบรวมกันของลูกๆ ผลัดกันเฝ้า ผลัดกันมานอนเป็นเพื่อน แล้วเราก็พาพ่อกลับบ้าน เมื่อพ่อหายดี แต่ครั้งนี้ พ่อไม่ได้ป่วยไข้เหมือนเดิม สัญญาณอาการของพ่อ ดูหนักหนาจนหมอที่มาเยี่ยมที่บ้าน ก็บอกความจริงที่ให้เรารับรู้ และเตรียมตัวเตรียมใจ พ่อหลับลึกเกินไป และระบบต่างๆก็ค่อยๆวายไปตามลำดับ พ่อไม่ได้ทรมานทุรนทุราย แต่พ่อค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ สั้นลงๆๆ ให้ลูกๆ มีเวลาจะทำใจ ก่อนจะหยุดสนิท อย่างสงบ

  หนูอธิษฐานแล้ว กับดอกไม้จันทน์ช่อนี้ หนูอยากบอกพ่ออีกครั้งว่า หนูรักพ่อเสมอ และขอให้พ่อเดินทางด้วยความสงบสุข สู่สวรรค์ชั้นฟ้า หนูคงไม่ได้กราบเท้าพ่ออีกแล้ว ไม่ได้สวดมนต์ให้ฟังเหมือนเคย แต่หนูจะทำบุญส่งไปให้พ่อเป็นการทดแทน

 เมื่อดอกไม้หลุดจากมือ ผู้เขียนก็หันหลังกลับ กระไอร้อนจากเปลวไฟ แผ่มาถึงแผ่นหลังของผู้เขียน เหมือนมืออันอบอุ่นของพ่อ ลูบหลังปลอบโยนลูกครั้งสุดท้าย....อย่าร้องไห้นะลูก.

 ด้วยความอาลัยรักพ่ออย่างสุดซึ้ง