จากปัญหาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งหลายฝ่ายพยายามที่จะระดมหลากหลายวิธีเพื่อการแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพให้ทัดเทียมกับส่วนอื่นๆ ของประเทศ ผมเองก็มีความเห็นสอดคล้องกับหลายๆ ท่านว่า สังคมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีทุนทางสังคมที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นอยู่บ้าง แต่ทุนทางสังคมดังกล่าวมีคุณค่ามากพอที่จะใช้ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่นี้ได้ ผมใช้ความเชื่อนี้สู่การปฏิบัติมาตลอดระยะเวลาที่ผมได้ทำงานในฐานะผู้ผลิตครูในมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา แล้วผมก็ยิ่งมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นว่า แนวทางนี้ดีที่สุด

เมื่อคืนมีโทรศัพท์มาจากนักศึกษา ป.เอก มหาวิทยาลัยในประเทศไทยท่านหนึ่ง ซึ่งเธอกำลังเตรียมข้อมูลเพื่อจะทำวิทยานิพนธ์ โทรมาขอคำปรึกษาจากผมครับ เธอเห็นงานวิจัยชิ้นหนึ่งของผมคือ ระบบและกลไกการประกันคุณภาพภายในสำหรับ รร. เอกชนสอนศาสนาอิสลาม คำถามหนึ่งในนั้นถามผมว่า อาจารย์ทำให้โรงเรียนฯ มาร่วมโครงการวิจัยกับอาจารย์แล้วผลิตผลงานออกมาได้ขนาดนี้ได้อย่างไร จากประสบการณ์ของเขาที่ทำงานในพื้นที่ เขาบอกได้ว่า รร.ไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ และที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนเป็นเรื่องยากมาก

ผมตอบไปว่า เพราะผมไม่ได้ทำงานในหน่วยงานรัฐ ที่ใช้คำสั่งในการให้ใครต่อใครต้องทำตาม แต่ผมใช้สิ่งที่ทุนเดิมของโรงเรียนสู่การขยายผลต่อยอด ทุนเดิมที่ผมและโรงเรียนมีเหมือนกันคือ "ศาสนาอิสลาม" ซึ่งใครที่ศรัทธาในศาสนานี้ก็ย่อมเชื่อมั่นว่า เป็นศาสนาที่สมบูรณ์แบบและครอบคลุมในทุกมิติของชีวิต ดังนั้นคำถามที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน เป็นเพราะศาสนาอิสลามไม่สมบูรณ์หรือ? คำตอบที่ทุกโรงเรียนตอบคือ "ไม่ใช่" แล้วทำไม? คำตอบที่ผมโยนกลับไปยังโรงเรียนที่ผมได้ทำงานร่วมด้วยคือ "เพราะเราไม่ได้ทำตามหลักคำสอนของศาสนาที่ปรากฏในอัลกุรอานและแบบอย่างของท่านศาสนทูต (ซ.ล) ใช่หรือเปล่า เพราะผมเชื่อว่าถ้าเราทำตามหลักคำสอนของศาสนาแล้ว คำตอบต้องไม่ใช่อย่างที่เป็นและเห็นในปัจจุบัน" ทุกโรงเรียนเห็นด้วยกับผมครับ และนั้นความร่วมมือในการผลักดันการบริหารจัดการในโรงเรียนเพื่อตอบสนองต่อการประกันคุณภาพก็เกิดขึ้น จนผมเองยังประหลาดใจกับผมที่ได้รับเลยครับ เพราะตอนผมเริ่มโครงการ ก็ยังมีผู้บริหารระดับ สพฐ. ในพื้นที่บอกกับผมว่า อย่าทำทั้งโรงเรียนเลยอาจารย์ เอาเฉพาะสายสามัญก็พอ สายศาสนาไม่ต้องยุ่งกับเขาหรอก เพราะงานวิจัยของอาจารย์อาจจะไม่สำเร็จก็ได้ ซึ่งผมไม่เชื่ออย่างนั้นครับ

ผมคิดว่า เมื่อโรงเรียนต้องรับนวัตกรรมใหม่ซึ่งมีความแตกต่างจากฐานความเชื่อเดิมจากหน่วยงานรัฐ (ซึ่งแน่นอนว่า ในพื้นที่ก็จะเชื่อว่า มีฐานความเชื่อที่แตกต่างจากคนในพื้นที่) ผลในทางปฏิบัติจึงไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ดังนั้นหากเพียงการใช้ทุนทรัพยากรที่มีในสังคมสามจังหวัด การผลักดันงานก็จะมีความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

ตลอดการทำงานที่ผ่านมาก ผมนำเสนอแนวทางเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาครับ โดยมองไปยังห้องเรียน ที่ผมคิดว่าหากในห้องเรียนสามารถหลอมรวมคำว่า "วิชาศาสนา" กับ "วิชาสามัญ" เ้ป็นเนื้อเดียวกันได้ คุณภาพก็จะเกิดขึ้นกับการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่นี้ครับ ระยะแรกๆ ผมก็ใช้โอกาสจากการที่ได้รับเชิญไปบรรยาย นำเสนอแนวคิดนี้ ซึ่งก็ได้รับการยอมรับ และครั้งหนึ่งท่านรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ท่านอ.มัสลัน มะหะมะ ให้คำแนะนำว่า น่าจะผลักดันการทำงานให้มียุทธศาสตร์มากขึ้น โดยอาจจะใช้งานวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อนมาก ข้อแนะนำนี้เหมือนเป็นเชื้อไฟอย่างดีเลยครับ ผมเลยนำแนวคิดนี้เสนอไปยังแหล่งทุนสำหรับงานวิจัยครับ ฮือ แต่ยากครับที่จะได้แหล่งทุนสนับสนุนแนวคิดนี้ หรือจะมีบ้างแต่ก็ไม่ค่อยจะตรงใจผมสักเท่าไร

ต่อมาผมได้รับข่าวดีมาว่า มีแหล่งทุนวิจัยที่สนใจแนวคิดนี้ครับ แต่พอสำรวจตัวเองแล้วพบว่า ไม่มีความพร้อมใดๆ ที่เป็นชิ้นเป็นอันพอจะเสนอแนวคิดให้เป็นกิจลักษณะเลย และที่สำคัญผมคิดคนเดียวคงไม่สามารถทำให้ชิ้นงานนี้สมบูรณ์ขึ้นมาได้ ดังนั้นเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 52 การสัมมนาก็เกิดขึ้นครับ ในเรื่องการสัมมนาว่า "แนวทางการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา 3 จชต ด้วยกระบวนการวิจัย"

ขออนุญาตเล่าต่อในบันทึกต่อไปครับ