เลิกจากเรียนกว่าจะไปถึงโรงพยาบาลศิริราชก็ปาเข้าไปทุ่มกว่าๆ ลูกชายกลับมาถึงบ้านตอนสามทุ่มกว่า บอกว่าแทบไม่เชื่อตาตัวเอง
เช้าวันศุกร์ที่ผ่านมาหลังจากได้ทราบว่าเพื่อนผมเป็นมะเร็งที่ตับอ่อน ในวันเดียวกันนั้นภรรยาบอกว่าวันนี้ลูกชาย (คนเล็ก) จะไปเยี่ยมเพื่อนนักเรียนที่นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช เคยตรวจพบว่าเป็นมะเร็งตั้งแต่ปีที่แล้ว หลังจากที่เข้ารักษา (ทำคีโม) มาได้ระยะเวลาหนึ่ง อาการก็ค่อยดีขึ้นตามลำดับ ลูกบอกว่าเมื่อเทอมที่แล้วกลับมาเรียนได้ เจ้าตัวบอกเพื่อนๆ ว่า “หายดีแล้ว” เท่าที่รู้จักเด็กคนนี้เป็นคนที่อัธยาศัยดี เป็นที่รักของเพื่อนๆ มีชื่อจริงว่า “ศุภวิชญ์” แต่เพื่อนๆ ต่างพร้อมใจกันตั้งชื่อใหม่ให้เป็น “ชูวิทย์” ตามกระแสนักธุรกิจและการเมืองเมื่อหลายปีก่อน
ภรรยาผมเล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งเพื่อนของลูกคนนี้เคยนั่งรถมากับลูกผม เธอเคยถามว่า “โตขึ้นอยากจะทำอะไร?” แล้วคำตอบที่ได้ก็ประทับใจเธออย่างยิ่ง เพราะ “ชูวิทย์” ตอบว่า “อยากจะเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว” เนื่องจากเป็นคนที่ชอบกินก๋วยเตี๋ยวมากๆ นอกจากนั้นยังมีไอเดียเสร็จสรรพว่าสภาพของร้านจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นที่ประทับใจภรรยาผมมาก เพราะเห็นว่าเป็นเด็กที่มีเป้าหมายในชีวิตและรู้ตัวเองด้วยว่าต้องการจะทำอะไรในอนาคต ลูกผมบอกเพิ่มเติมว่า “ชูวิทย์” เป็น “นักกินตัวยง” โดยเฉพาะพวกขนมขบเคี้ยว “ขนมขยะ” ทั้งหลาย “ชูวิทย์” กินได้ทั้งวันโดยไม่บันยะบันยัง
หลังจากที่ “ชูวิทย์” อาการดีขึ้น และกลับมาเรียนในเทอมที่แล้ว ยังได้เข้าคู่สอบตีแบต(มินดั้น) กับลูกชายผม แต่รู้สึกจะเรียนได้ไม่ครบเทอมก็มีอาการไม่ค่อยดี ต้องกลับเข้าไปตรวจใหม่ แล้วก็หายไปโดยที่ไม่ได้มาโรงเรียนอีก ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาลูกผมบอกว่า ในขณะที่กำลังแช็ดในอินเทอร์เน็ตอยู่ “ชูวิทย์” ก็โผล่เข้ามาในระหว่างที่แช็ดกัน และบอกว่า “หายแล้ว” แต่ครั้นพอเปิดเทอมนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แวว ยังไม่มาโรงเรียน จนกระทั่งพวกอาจารย์ได้ไปเยี่ยมช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วพบว่าอาการกำลังทรุดหนัก จึงมาบอกให้พวกนักเรียนร่วมชั้นทราบจะได้ไปเยี่ยมกัน และเป็นที่มาของการยกโขย่งไปในตอนเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา
เลิกจากเรียนกว่าจะไปถึงโรงพยาบาลศิริราชก็ปาเข้าไปทุ่มกว่าๆ ลูกชายกลับมาถึงบ้านตอนสามทุ่มกว่า บอกว่าแทบไม่เชื่อตาตัวเอง เพราะ “ชูวิทย์” นอนแบบไม่รู้เรื่องแล้ว มีสายระโยงระยางเต็มไปหมด เพื่อนๆ ที่ได้พบเห็นร้องไห้กันทุกคน ร้องไห้สงสารเพื่อน ในกลุ่มนักเรียนที่ไปเยี่ยมกันครั้งนี้ มีบางคนเหมือนกันที่ไม่ถูกกัน แต่พอได้เห็นสภาพเพื่อนที่นอนอยู่ตรงหน้าก็ทำให้หลายคนหันกลับมาพูดจากัน ไม่รู้ว่าจะโกรธกันต่อไปทำไม เป็นเพื่อนกันไว้น่าจะดีกว่า ไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านไป ภรรยาเล่าให้ผมฟังต่อว่า ตอนที่บรรดาอาจารย์ไปเยี่ยมนั้นแม่ของ "ชูวิทย์" ได้เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะกลับมาเข้าโรงพยาบาลครั้งนี้ “ชูวิทย์” เคยบอกแม่เขาว่า “ผมอยากจะไปแล้ว” เนื่องจากรู้สึกทุกข์ทรมานกับอาการที่เกิดขึ้นค่อนข้างมาก
ผมไม่รู้เหมือนกันว่าลูกชายผมจะได้พบกับเพื่อนของเขาเป็นครั้งสุดท้ายหรือเปล่า? ย้อนกลับมาเรื่องเพื่อนผมบ้าง เดิมตั้งใจและนัดหมายกันไว้ว่าจะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลต่างจังหวัดในเช้าวันนี้ แต่พอดีเมื่อวานได้รับแจ้งว่าเพื่อนได้ย้ายเข้ามารักษาตัวอยู่ที่กรุงเทพแล้ว มาอยู่โรงพยาบาลบำราศนราดูร เช้านี้ก็เลยเปลี่ยนแผน พากันไปที่บำราศฯ แทน มีไปกันทั้งหมด 8 คน เมื่อได้เห็นเพื่อนแล้วก็ใจชื้นขึ้นมามาก เพราะดูจากสีหน้าแล้ว ดีกว่าที่ผมคิดไว้ ผมตั้งใจว่าจะไปหาเพื่อนให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยเฉพาะช่วงนี้ ช่วงที่เพื่อนเข้ามารักษาตัวอยู่ในกรุงเทพฯ !!
น้องชูวิทย์เป็นผู้ใหญ่มากครับ สำหรับคำว่า “ผมอยากจะไปแล้ว”
ใครที่ยังไม่เคยเห็นคนป่วยที่นอนบนเตียงรอวาระสุดท้ายจริงๆ อาจไม่เข้าใจนักว่าความรู้สึกที่ทั้งเศร้าทั้งเวทนา อยากให้เขาพ้นๆ จากความทุกข์ไปเสียที เป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึก "อยากให้อภัย" เป็นความรู้สึกที่ปรากฏให้เห็นได้ชัดมากๆ
ผมเคยได้ยินว่าบางคนแค้นกันมากจนวาระสุดท้ายยังไม่ให้อภัย ก็รู้สึกว่าคนที่ไม่ให้อภัยนั่น "เสียเวลาเปล่า" น่าเสียดายโอกาสที่จะได้ให้อภัยกัน
เป็นโชคดีของเพื่้อนๆ น้องๆ ที่อยู่ในห้องของชูวิทย์แล้วคิดได้ครับ
เป็นบุญของชูวิทย์ที่ได้ให้สติเพื่อนๆ
(ขอให้เขาได้ไปสงบเหมือนเด็กคนหนึ่งที่เพียงแต่หลับไป)
เรื่องชูวิทย์ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างสะเทือนใจผมมาก ทราบมาว่าเป็น "ลูกคนเดียว" ด้วย ตอนนี้ทั้ิงพ่อและแม่ "หัวใจสลาย" ไม่เป็นอันทำอะไรทั้งคู่ อยู่เฝ้าลูกที่โรงพยาบาล เห็นบอกว่าแม่เป็นอัมพฤติ์ด้วย . . .
สวัสดีครับอาจารย์
ลูกชายผมแจ้งข่าวล่าสุดจากเพื่อนที่ไปเยี่ยม "ชูวิทย์" มา . . . บอกว่า "ตอนนี้ ชูวิทย์ ตอบสนอง และรับรู้ได้แล้ว" ช่างเป็นข่าวดีจริงๆ
อ่านแล้ว เศร้าคะ น้ำตาแทบไหล
กลับมาย้อนดูตัวว่าเอง คิด่วาถ้านั้นเป็นคนใกล้ตัวของเรา
คงรู้สึกแย่ไม่น้อยเลย เป็นกำลังใจน้องคะ
เห็นบอกว่า "ชูวิทย์" อาการหนักอีกแล้ว . . . โอ้ว.. แย่จัง !!
เมื่อคืน ผมเพิ่งอ่านหนังสือเรื่อง ส่งลูกไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
เขียนโดยคุณหทัยภรณ์ กสิกิจนำชัย คุณแม่ที่ต้องเตรียมลูกชายซึ่งกำลังจะเสียชีวิต จนกระทั่งเขาจากไปอย่างสงบ แล้วคิดถึง น้องชูวิทย์ เหมือนกันครับ
อาจารย์หมอเต็มศักดิ์ครับ . . . เพิ่งทราบเมื่อสิบนาทีที่ผ่านมาว่าน้องชูวิทย์ "จากไป" แล้วครับ
ความตายของผู้เยาว์ เป็นความสูญเสียของครอบครัวเสมอ
แต่ความเศร้าโศก ขึ้นกับแต่ละครอบครัวนะครับ
ขอบคุณอาจารย์ครับ ที่แจ้งให้ทราบ
รับทราบข่าวเมื่อเช้าจากอาจารย์ อาลัยยิ่งคะ
ความตายใกล้นิดเดียว