เมื่อใดก็ตาม ที่เราไม่ต้องปิดบังอำพราง ไม่ต้องไว้ท่าไว้ทาง หรือมีเล่ห์เหลี่ยมใดๆ ... … เมื่อนั้น ใจของเราย่อมมีพลังอย่างเต็มที่ ที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น

 

 

 

แม้โลกนี้คือ ละครโรงใหญ่ ที่เต็มไปด้วยบทบาทการแสดง แต่ใช่ว่าคนเราจะต้องเสแสร้งต่อกัน ถึงโลกจะเต็มไปด้วยการแข่งขันกัน ก็ใช่ว่าเราจะเป็นผู้ชนะด้วยการหลอกลวง แท้จริงโลกเรานั้นสวยงาม หากว่าเรามีความจริงใจต่อกัน

ณ เมืองจีทีเค พราหมณ์เมฆทราบว่า ดาบสภูผาเพื่อนรักเดินทางมาถึง จึงพาบุตร(รุ้ง)และภรรยา(ฝน) มานมัสการ ระหว่างที่สนทนากันอย่างออกรส เด็กรุ้งกำลังวิ่งเล่นอยู่ พลันก็ถูกอสรพิษกัด สลบล้มลงในทันที

พราหมณ์เมฆและนางฝนเห็นเด็กรุ้งล้มลง ต่างรีบอุ้มเด็กรุ้งมาหาดาบสภูผา ร้องขอความช่วยเหลือว่า “ ท่านดาบสเป็นนักบวชคงจะมียาหรือมนต์วิเศษ โปรดช่วยลูกรุ้งของข้าด้วยเถิด”

ฝ่ายดาบสภูผาไม่มียาหรือมนต์วิเศษ หากปรารถนาจะช่วยเพื่อนพราหมณ์จึงกล่าวว่า “ เพื่อนเอ๋ย เราไม่รู้เรื่องมนต์วิเศษใดๆ แต่เราจะขอกล่าวความจริงบางอย่าง เพื่อให้อานุภาพแห่งความจริงใจของเรา ช่วยชีวิตลูกของท่าน”

ดาบสภูผาจึงกล่าวถ้อยคำ ซึ่งทำให้ทั้งพราหมณ์เมฆและนางฝนตกตะลึง เพราะคาดไม่ถึงว่าจะเป็นความจริง “ เราผู้ต้องการบุญ ได้ออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ มีความเลื่อมใสได้เพียง ๗ วัน ต่อจากนั้นทนฝืนใจมานานถึง ๕๐ ปี ด้วยเดชแห่งความจริงนี้ ขอให้พิษงูจงหายไป ให้เด็กรุ้งจงรอดชีวิตเถิด”

พอดาบสภูผาทำสัจจกริยาจบลง ทันใดนั้นเด็กรุ้งก็ลืมตาเรียกหาแม่ หากแต่ยังมิอาจขยับตัวได้  พราหมณ์เมฆเห็นดังนั้น จึงตัดสินใจกล่าวความในใจของตนเองบ้างว่า “ข้าพเจ้าผู้เป็นบิดา เวลาที่ข้าพเจ้าให้สิ่งของต่างๆ แก่แขกเหรื่อที่มาเยี่ยมเยือนนั้น แท้จริงข้าพเจ้ามิได้เต็มใจเลย ด้วยเดชแห่งความจริงนี้ ขอให้พิษงูจงหายไป ให้ลูกรุ้งรอดชีวิตเถิด”

ทันใดนั้น พิษงูหายไป เด็กรุ้งลุกขึ้นนั่งได้ หากแต่ยังมิอาจยืนได้ ถึงเวลานางฝนต้องแสดงความจริงใจบ้าง แม้ว่านางรู้สึกวิตกกังวลมากมาย แต่ในที่สุดนางก็ตัดสินใจเผชิญกับความจริง นางกอดลูกพลางกล่าวว่า “  บิดาของเจ้ากับงูที่กัดเจ้านั้น ล้วนไม่เป็นที่รักของแม่เช่นกัน ด้วยเดชแห่งความจริงนี้ ขอให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปเถิด”

สิ้นคำของนางฝน พิษงูก็หายไปสิ้น เด็กรุ้งกลับมาวิ่งเล่นได้ดังเดิม ทั้งสามคนดีใจเป็นอันมาก ที่เห็นผลแห่งความจริงใจของตน

พราหมณ์เมฆยังสงสัยต่อคำสัตย์ของดาบสภูผาจึงนมัสการถามว่า “ ข้าพเจ้าเคยเข้าใจว่าท่านบวชอย่างมีความสุข เหตุใดท่านจึงทนฝืนใจอยู่ถึง ๕๐ ปี ทำไมไม่สึกเสียเล่า”

ดาบสภูผาตอบว่า “เรารังเกียจคำติเตียนที่ว่า หากผู้ออกบวชด้วยศรัทธาแล้วสึกนั้น เป็นคนโลเล เราจึงฝืนใจบวชตลอดมา” พระดาบสจึงถามกลับไปว่า เพราะเหตุใดท่านจึงทนฝืนใจต้อนรับและมอบสิ่งของต่างๆให้เรา

พราหมณ์ตอบว่า “ วงศาคณาญาติ ตระกูลข้าพเจ้าล้วนมีความศรัทธาในการให้ ข้าพเจ้าไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนตัดตระกูล” แล้วพราหมณ์จึงหันมาทางภรรยาตนว่า “น้องรัก ในเมื่อเจ้าเกลียดชังเราราวกับงูพิษ ทำไมเจ้าฝืนทนอยู่กับเราได้”

นางตอบว่า” หญิงในตระกูลข้า ล้วนจงรักภักดีต่อสามี ข้าไม่ต้องการถูกประนามว่าเป็นหญิงหลายใจ ตัดจารีตของตระกูล จึงทนปฏิบัติต่อท่านด้วยดีมาตลอด” เมื่อนางกล่าวจบ รู้สึกสงสารสามี จึงกราบขอโทษและตั้งใจที่จะประพฤติดีตลอดไป

หลังจากที่ทั้งสามได้พูดคุยกันด้วยน้ำใสใจจริงแล้ว ต่างมีความเข้าใจอันดีต่อกัน ต่างฝ่ายต่างรู้สึกปลอดโปร่ง โล่งใจ และกลับเต็มใจที่จะทำหน้าที่ของตนให้ดี อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

....

คงเป็นเรื่องที่น่าเศร้า หากคนเราต้องคอยบิดเบือนความจริงในใจ แล้วใส่หน้ากากเข้าหากัน เราคงมีชีวิตอยู่กับความสุขปลอมๆ ท่ามกลางความกลัวที่จะผิดหวัง ทั้งที่ในที่สุดก็ต้องเผชิญหน้ากับมันอยู่ดี ...

… ถอดหน้ากากออกดีไหม จะเป็นไรไป หากใครจะอ่านสายตาของเราได้ หรือแม้แต่จะมองทะลุถึงใจของเรา เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่เราไม่ต้องปิดบังอำพราง ไม่ต้องไว้ท่าไว้ทาง หรือมีเล่ห์เหลี่ยมใดๆ ...

… เมื่อนั้น ใจของเราย่อมมีพลังอย่างเต็มที่ ที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น ...

                                        ขอบคุณ หนังสือดีดี วันนี้ที่รอคอย ...