เดินตามรอยเท้าคุณย่าเรียนวิชา"พุทธศาสนา" พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง หรือวิทยาศาสตร์เป็นแขนงหนึ่งของวิชาพุทธศาสนา คงเข้าทำนองไข่เกิดก่อนไก่หรือไก่เกิดก่อนไข่กันแน่...ที่มาของความรัก(ที่)แท้จริง(แล้ว)ต้องเสียสละ อย่ายึดติดอย่าเอาไว้เป็นของเราคนเดียว....(ความสุข...ปราศจากทรัพย์..(?)

เราเกิดมาทำไม? คำถามนี้ได้จากสมเด็จพระญาณสังวร(สุวฑุฒโน)

สุดแต่ใครจะตอบได้อย่างไรก็คงไม่ผิด แต่โดยอาศัยการสันนิษฐาน และใช้การศึกษาในถ้อยคำของท่านผู้ตรัสรู้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้แปลความว่า " ตัณหา คือความอยาก ยังคนให้เกิด" และว่า "โลกคือหมู่สัตว์ ย่อมเป็นไปตามกรรม" .......

 ทรัพย์ประการสุดท้ายอปุพพเปตพลี แม้ร่างกายจะวายชน ยังต้องมีทรัพย์ไว้เพื่อวงค์สกุลสืบไป(ทรัพย์ของพ่อ)

สมเด็จฯ ท่านสรุปไว้อย่างครอบคลุมว่า"มนุษย์เกิดมาเพื่อสนองความอยาก สนองกรรมของตนเอง"

ใครกันสร้างให้เราเกิด? ตนเองนั่นแหละเป็นผู้สร้างตนให้เกิดมา ตามความเชื่อของชาวพุทธ แต่ในทางไสย กล่าวว่ามีพรหมลิขิต ให้ชีวิตเกิดมาพร้อมกับทุกสิ่งทุกอย่างเป็นที่มาของคำกล่าวทั้งหลายทั้งปวง ฟ้าสั่งมา ขีดเส้นมาให้เดิน..แล้ว..อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด..อื่นๆ

พระพุทธเจ้า (อ้างอิงในหนังสือของสมเด็จฯ.๒๕๓๐)ใช้ว่า "กรรมลิขิต".คือกรรมกำหนดมา ชาวพุทธเชื่อเรื่องของภพชาติ การเวียนว่าย ตาย-เกิด มีคำพูดให้ได้ยินได้ฟังเสมอว่าชาติที่แล้วสงสัย..ยังงั้น ยังงี้ ชาตินี้ จึงเป็นเช่นนั้น จากการอ่านตำราเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนของทั้งผู้รู้ผู้ปฏิบ้ติทั้งหลาย มีคำหนึ่งน่าเชื่อได้ว่ามีความใกล้เคียงกันคำว่า "กรรมพันธ์ม,กัมมพันธุ แปลว่าเรามีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ มีนัยแห่งการถ่ายทอด เชื่อมต่อ ส่งต่อ ให้แก่กันและกัน" ดังกล่าวได้มีพุทธภาษิตกล่าวไว้ว่า "มากตเหตุ"..อย่าถือว่าเพราะเหตุแห่งกรรมที่ทำไว้ให้พิจารณาคำสอนของพระพุทธศาสนาแสดงไว้จริงๆว่าอย่างไร? ......ได้คำตอบว่าพระพุทธเจ้าแสดงเรื่องกรรมไว้ว่า กรรมเป็นเหตุให้วิบากคือเป็นผลตั้งแต่กำเนิดเกิดมาและติดตามให้เกิดผลแก่ชีวิต กระบวนการของกรรมสลับซับซ้อนมากทั้งเกี่ยวกับเวลาที่กรรมให้ผลและที่สำคัญคือความประพฤติของแต่ละบุคคลในปัจจุบัน พระพุทธศาสนาสอนให้ไม่เป็นทาสของกรรมเก่า เช่นเดียวกับไม่เป็นทาสของตัณหา และให้ละเว้นเสีย และชำระจิตใจของตนให้บริสุทธ์ สะอาดตามหลักพระโอวาท ๓ ....มีอะไรบ้าง?....คนเรามีจิตเป็นต้นเดิมของกรรมทุกอย่าง จิตเจตนาขึ้นก่อน จึงทำกรรมต่างๆออกไป ดังนั้นจึงสามารถจะทำอธิษฐาน คือตั้งใจว่าจะประสงค์ผลอันใด และเมื่อประกอบกรรมให้เหมาะแก่ผลอันนั้น ก็จะได้รับความสำเร็จ คำตอบสุดท้ายคือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดของปัญหา....เราเกิดมาทำไม..? "เราเกิดมาตามที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำ" คนที่เกิดมาดีย่อมมีอธิษฐานใจที่ดี  ขอยกตัวอย่างพระโพธิสัตว์ พระองค์ทรงอธิษฐานพระหทัยเพื่อบำเพ็ญพระบารมีในชาติทั้งหลาย...  ก็อันที่จริงแล้วทุกคนมีสิทธิ์ที่จะถือว่าตนเกิดมาเพื่อบำเพ็ญความดีให้มากขึ้นทุกชาติ และสามารถทำได้จริงๆด้วย... เพียงแค่นี้ " เราก็เกิดมาเพื่อความดีแล้ว"...ใช่ไหม?

ความสุข...ปราศจากทรัพย์สมบัติ...ไม่มี

ทรัพย์ คืออะไรในทัศนของพุทธบริษัท "สิ่งที่เป็นที่ปลื้มใจ"

ทรัพย์ในทางศสนา ความหมาย สิ่งที่ให้อัสสาทะ คือความรู้สึกพอใจอย่างยิ่ง(พุทธทาส,๒๕๔๙)ทรัพย์สมบัติเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์รู้จักการสะสม ทรัพย์ได้มาจากการแสวงหา จากความอยากความต้องการของคน ถ้าความต้องการได้มาจากความไม่รู้ หรือความโง่ เรียกว่ากิเลสและตัญหา ทรัย์ที่ยังผลให้ปิติต้องเป็นทรัพย์ที่ได้มาด้วยปัญญา พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ปัญญาเป็นทรัพย์สุดยอด ในทั้งหมดของทรัพย์ ๗ ประการที่ได้ชื่อว่า เป็นอริยทรัย์...อะไรบ้าง ?....

     ทรัพย์ของมนุษย์โดยพื้นฐาน คือปัจจัยให้มีชีวิตรอดได้

     ทรัพย์มีส่วนช่วยดับทุกข์

     ทรัพย์เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใหชีวิตนั้นตั้งอยู่

เกี่ยวกับทรัพย์พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า อย่างไร ?

พระองค์ทรงแสดงไว้ว่า ทรัพย์ของฆราวาสจำต้องมีไว้....เพื่อ

-ทรัพย์มีไว้ใช้สำหรับตน

-ทรัพย์มีไว้เพื่อครอบครัว

-ทรัพย์มีไว้เพื่อใช้เป็นราชพลี

-ทรัพย์มีไว้เพื่ออติถิพลี

-ทรัพย์มีไว้เพื่อปุพพเปตพลี ประการสุดท้ายนี้แม้ร่างกายจะวายชน ยังต้องมีทรัพย์ไว้เพื่อวงค์สกุลสืบไป

การหาทรัพย์ การหาทรัพย์เพื่อความสุขต้องไม่ก่อเวรกรรม

การได้มาซึ่งทรัพย์ ต้องประกอบด้วยศีล

และผู้มีทรัพย์ ต้องประกอบด้วยอริยทรัพย์  ทรัพย์นั้นจะยังประโยชน์ให้บรรลุถึงสภาพสูงสุดของมนุษย์..(พุทธทาส,๒๕๔๙)...ทรัพย์คือสิ่งที่เป็นที่ปลื้มใจ ย่อมรักและหวงแหน จะเกิดประโยชน์อะไรหากนำมากอง สุมไว้ เป็นมนุษย์ก็ไม่ต่างอะไรกับเปรตทูนภูเขา ตายไปแล้วไปไหนไม่ได้เพราะจิตยังยึดติด กลายเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ต่อไป.......

สรุปความได้ว่าทรัพย์สมบัติที่หามาได้นั้นเพื่อประโยชน์ ๕ ประการ

 ผู้มีทรัพย์สมบัติ ต้องมีอริยทรัพย์ไว้เพื่อคุ้มครองทรัพย์ จึงยังประโยชน์สุขสมบูรณ์

 อริยทรัพย์ คืออะไร ?

จากการอ่านและศึกษาตำราของผู้รู้ทั้งหลาย บ้างก็ว่า เป็นทรัพย์ที่พุทธบริษัทพึงสะสมไว้เพื่อใช้ในปรโลก หากเร่งสะสมก็จะยังประโยชน์ได้ทั้งชาตินี้ชาติหน้า ....

จะหาอริยทรัพย์ได้อย่างไร...? ที่ไหน....?.....หาคำตอบได้แล้วซิ..

 อันเนื่องมาจากประโยคเด่น  : ความสุข....ปราศจากทรัพย์ ....ไม่มี

ท่านผู้อ่าน คือผู้รู้มากในความคิดของผู้บันทึก...(ผู้บันทึกเองเพิ่งเข้ามาศึกษาตำราเกี่ยวกับพุทธศาสนาเมื่อไม่กี่ปีนี้เองหากเทียบกับอายุแล้วการศึกษาธรรมยังอยู่เพียงแค่ชั้นอนุบาล...และด้วยหลักของวิชานี้แล้วนั้นความเพียรเท่านั้น...จะบรรลุผลได้.)

เนื่องจากผู้บันทึกได้อ่านนิยามศัพท์จากตำราคู่มือมนุษย์(๒๕๓๒พิมพ์ครั้งที๘)ซึ่งเป็นหนังสือดีที่ควรเผยแพร่อีกเล่มหนึ่งของพ่อ(บิดาที่ล่วงลับไปแล้วคงเหลือไว้แต่ปัญญาให้ลูกๆได้ระลึกถึง)

มีผู้ให้นิยามศัพท์นี้ว่า ความสุข คือสิ่งทำลายโลก !!!!! ประกอบด้วยคำขยายความอีกมากมายทิ้งไว้ให้ผู้อ่านได้คิด....นำไปพิสูจน์.......ว่างมาก..จะนำมาเขียนให้มาก...กว่านี้..............

เหงาไหม...? ถ้าเราจะละจากกิเลส(ความรู้สึกเศร้าหมอง)-ตัณหา(ความทะยานอยาก ความใคร่ในกาม)

 

                           

คำ...?........นี้มีคำตอบให้ดังนี้  ท่านพุทธทาส กล่าวเอาไว้ สรุปได้คำตอบของคำถามนี้ให้เราไปพินิจดู เข้าไปให้ถึงหลักของพุทธศาสนา ว่าเป็นอย่างไร.....ศาสนาพุทธนี้ช่างแยบยล.....หากเรามองพุทธศาสนาให้เป็นศิลปะวิชา แขนงหนึ่ง เราก็จะพบคำตอบ........ ต่อไปนี้จึงเป็นคำตอบของท่านผู้รู้เห็นประจักษ์แล้ว....ท่านพุทธทาสกล่าวว่า

ในพุทธศาสนามีความงดงามอยู่ ๓ ประการ

ความงดงามในเบื้องต้นคือ ศีล

ความงดงามในเบื้องกลาง คือ จิตใจที่สงบ

ความงดงามในเบื้องปลาย คือ ปัญญา

หากวิเคราะห์คำตอบที่ท่านผู้รู้กล่าวตามหลักพุทธศาสนาแล้วนั้น จะพบว่า ๓ ประการด้านบนนั้น คือ ๓ ใน๗ประการของอริยทรัพย์  (ก็ทรัพย์ของพระอริยเจ้านะจ๊ะ)  ความงดงาม ๓ประการนี้หากพุทธบริษัทใดมีไว้ครอบครองได้ชื่อว่าเป็นผู้มีศิลปะแห่งการครองชีวิตอยู่อย่างสูงสุดแล้ว พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ผู้ดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้องตามศิลปะแห่งการครองชีวิตผู้นั้นคือผู้มีชัยชนะอยู่เหนือสิ่งทั้งปวงที่เข้ามาแวดล้อมตน ท่านพุทธทาสกล่าวว่าผู้ที่เข้าถึงย่อมได้รับความบันเทิงเริงใจตามหลักธรรมะ แล้วผู้นั้นจะไม่เหงา ไม่เศร้า  ไม่หมอง มีแต่ความเบิกบาน........(สาธุ...สาธุ...สาธุ...ผู้บันทึกแอบนึกคิดในใจเงียบๆ ว่าอันที่จริงความหมายของทรัพย์ในพุทธบริษัท หรือปุถุชนธรรมดาอย่างเช่นเรา..คือความปลื้มใจ แต่นี่ถ้าใครสามารถขวนขวานหามาครองได้....เป็นทรัพย์ของอริยเจ้า...ก็....อดคิดไม่ได้ว่า......ถ้าท่าน.....หรือถ้าเรานี้มีบุญ... (อายุยืน) ขวนขวายได้มาครอบครองคงเป็นปลื้มไม่รู้กี่ร้อย พันเท่าทวีคูณ...จริงไหม? .....

 ทางลัด...เข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนา

บางครั้งถ้าเราพูดถึงเรื่องศาสนาหลายคนมักจะเกิดความเบื่อหน่าย ไม่อยาก..พูด ไม่อยากอ่าน...รวมทั้งไม่อยากเข้าวัด....เลยก็อาจเป็นได้ อาการต่างๆ ประเมินตามหลักของชั้นอนุบาลได้คือเด็กขาดความพร้อม....ผู้ที่เกี่ยวข้องจะทำเช่นไร ๑) ปล่อยให้เล่นของเล่นที่เขาชอบ :เด็กยังอยู่ในขั้นยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ๒)กระตุ้นโดยยึดหลักวิชาการหรือทฤษฎีต่างๆ

แต่เอ....พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ ซึ่งรวมทั้งตัวผู้บ้นทึกเองก่อนหน้านี้เป็นเช่นนี้จริงๆ พุทธศาสนาที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก หรือจะเรียกได้ว่าเป็นสมบัติที่เราได้มาโดยสัญชาติก็ว่าได้ เราก็รู้อยู่แค่นั้น กว่าจะรู้กว่าสมบัติที่ได้มาโดยสัญชาตินี้แหละคือสิ่งที่มีค่าสูงสุดควรแก่การศึกษาเพื่อเข้าถึงแก่นแท้นั้น...เกือบจะสายเกินไป....เพราะมัวหลงอยู่แต่สมบัติที่จอมปลอมไม่เที่ยงแท้ทั้งหลาย...แม้แต่ร่างกายของตนเอง....

แต่ในทัศนของผู้บันทึก......เอง อายุปูนนี้ก็มากอยู่..เห็นอะไรมามากเกินครึ่งร้อยแม้จะหาข้อสรุปในบางเรื่องบางอย่างยังไม่ได้สำหรับตัวเองก็....คงให้เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้...ตามเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้ง.....

ความเคยชิน..และศาสนาเป็นเรื่องที่เราได้มาง่ายๆ(โดยสัญชาติ) จึงทำให้มองข้ามความสำคัญ...

ตัวผู้บันทึกเองเกิดมาจำความได้ ก็เห็นคุณพ่อ -คุณย่าทำกิจกรรมเกี่ยวกับศาสนาอยู่แล้วเป็นภาพที่ยังคงความชัดเจนอยู่ในมโนภาพ เห็นคุณพ่อเขียนจารึกหรือเปล่า? ประมาณนั้น ชื่อ..นามสกุลของย่าไว้บนตู้...ถ้วยชาม..รวมทั้งของใช้ที่สำคัญอื่นๆเกี่ยวกับพุทธศาสนาถวายวัดนั้น.วัดนี้บ้าง....จนจำได้ว่าข้อความนั้นเขียนว่าอย่างไรทั้งๆที่อ่านหนังสือยังไม่เป็น...พูดไป...ท่องไป..เรื่อยเปื่อย...เป็นที่ชื่นชอบ..รักใคร่เอ็นดูให้กับผู้ใหญ่..ตามประสา..เด็กเอย..อยู่อย่างงั้นจนโตถึงวลาต้องเข้าโรงเรียนก็จะห่างออกมาจากคุณพ่อ - คุณย่า เพราะตัวเราก็มีหน้าที่ที่ต้องเรียนหนังสือไม่ได้ไปวิ่งเกาะ วิ่งหาผู้ใหญ่คนนั้นทีคนี้ทีเหมือนครั้งยังเด็ก....

และเมื่อถึงเวลานี้..ทางที่ถูก..และเหมาะสมก็น่าจะเลือกลางลัดแล้วแหละ..เพื่อให้เข้า(ใกล้)ถึงหัวใจพุทธศาสนา :ใช้คำว่าเข้าใกล้น่าจะพอฟังได้ การจะเข้าให้ถึงนี่เป็นเรื่องของความพยายาม หรือยังต้องผ่านความพยายามก่อน มันยากส์...และไม่ท้าทายเลย..

นั่นคงเป็นเพราะเราเอาหัวใจ/ เราปล่อยใจเราไปยึดติดกับสิ่งอื่นๆแล้ว(และ มากเกินไป..โดยเฉพาะเรื่องของความรัก...ถ้าใจไปยึดติดความทุกข์นี่ออกได้ไม่ยากนะใช่ไหม?....) จนจะแกะออกได้ไหมนี่..... ?...คือคำถามที่ต้องถามใจตัวเอง ในทางพุทธศาสนากล่าวว่า อะไรจะเกิดนั่นเป็นปัจจัยมาจากภายใจ ใจสำคัญที่สุด ที่ก่อให้เกิดต้น(กรรม)...เหตุแห่งกรรม

.......ใจที่ยึดติดกับความรักหาทางหลุดพ้นได้ยากกว่าติดทุกข์ อันนี้ตั้งเป็นสมมติฐานจากการบริโภคข่าว (ตั้งโดยเจ้าของบล็อก... เอง) เพราะเราจะได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่า....อย่างล่าสุดก็มีดารา ...ไปทางนี้...(วัด) นักข่าวตั้งข้อสัมภาษณ์ไว้ก่อนเลยว่า...หรือเปล่า?.......และอื่นๆ..ล้มละลายก็มี...ผิดหวัง..เสียใจ.งอะไรประมาณนี้....แล้วก็เข้าวัด.......

พา..ใจที่ติดรักหาทางลัดเข้าวัด...กันดีกว่า

ความรักเอย....?.บทนิยามของความรักมีมากเหลือเกิน...เอ...น่าจะลองนับดูเฉพาะที่คนทั่วไปใช้กัน

 ....แต่ผู้บันทึกไปได้ยินแล้ว...และอยากบอกต่อ..ถ้าไม่ใช่เรื่องจริงก็คิดเสียว่าเป็นกุศโลบายที่ดีดี...แล้วใครล่ะช่างคิดขึ้นมาได้...

จากความถูกต้อง..บ้าง..สู่ความถูกต้องที่สุด ใจที่ติคทุกข์เห็นธรรมได้ไวกว่าใจติดรัก..ถ้า..มี ใจที่ติดรัก..ในนิยามของผู้บันทึก หมายถึงจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก และพร้อมที่จะรักใครก็ได้ถ้าเราวิเคราะห์แล้วว่าเขาดีพอ...จะ(จง)ไปได้แบบยกกำลังสอง...

ในทางพุทธศานาท่านพุทธทาสกล่าวว่า จิตใจที่เต็มไปด้วยอารมณ์ไม่ว่าจะรัก จะชัง จะทุกข์ มีความแกว่งไหวไม่ต่างกันเลย เป็นภาวะของอารมณ์

ทีนี้จะเล่าเรื่องพุทธประวัติบ้าง..ว่าทำไม..? พระพุทธเจ้าจึงทรงสละราชทรัพย์สมบัติ ออกบวชในครั้งนั้น..

คำตอบนี้ 

ผู้บันทึก

  •  ได้มาจากโรงเรียนเมื่อครั้งยังเด็ก... : เพราะพระองค์ทรงเบื่อหน่ายชีวิตเพราะเห็นคนเกิด..แก่..เจ็บ..แล้วก็ตายในที่สุดอยู่เช่นนั้น จึงหาทาง(หนี)ออกบวช
  • ได้จากตำรา(อ้างอิง...วันหลัง)ว่าใน : ครั้งพระองค์ยังคงเป็นกษัตริย์นั้นได้เห็นเหล่าเสนา อมาตย์ ข้าราชการฉ้อโกง แม้จะมีกฏหมายบ้านเมือง ข้อคิด ข้อปฏิบัติจากผู้รู้นักวิชาการ กระทั่งนักบวชที่นับถือในสมัยนั้น..ทั้งหลายทั้งปวง..แนะนำวิธีการ ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ พระองค์จึงคิดว่าตัวพระองค์เองน่าจะออกไปแสวงหาคำตอบเอง...นับเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่นัก..(สละราชบัลลังก์เพื่อคงไว้ซึ่งราชบัลลังก์) เอ....แต่ก็น่าคิด..นะถ้าเอามาผนวกกับ ...นิยามศัพท์..ที่มีผู้ให้นิยามไว้ว่า...ความสุขคือ ความพินาศของโลก..!!!!!....(คู่มือมนุษย์ หนังสือเล่มนี้มีตีพิมพ์ตั้งแต่..พศ.๒๕๐๑(ผู้บันทึกยังไม่เกิดเลย) อาจจะก่อนด้วยซ้ำไป เพราะลายเซ็นที่ระบุไว้โดยท่านพุทธทาสภิกขุ,สวนโมกขพลาราม ไชยา.(๒๕๐๑)เป็นฉบับที่ปรับปรุงภาษาไปบ้างแล้ว และหนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลหลายภาษามาก....)หาใช่แค่ความพินาศ(แต่)ประเทศชาติไม่.....
  • จากการได้ไปปฏิบัติกรรมฐาน :  อันนี้น่าจะเข้ายุคหน่อย กล่าวว่าเพราะความรักที่พระองค์มีต่อพระนางสิริมหามายา..จึงนับได้ว่าพระองค์ทรงมีจิตใจที่ประเสริฐ และดีงามเหลือเกินทั้งสองพระองค์..เหมือนเป็นคู่บุญนะ..ถ้าพูดภาษาเช่นเรา กรณีนี้ก็น่าจะเป็นไปได้ "มนุษย์มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์"....ไปถึงแก่นแท้ของธรรมแบบยกกำลังสอง ด้วยอานุภาพ อานิสงส์ แห่งความรักจึงยังประโยชน์ให้สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่                                                  ด้วยความรักที่ทั้งสองพระองค์มีให้แก่กันนั้นมากมายยิ่งใหญ่มหาศาลพระองค์ทรงมีความสุขมากขณะครองบัลลังก์ ครองรัก..จึงอยากจะแบ่งปันความรักที่ได้รับนี้ให้กับคนทั้งโลกเพื่อประกาศความรักของพระองค์..อย่างทั่วถึง(....นี่กระมังจึงเป็นที่มาของความรัก(ที่)แท้จริง(แล้ว)ต้องเสียสละ อย่ายึดติดอย่าเอาไว้เป็นของเราคนเดียว.....)จึงได้ขอต่อพระนางสิริมหามายา และได้ออกบวชในครั้งนั้น..... 

 กลับมาที่ทางลัดที่จะเข้าถึงหัวใจพุทธศาสนาดังนี้

  • ขยันทำงานพื่องาน
  • ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่
  • มีความสุขจากการทำงาน

 คือการดำเนินตามตามอริยมรรคมีองค์๘ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา  ในบทนี้ท่านยังพูดถึงการทำงานเพื่อส่วนรวมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน (จิตอาสา/จิตสาธารณะ)ที่เราต้องการให้เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน( ๓ ประการในเบื้องต้นนั้นเราเป็นทำ..แต่ไม่ได้ทำเพื่อตนเองเลย...)ดังนี้ได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธที่ปฏิบัติตามหลักของพุทธศานาโดยแท้จริง

มาถึงตอนนี้.....บางท่านอาจจะได้คำตอบให้กับตัวเองแล้ว.......ว่าจะเข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนาได้อย่างไร(หัวใจของศาสนาคือความว่างเปล่า...)

สำหรับผู้บันทึกแล้วคิดว่า ถ้าหัวใจของศาสนาคือความว่างเปล่า...แล้วพุทธบริษัทใดจะถึงพร้อมได้....เสน่ห์หรือรสอร่อยของโลก(อัสสาทะ) ที่เราลิ้มลอง..เราติดใจ...นั่นคืออะไร...(คำตอบ คือสิ่งที่ทำให้คนพึงพอใจ แล้วก็รู้สึกเป็นสุข ได้รับความสุขคือผลตอบแทน) ...เกิดมาจากอะไร?(คำตอบ: เกิดมาทาง ตา หู จมูก ลื้น กาย )

คิดเสียใหม่....ไปให้ถึงความว่างเปล่าได้อย่างไร ? เมื่อใจติดรัก(ความชอบมากกว่าปกติ) จิตใจที่เต็มไปด้วยอารมณ์ไม่ว่าจะรัก จะชัง แกว่งไหวไม่ต่างกันเลย จิตไม่ว่างเปล่าเป็นจิตที่ไม่นิ่ง แล้วจะทำอย่างไร?..

      ในศาสตร์ของจิตวิทยาตามหลัก psychology สัมผัสการรับรู้ของมนุษย์มีอยู่ ๕ ประการ คือ สัมผัสทางตา หู กาย จมูก ลิ้น และผิวกาย..สัมผัสทั้ง ๕ เป็นสื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ในเด็กตั้งแต่แรกเกิดมาลืมตาดูโลก....และเป็นเครื่องดนตรีที่มนุษย์ได้มาแต่กำเนิดอีกด้วย......เอถ้าเช่นนั้นเราเคยพูดว่า"จิตใจคือต้นกรรม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็นกิ่งก้าน ของต้นกรรม นะซิ" และยังไปสัมพันธ์กับศาสตร์ต่างๆอีกตั้งมากมาย....

มุมมองพุทธศาสนาในแง่ของจิตวิทยา...?

 จิตวิทยาเป็นวิชาที่ว่าด้วยการกระทำของสิ่งมีชีวิตรวมทั้งการกระทำของมนุษย์และสัตว์ ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมที่แสดงออกทางกาย และความรู้สึก อาการที่เกิดจากความรู้สึก(อารมณ์)

ถึงตอนนี้จะสรุปได้ไหมว่าพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องของความงมงาย

คุณยาย(แม่ผู้ให้กำเนิด) คุณแม่บอกว่าผู้บันทึกเหมือนคุณย่าเข้าไปทุกที..?หลังจากคุณพ่อเสีย แม่บอกกับดิฉันว่าเข้าไปดูหนังสือธรรมะ ของพ่อสิแล้วเอาไปเก็บไว้ด้วย.. เป็นอีกเหตุปัจจัยหนึ่งที่ผู้บันทึกหันมาสนใจหนังสือธรรมะ และเริ่มต้นอ่านวันนิดวันละหน่อยเท่าที่มีเวลา...จากคนที่เมื่อก่อนไม่ชอบอ่านหนังสือเท่าใดนัก.. ยิ่งเกี่ยวกับธรรมะ มองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่ออ่านไปก็เท่านั้น..ไม่เห็นน่าสนุกตรงไหน..เกี่ยวกับพุทธศาสนามีแค่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เท่านั้นที่เรารู้เราเข้าใจ แต่ในเนื้อหาหลักของพุทธศาสนนั้นไม่เคยรู้ หรือรับ(ว่า)รู้มาก่อนเลย ผู้บันทึก ลองเข้าไปดูตำราของเด็กเรียนวิชานี้ ยังไงก็ยังมองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่ออยู่ดี ตำราไม่ได้ปลูกฝังให้รักและสนใจศึกษาวิชาพุทธสาสนาเลย...จึงเป็ยเรื่องน่าเสียดายโอกาส..

ผู้บันทึกเองในฐานะเป็นครูลองตั้งคำถามถามตัวเองว่า อ่านหนังสือเรียนของเด็กแล้วรู้สึกอย่างไร?....(เป็นคำถามก่อนเรียน และหลังอ่านเราได้อะไร)

 คำตอบ ชื่อหนังสือวิชาพุทธศาสนา น่าสนใจสำหรับเราและคนอื่นๆที่กำลังสนใจอยู่ในขณะนี้ ถ้าเป็นเด็กนักเรียนก็ต้องตอบว่าเพราะต้องการสอบผ่านวิชานี้....ลองเปิดอ่านดูซิ.......(เป็นวิชาประวัติศาสตร์ หรือนี่? น่าเบื่อจังเลย...)

 คำตอบ หลังอ่าน จำอะไรไม่ได้เลย....เพราะความจำเหลือน้อยลงไปทุกที...เพราะเหตุนี้ จึงต้องมาเรียนรู้ใหม่อีกครั้ง...

ศาสนาคืออะไร ?...ท่านพุทธทาสกล่าวว่าศาสนาคือคำสั่งสอน ตรงกับพจนานุกรมภาษาไทยที่บัญญัติไว้ พุทธศาสนาคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า(พุทธะ/ผู้รู้)

ผู้บันทึกคิดว่า หากปรับเปลี่ยนวิธีสอนวิชาพระพุทธศาสนาเสียใหม่ สำหรับเยาวชนแล้วน่าจะสามารถพบหลักพุทธศาสนา หรือเขาถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนาได้ ...เมืองไทยจึงจะเป็นเมืองพุทธที่สมบูรณ์แบบ..เป็นตัวอย่างให้กับชาวโลกได้..เป็นแนวทางในการดำรงอยู่ในโลกได้อย่างมีความสุขที่สมบูรณ์ (ความสุขที่ไม่ใช่การล้างทำลายโลก เพราะการไม่รู้จักอิ่ม..พอ..) วิชาพุทธศาสนาจึงจะเป็นวิชาที่ด้วยเรื่องคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยเนื้อแท้ และจะน่าสนใจ น่าเรียนรู้มากขึ้นหาก เอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นสมมุติฐานแล้วสอนให้เด็กๆ (นักเรียน) ค้นคว้าหาคำตอบ (เป็นแนวทางในการเรียนการสอนแบบวิทยาศาสตร์) เช่น พระพุทธเจ้าสอนว่าการลักทรัพย์ไม่ดี ต่อผู้ปฏิบัติ เด็กๆก็จะไปค้นคว้าหาหลักฐาน เอกสารอ้างอิง(คงไม่ต้องถึงกับลองลักทรัพย์ดูว่าผลจะเป็นเช่นไร) เพื่อยืนยันและสรุปตามข้อมูลหรือข้อความรู้ที่ได้ค้นคว้ามา...ประมาณนี้ ซึ่งผู้บันทึกคิดว่าการเรียนการสอนแบบนี้ คือสิ่งที่ผู้บันทึกำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้..

           ยกตัวอย่างอีกหนึ่งตัวอย่าง พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ภิกษุฉันท์อาหารวันละ ๒ มื้อ เมื่อก่อนผู้บันทึกแปลกใจ ว่าเอทำไม?.. นะทำไม?...ข้าวปลาอาหารเราก็พอมี เงินทองก็พอจะหาซื้อมากินได้จะอดมื้อเย็นไปทำไม? ..ทำไมอยู่ได้ไม่หิวหรือไง ไม่เป็นโรคกระเพาะดอกหรือ?  อยากลองดูบ้าง... ก็เริ่มลดอาหาร..มื้อเย็นหลังจากเลิกงานก็แวะซื้อนำเต้าฮู้ในใจยังไม่รู้จักว่าพออิ่มเป็นเช่นไร เคยแต่อิ่มแล้วต้องเหลือ.. แรกๆก็สั่งให้คนขายใส่เมล็ดธัญพืชเยอะๆ หน่อย..แพงบ้างก็ไม่เป็นไร..กลัวมาก กลัวหิว.. เตรียมผลไม้รสจืดๆ ที่ชอบทานไว้ด้วยและยังเตรียมชาชนิดต่างๆไว้อีก.. ทานไปได้สักระยะยังไม่ทันถึงเดือน ร่างกายก็ปรับสภาพได้..จนเดี๋ยวนี้สบายมาก..มาก..เลยไม่ทานเลยก็ได้.....มีความรู้สึกว่าเราปลดปล่อยทุกข์ไปได้อีกประการหนึ่งแล้ว...ไม่ต้องเสียเวลาหาอาหารมื้อเย็น รู้สึกเป็นอิสระในเวลาอาหารเย็นสามารถทำสิ่งอื่นๆได้อีกมากมาย..(รู้สึกมีความสุขที่ไม่ทานอาหารเย็นเสียได้)หลักพระพุทธศาสนาบางประเภทเป็นวิทยาศาสตร์

สำหรับผู้บันทึก คิดว่าโดยเนื้อแท้วิชาพระพุทธศาสนา เป็นวิทยาศาสตร์แต่โดยเหตุที่เป็นวิชาความรู้ที่มีประวัติยาวนานบางส่วนมีการประยุกต์เพื่อให้เข้ายุคสมัยนั้น จึงมีแนวคิดผสมผสานเชิงปรัชญา 

วิชาพระพุทธศาสนากล่าวถึงความเจริญทางด้านจิตใจ/วิธีปฏิบัติเพื่อให้จิตใจว่างเปล่า/การเข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคือวิธีดับทุกข์(วิเคราะห์แบบครูอนุบาล) หรือจะเรียกว่าพัฒนาการทางด้านจิตใจ-อารมณ์ ที่ไม่สามารถแยกออกจากพัฒนาการทางกายได้เลย

โดยเหตุที่....วิชาพระพุทธศาสนามีแง่คิดที่หลากหลายเกี่ยวกับศาสตร์ต่างๆ.. ลึกซึ้งในเชิงปรัชญา เร้นลับในเรื่องของสภาวะจิต..เกี่ยวกับเรื่องพระพุทธศาสนาจึงมองดูเป็นเรื่องที่ยากแก่การเข้าถึงแก่นแท้ของศาสตร์นี้ สังเกตจากคำว่า (ความเพียรเป็นที่ตั้ง พยายามเพื่อ...)สัมพันธ์กับคำว่า"เวียนว่ายตายเกิด" และมีคำว่า" ผู้เข้าถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนา ย่อมเกิดความเพลิดเพลินในจิตที่ใฝ่(ต้องการ)ธรรม"บ้าง บางครั้งเหมือนเป็นปริศนา  มีคำว่า"แม้คนตัดฝืนขายที่ไม่รู้หนังสือก็เข้าถึงตัวของพุทธศานาได้" "ใครมัวแต่ศึกษาพุทธศานาจากพระไตรปิฎกแต่ในแง่ภาษาหรือวรรณคดีจะไม่สามารถเข้าถึงตัวของพุทธศานาที่แท้จริงได้"

 

 "วิธีปฏิบัติให้จิต(ใจ)ว่างเปล่า.เพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนา.?..

ไปให้ถึงความว่างเปล่าได้อย่างไร ? เมื่อใจติดรัก(ความชอบมากกว่าปกติ) จิตใจที่เต็มไปด้วยอารมณ์ไม่ว่าจะรัก จะชัง แกว่งไหวไม่ต่างกันเลย จิตไม่ว่างเปล่าเป็นจิตที่ไม่นิ่ง แล้วจะทำอย่างไร?..(ในทางธรรมเรียกว่าทุกข์)

ท่านพุทธทาส กล่าว..ให้รู้ว่า....สิ่งที่เรากำลังรักใคร่ หลงไหลและยินดี....อยู่         นั้นเป็น.."อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" อะไรที่ทำให้จิตใจหวั่นไหวเป็นทุกข์...ทั้งนั้น..!!!จิตก็จะหลุดพ้นขึ้นมาทันที(ที่ขีดเส้นใต้ เรียกว่า "ตาย") ไม่ทันนาน หรือจะนานหน่อยอยู่ที่การฝึกของแต่ละคน เวียนมาอีกรอบ จิตคิดถึงอีกแล้ว หรือแวบเข้ามาหวั่นไหวอีกรอบ(เรียกว่าเกิด) "จึงต้องพยายามทำใจให้สงบอีก .....เช่นนี้ เรียกว่า..เวียนว่ายตายเกิด" นี่แหละคือธรรมะ ถ้าเราเห็นจิตของเราเป็นเช่นนี้ แสดงว่าเราเห็นธรรมะแล้ว.......เอ..วังด้วยบทนี้..แล....

พบกันใหม่...หัวข้อใหม่...หากเรามีใจใฝ่ธรรม..จากหนังสือของพ่อ...