ภาษากับศิลปะ

                     

                       การใช้ภาษาให้งดงาม

          

           ความงาม คือ คุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ผู้ได้เห็น ได้ยินและได้สัมผัส เกิดความชื่นชมยินดี เบิกบาน ติดตรึงใจอยู่เป็นนิจ

           ความงามอาจมีอยู่ในธรรมชาติ เช่น ความงามของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ทะเล ท้องฟ้า ป่าเขา ผีเสื้อ ดอกไม้ เสียงนกร้อง อ้อมกอดของแม่ เป็นต้น 

           ความงามอาจมีอยู่ในงานสร้างสรรค์ของมนุษย์ เช่น กวีนิพนธ์ จิตรกรรม ประติมากรรม ดนตรี เป็นต้น ที่มีความรวมเรียกว่า "ศิลปกรรม"

           ด้วยเหตุที่มีความงามเป็นคุณสมบัตินั้นเอง ศิลปกรรมจึงรวมถึงวรรณกรรมด้วยจึงได้รับการเรียกขานอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นสิ่งงาม สิ่งงามนอกจากจะยังความชื่นชมยินดีให้แก่ผู้สร้าง และผู้เสพแล้ว ยังช่วยคลายความเครียด  ความรุ่มร้อน ในอารมณ์ลงได้

  ดังพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ว่า

        

        "ศิลปกรรมนำใจให้ส่างโศก       ช่วยบรรเทาทุกข์ในโลกให้เหือดหาย

 จำเริญตาพาใจให้สบาย                    อีกร่างกายก็พลอยสุขสราญ

ผู้ใดไม่นิยมชมสิ่งงาม                       ถึงยามเศร้าอุราน่าสงสาร

เพราะขาดเครื่องระงับรำคาญ             โอสถใดจะสมานซึ่งดวงใจ"

       

           ศิลปกรรมหรือสิ่งงามแต่ละชนิดต้องอาศัยวัสดุสำหรับแสดงออกต่างๆ กันไป เช่น    จิตรกร ใช้สีน้ำมัน สีฝุ่น สีน้ำ ฯลฯ   วาดและระบายให้เป็นงานจิตรกรรมอันงดงามวิจิตร   ประติมากร ใช้ดิน ปูนไม้ หิน อัญมณี ฯลฯปั้นแกะหรือสลักให้เป็นประติมากรรมที่มีรูปทรงสวยงามได้สัดส่วน  ส่วน  กวี สร้างสรรค์วรรณกรรม  โดยใช้ถ้อยคำในภาษาเรียบเรียงเป็นบทร้อยแก้ว หรือบทร้อยกรอง ที่ไพเราะจับใจ  ถ้อยคำในภาษาก็เทียบได้กับสี  ดิน หิน อัญมณีทั้งหลายนั้นเอง

      ในการสร้างสรรค์สิ่งงาม  ลำพังแต่ทักษะหรือฝีมืออันเชี่ยวชาญในการใช้วัสดุ หรือภาษาสำหรับแสดงออกหาเพียงพอไม่  ผู้แสดงออกต้องใช้สติปํญญา  ความคิดความเข้าใจอันลึกซึ้งสุขุม อารมณ์และจินตนาการอันประณีต ถ่ายทอดบุคลิกภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเองให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้อื่นด้วย จึงจะสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์

        ในเรื่องของภาษาที่กวีใช้สร้างสรรค์ ความงามให้แก่บทร้อยแก้วหรือบทร้อยกรองนั้น มีหลักสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกัน ๓ ข้อ คือ

      ๑. การเลือกใช้คำให้สื่อความคิดความเข้าใจ ความรู้สึก อารมณ์ ได้อย่างงดงามตรงตามที่ผู้พูดหรือผู้เขียนมีอยู่จริง ซึ่งจะเรียกอย่างสั้นๆว่า  "การสรรคำ"

      ๒. การจัดวางคำที่เลือกสรรแล้วนั้นให้ต่อเนื่องเป็นลำดับ ร้อยเรียงกันอย่างไพเราะ เหมาะสม ได้จังหวะ ถูกต้องตามโครงสร้างของภาษา ในกรณีที่เป็นบทร้อยกรองจะต้องถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของฉันทลักษณ์อีกด้วย ซึ่งจะเรียกสั้นๆว่า "การเรียบเรียงคำ"

      ๓. การพลิกแพลงภาษาที่ใช้และเขียนให้แปลกออกไปกว่าที่เป็นอยู่ปกติ อันจะก่อให้เกิดรสกระทบใจความรู้สึกและอารมณ์ ต่างกับภาษาที่ใช้อย่างตรงไปตรงมาซึ่งจะเรียกว่า "การใช้โวหาร"

      

 

           

               ตัวอย่าง  ความงามทางภาษา  ( ร้อยแก้ว)

                                 

                         แทนพระคุณ

       

           " คนทุกคนในโลกมีชีวิตอยู่ได้ และมีความสะดวกสบายอยู่ได้ เพราะอาศัยความรู้ สติปัญญาความสามารถของผู้อื่น อันมีเป็นจำนวนมากจนนับไม่ไหว หากไร้ปัจจัยอันสำคัญนี้เสียแล้ว เขาจะต้องตายแล้วตั้งแต่ออกจากท้องมารดาใหม่ๆ เพราะไม่มียาจะกิน ไม่มีผ้าจะห่ม ไม่มีหลังคาจะอาศัย เขาไม่รู้จักหน้าค่าตาของผู้ให้กำเนิด การประกอบยา การทำเครื่องนุ่งห่มการทำที่อยู่อาศัย และวิชาความรู้ต่างๆ แต่เขาก็เป็นหนี้บุญคุณของบุคคลเหล่านั้นมาเสียแล้วตั้งแต่ในท้องแม่ ฉะนั้น ทุกคนมีความผูกพัน ในทางหนี้บุญคุณต่อกันและกันจนนับไม่ไหว โดยไม่ต้องกล่าวถึง บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นหนี้บุญคุณอยู่เหนือศีรษะโดยตรงเลย  แม้การที่คนในประเทศหนึ่งได้เป็นหนี้บุญคุณของคนในประเทศอื่น ก็เป็นสิ่งที่จะพิจารณาเห็นได้ไม่ยากเลย

           คนในโลกนี้แต่ละคนยิ่งไม่รับรู้ในความที่ตนเป็นหนี้บุญคุณของกันและกันอย่างที่จะแยกกันไม่ออกยิ่งขึ้นเพียงใด ก็ยิ่งทำให้โลกเต็มไปด้วยความแข่งขันแย่งชิง โหดร้ายทารุณและเกิดลัทธิการเมือง อันทำให้โลกระส่ำระสายมากยิ่งขึ้นเพียงน้น ฉะนั้นความสนใจในธรรมะนับว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งทีเดียว ทีจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆได้"

                                                                  พุทธทาส  ภิกขุ

                          0000000000000

       

      ตัวอย่าง ความงามทางภาษา (ร้อยกรอง)

 

                    พ่อ

  

        เมื่อพ่อยังอยู่ ไม่รู้จักคำว่า "อด"
ชีวิต ไม่เคยรันทด คำว่าอด สะกดไม่เป็น
พ่อเป็นเสาหลัก ปลูกต้นรัก ให้ลูกได้เห็น
อิ่มเช้า อิ่มเย็น อิ่มไม่เว้น เลยซักเวลา
บ้าน เรา คลอเคล้าด้วยเสียง
ดอกรักเบ่งบานเต็มที่ ไม่มีวี่แววโศ กา
แม่นั่งตัวกลม ตัดซอยผมให้น้องโสภา
สวรรค์ในบ้านสีฟ้า น้ำตา ไม่เคยกระเซ็น
เมื่อพ่อไม่อยู่ เริ่มรู้จักคำว่าอด
ชีวิตผิดกันไปหมด อนาคต ก็มองไม่เห็น
แม่นั่งคอตก นรกเกิดขึ้นทั้งเป็น
อดเช้า อดเย็น อดไม่เว้น เลยซักเวลา
บ้าน เรา เงียบเหงาไร้เสียง
ดอกโศกเบ่งบานเต็มที่ เห็นมีแต่คราบน้ำตา
ขาดร่มโพธิ์ทอง ปากและท้องก็ร้องฎีกา
พ่อรู้บ้างไหมพ่อจ๋า คำว่าอด สะกดทุกวัน...

                                                     รุ่ง   สุริยา

             0000000000

        ท่านได้ทราบหลักการ และตัวอย่างดังกล่าวแล้ว ถ้าหากนำไปฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ เชื่อแน่ว่าในที่สุด ท่านก็จะกลายเป็น กวี ได้โดยไม่ยากเลย

       ท้ายที่สุดนี้ ขออวยพรให้ทุกๆท่านจงประสุขแต่ความสุขสมหวังในทุกสิ่งที่ปรารถนาตลอดไป...

                                                                     ท. ณเมืองกาฬ

                                                                    ๒๑/๑๑/๒๕๕๒