เรื่องเล่าเช้าวันนี้มีอยู่ว่าวันหนึ่งในเวลา 8 โมงเช้านายกุนนำรถเก๋งเข้าศูนย์เพื่อตรวจสภาพรถให้มีความปลอดภัยในการเดินทาง คนรับรถแล้วสอบถามตกลงทุกอย่างเป็นที่พอใจแล้ว เขาบอกว่าจะรับรถได้ในเวลาเทียงวันโดยรอรับรถกันเลยทีเดียว
เมื่อถึงเวลารับรถตามที่ได้นับหมาย นายกุนก็ไปรอจ่ายเงิน พนักงานการเงินยื่นใบรายการมาให้ยิ้ม ๆ แล้วไม่ว่าอะไร นายกุนดูราคาที่ต้องจ่ายคือ 4,280 บาท เลยควักเงินใบละ 1 พันเป็นเงิน 5,000 บาท ( 5 พันบาท ) ยื่นส่งให้แล้วรอเงินทอน
เป็นช่วงเที่ยงวันหิวข้าวพอดี พนักงานการเงินยื่นเงินให้เท่านั้นละนายกุนก็รีบเก็บใส่กระเป๋าเสื้อแล้วออกไปรับรถขับออกไปเพื่อหาร้านกินข้าวแถวใกล้ ๆ ตรงนั้น
พอจอกรถแล้วมาล้วงเงินเพื่อตรวจสอบจะนำเก็บในกระเป๋าและอีกส่วนเอาไว้ไปจ่ายตอนกินข้าวเที่ยง...เอ๊ะทำไมมีเงินใบ 1 ร้อยแค่ 1 ใบ และใบ 20 อีก 4 ใบก็แค่ 180 บาท...
ถ้าเป็นคุณจะทำอย่างไร..?
1.นายกุนควรกลับรถเข้าไปตามเอาเงินที่เหลือเพราะยังไม่ได้ทำไรเงินได้มาแค่นั้นจริง ๆ ต้องไปตามเอาเงินที่เหลือมาให้ได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ
2. นายกุนควรไปกินข้าวแล้วเลยตามเลยคือไม่สนใจที่จะไปทวงเอาเงินคืน
3. รีบปรึกษาเพื่อน ๆ ว่าเรื่องอย่างนี้จะเอาอย่างไรกันดี.
ตัดสินใจลำบากเลยค่ะท่านอาจารย์หล่อใหญ่
เพราะไม่นับต่อหน้า ขับเลยมาไกล นานแค่ไหนแล้ว เจ้าของร้านนิสัยเป็นอย่างไร
แต่ไงก็ต้องเสี่ยงกลับไปเอาเงินทอนค่ะ หากไม่ได้คืนก็ต้องทำใจค่ะ คราวหน้าจะจำแม่นเลยค่ะ
สวัสดีครับ คุณpoo
แสดงว่าเลือกเอาข้อที่ 1 นะครับผม...อิ อิ อิ
ขอบคุณครับ
เพราะความรีบร้อน เลยลืมนับเงินทอน คงต้องยอมรับความผิดของตนเองแล้วล่ะค่ะ
ไม่ว่าพนักงานขายเจตนาเป็นอย่างไร ถ้าทักท้วงต่อหน้า คงไม่เกิดปัญหา แต่นี่เลยเวลาแก้ไขมาแล้ว คงต้องยอมรับผล และจดจำเป็นบทเรียน ว่าต่อไปจะต้องเพิ่มความระมัดระวังอย่าให้เกิดกรณีอย่างนี้ขึ้นมาอีก นับเงินเหมือนกัน แต่เวลาต่างกัน ผลเลยต่างกันไปเลย
ฝ่ายพนักงานขายเอง สมมุติว่าไม่มีเจตนาทอนเงินผิด เค้าก็คงลำบากใจที่คืนเงินให้ อาจไม่แน่ใจเจตนาที่เราไปทวงเงินเค้าก็ได้ เพราะเค้าคงต้องควักกระป๋าจ่ายเงินให้เราเอง เถ้าแก่อาจไม่เกี่ยว
แหม แต่ก็น่าสงสารนายกุนนะคะ เงินตั้งกว่าครึ่งพันแน่ะ
มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง
อย่างแรก ถือเป็นความผิดที่เราไม่นับเงินให้ถ้วนถี่ต่อหน้าพนักงาน
ดังนั้นการเรียกร้องอาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อถือ
เพราะเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว
อย่างที่สอง เมื่อเงินอยู่ในมือของนายกุนแล้ว อาจจะเกิดจากสองประเด็นว่า
นายกุนโกง หรือ พนักงานโกง ไม่แน่
อย่างสุดท้าย ถ้าเป็นตัวเองหากเิกิดกรณ๊อย่างนี้แล้วคงต้องยอม
เพราะ หากเสี่ยงที่จะกลับไป ดูแล้วน่าจะยากที่จะได้เงินคืน
สุดท้าย น่าจะใช้วิธี โทร.สอบถาม อย่างน้อยจะได้รู้ว่าอู่นี้เป็นยังไง
แล้วเก็บไว้เป็นคติสอนใจ
สวัสดีครับ คุณณัฐรดา
อ่านแล้วคงเข้าข่ายข้อ 2 นะครับผม...อิ อิ อิ เสียดายจัง ๆ
สวัสดีครับ คุณปิยะนุช
เออ...อ่านแล้วมีมุมคิดวิเคราะห์ดีคงเข้าข่ายข้อ 2 นะครับ
อิ อิ อิ...
คราวนี้ทำใจลำบากเหลือเกินลำบาก คราวนี้เกินเลยไปมากเสียจนกว่าที่ใจคนจะรับไหว..
อืม..ม..ตัดสินใจไม่ถูกค่ะ
คิดว่าน่าจะกลับไปตาม ข้อ 1 ครับ ถ้าระบบการเงินเขาดี มีบัญชีรับจ่าย คงเช็คได้ไม่ยาก
ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรถือว่าเราไม่รอบคอบ แต่ถ้าไม่กลับไม่มีโอกาสได้เลย
สวัสดีครับ คุณหมูจ๋า
ถ้าคิดออกแล้วว่าเลือกข้อไหนก็มาลงใหม่นะครับผม...อิ อิ อิ
สวัสดีครับ คุณประหยัด ช่วยงาน
ต่อข้อคิดของคุณนี้มีคำวินิจฉัยที่น่าสนใจมาก อาจจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อน ๆ ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ถ้าเกิดกรณีอย่างนี้ขึ้น เมื่อมาอ่านแล้วอาจได้พบทางออกนะครับผม...
แสดงว่าเลือกเอาข้อ 1 นะครับ...อิ อิ อิ
คิดๆแล้วคนมีเพื่อนเยอะน่ะขอข้อ3นะคะ
เลือกข้อ 1 ค่ะ
ยังไงก็ต้องไปทวงก่อน ได้หรือไม่ค่อยว่ากัน
หน้าตาคงพอการันตีได้ว่าไม่โมเม ส่งๆ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับ คุณหมูจ๋า
การมีเพื่อนเยอะก็ดีอย่างนี้ละครับ เอาไว้คอยให้คำปรึกษานะครับผม...อิ อิ อิ
สวัสดีครับ คุณครู ป.1
ประเภทหัวเด็ดตินขาดอย่างไรก๋ต้องไปทวงก่อนนะครับผม...ชอบจัง...อิ อิ อิ
สวัสดีครับ คุณกานต์
เออ...มีเหตุผลที่น่าฟังเอามาก ๆ เลยละนี่...