ทุกๆ ที่ในโลกใบนี้ ย่อมเต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความเชื่อและศรัทธาของมนุษย์เสมอ

๑๒  พฤศจิกายน  ๒๕๕๒  -
ก่อนแดดยามเช้าจะทอแสงจัดจ้า  รถบัสคันใหญ่
ก็นำพาผมและบุคลากรจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เดินทางออกจากจังหวัดมุกดาหารไปสู่เมืองสะวันนะเขตของประเทศลาว  เพื่อสัญจรไกลไปยังประเทศเวียดนาม

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมกำลังจะได้นำพาชีวิตของตัวเองไปเยือนดินแดนที่เคยคุกรุ่นไปด้วยสงครามอันยาวนานในภาคพื้นอินโดจีน 
       และสงครามที่ว่านั้น  ก็เป็นทั้งสงครามที่รบพุ่งกันระหว่างคนในชาติกับผู้รุกล้ำนอกแผ่นดินเกิด  รวมถึงสงครามของคนในชาติ ที่ต่างก็ลุกขึ้นมาจับปืนสู้รบกัน เพียงเพื่อรวมผืนแผ่นดินสองซีกฝั่งให้เป็นหนึ่งเดียว  โดยปราศจากคำว่าเวียดนามเหนือ..เวียดนามใต้ 

 

การเดินทางในครั้งนี้  ชวนให้ผมตื่นตัวอยู่ค่อนข้างมาก  เพราะโดยส่วนตัวนั้น  ผมมีความทรงจำมากมายเหลือเกินกับความเป็นประเทศเวียดนาม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวแห่งสงครามและสังคมในระบอบคอมมิวนิสต์ที่สมัยเด็กๆ ผมคล้ายกับจะรับรู้มาว่า ระบบดังกล่าวนั้น เคยสั่นสะเทือนมายังเมืองไทยอยู่มากโข 

 

และเช่นเดียวกันนี้  ผมก็ยังรับรู้ในทำนองว่า  เวียดนาม คือ ประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่กำลังฟื้นตัวจากภัยสงครามโดยมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์  รวมถึงวาทกรรมอีกมากมายที่ฝังหัวเป็นความจำมาตั้งแต่เด็กๆ อาทิเช่น  งอบ  ญวนอพยพ  ก๋วยเตี๋ยวเฝอ  แหนมเนือง  ข้าวเกรียบปากหม้อ

  

 

บ้านหลังเล็กบนถนนเส้นหมายเลข ๙ บนแผ่นดินของเมืองลาว


ผมเดินทางมาถึงเวียดนามด้วยเส้นทางหมายเลข ๙
ถึงแม้ว่าลึกเร้นของหัวใจจะตื่นเต้นกับการเดินทางในครั้งนี้อยู่มาก  แต่ก็ขอสารภาพตรงนี้เลยว่า  เกือบครึ่งหนึ่งของระยะทางนั้น  ผมแทบจะหลับมาตลอดทางเลยก็ว่าได้  เพราะนั่นคือวิธีการสุดฮิตที่ผมมักเลือกมาชดเชยเป็นการพักผ่อนให้กับชีวิตตนเอง หลังจากละเลยอย่างต่อเนื่องมาหลายวันหลายคืน  ซึ่งกว่ารถบัสจะเทียบเข้าสู่ชานชะลาแห่งเมืองเว้ของเวียดนาม เวลาตอนนั้นก็ล่วงเข้าบ่ายสามโมงต้นๆ เลยทีเดียว

 

วันนี้, เวลาบ่ายสามโมงของเมืองเว้นั้น  แดดดูจะไม่ร้อนอบอ้าวนัก คล้ายกับมีกลิ่นฝนจากจางไปเพียงไม่กี่วันเลยก็ว่าได้  และเท่าที่รู้มา  ช่วงนี้ก็น่าจะเป็นหน้าหนาวแล้ว  แต่ความจริงที่ปรากฏนั้น  กลับออกมาในทางร้อนเสียมากกว่า  แต่ถึงกระนั้น การศึกษาเรียนรู้ต่างๆ ก็ยังต้องดำเนินไปตามโปรแกรมที่กำหนดไว้  ซึ่งจุดหมายแรกของการทอดเท้าเข้าเรียนรู้นั้นก็คือ “วัดเทียนมู่” 

 

แม่น้ำหอมในห้วงยามที่พระอาทิตย์จวนเจียนลับฟ้า

 

วัดเทียนมู่  หรือที่เรียกตามตำนานของชาวเวียดนามว่า “วัดนางฟ้า”  เป็นศูนย์กลางของวัดในพระพุทธศาสนานิกายเซน  มีอายุยาวนานกว่า ๔๐๐ ปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอม  หรือแม่น้ำซงเฮือง และเหตุที่เรียกว่าวัดนางฟ้านั้น ก็เพราะคำว่าเทียนมู่ แปลว่า นางฟ้า  หรือหญิงจากสรวงสวรรค์  โดยเจ้าไกด์หนุ่มหน้าทะเล้นและอารมณ์ดีในชื่อ“บอย”  บอกเล่าให้เราได้รับรู้ร่วมกันในทำนองว่า ...

          “นานมาแล้ว  มีนางฟ้าจำแลงกายลงมาเป็นสตรีท่านหนึ่ง  เธอบอกกล่าวกับชาวเมืองว่าในอนาคตจะมีผู้มีบุญบารมีมาสร้างวัดขึ้นในสถานที่แห่งนี้ และท่านผู้นั้นก็จะเป็นผู้ปกครองเมืองเว้ในที่สุด  (ซึ่งต่อมาก็เชื่อกันว่าเป็นคนในตระกูลเหงียนนั่นเอง)...”

 

 

อีกมุมของแม่น้ำหอมที่มองจากบันไดขึ้นสู่วัดเทียนมู่

 

หรือในอีกท่วงนองหนึ่งว่า

 

          “นานมาแล้ว  ชาวเมืองเล่ากันว่า  มีคนพบเห็นนางฟ้าลงมาปรากฏตัวและให้พรแก่ชาวเมือง ณ ที่แห่งนี้เป็นประจำ  และพรที่ว่านั้นก็จะบันดาลให้ผู้ขอพบเจอแต่ความสุข  จนในที่สุด ชาวเมืองก็ร่วมกันสร้างวัดนี้ขึ้น เพื่อเป็นการตอบแทนความมีน้ำใจและความเมตตาของนางฟ้า”

 

 

หรือในอีกตำนานหนึ่งว่า

           "เจ้าเมืองคนที่สร้างวัดแห่งนี้ฝันว่า มีคนบอกให้ท่านสร้างวัดขึ้นมาหนึ่งแห่ง โดยให้จุดธูป ๑ ดอก แล้วออกเดินทางจากวังไปเรื่อยๆ เมื่อใดธูปในมือดับหรือหมดลง ให้ถือเอาสถานที่ตรงนั้นเป็นสถานที่สร้างวัด ซึ่งเมื่อตื่นนอนขึ้น  เจ้าเมืองก็ดำเนินการตามที่ท่านได้ฝันถึงนั่นเอง"

แน่นอนครับ  เรื่องที่ไกด์หนุ่มอารมณ์ดีได้เล่าให้ฟังนั้น  จะเป็นจริงหรือเท็จนั้น  ผมไม่อาจหยั่งรู้ได้  ผมรู้แต่เพียงว่า  ผมรักและชอบที่จะฟังเรื่องเล่าในทำนองที่เป็นตำนานมุขปาฐะเช่นนี้เสมอ 
           เพราะนั่นคือสิ่งที่ยืนยันได้ว่า  ทุกๆ ที่ในโลกใบนี้  ย่อมเต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความเชื่อและศรัทธาของมนุษย์เสมอ 
          และเรื่องเหล่านั้น ก็ทรงอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของคนพื้นถิ่นนั้นด้วยเช่นกัน
          ยิ่งเรื่องเล่าดังกล่าว ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร หรือสังคมนั้นๆ  ตรงกันข้ามกลับทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข  ผมก็ไม่เห็นความสำคัญใดๆ ที่จะต้องพิสูจน์ความเท็จจริงของเรื่องเล่าเหล่านั้นสักนิด 
          แถมยังปรารถนาที่จะปล่อยให้เรื่องเล่าเหล่านั้น  ได้ทำหน้าที่ของมันเคียงคู่สังคมต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จบเลยยิ่งดีใหญ่

 

แต่ที่แน่ๆ วัดแห่งนี้ มีเรื่องเล่าที่เป็นจริง  โดยมีหลักฐานยืนยันชัดแจ้งเลยก็คือ  ...

       “วัดแห่งนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาวเวียดนามค่อนข้างมาก  โดยเฉพาะประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองที่ผู้นำประเทศอย่าง “โง ดินห์ เดียม”  ได้ใช้อำนาจบังคับ หรือครอบงำให้พลเมืองนับถือศาสนาคริสต์  โดยไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน  จนกระทั่งเจ้าอาวาสในสมัยนั้น คือ พระภิกษุ “ทิก กวาง หยุก”  ได้ตัดสินใจขับรถออสตินสีฟ้ามุ่งตรงไปยังกรุงไซ่ง่อน  เพื่อการอุทิศตนทำการประท้วงอย่างองอาจ  ด้วยการเผาตัวท่านเองต่อสาธารณะ  จนมอดไหม้ไปกับเปลวเพลิง  ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นตรงกับวันที่ ๑๑  มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๖”

 

 

เหตุการณ์ดังกล่าว  ชวนให้ผมหวนคิดไปถึงเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง  อย่างน้อยก็รู้สึกอิ่มใจในแผ่นดินสยามที่พลเมืองทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพอันชอบธรรมที่จะเชื่อ หรือศรัทธาศาสนาใดศาสนาหนึ่ง
         หรือแม้แต่จะเป็นคนไร้ศาสนาก็เถอะ  เราก็ไม่นับว่าใครคนนั้นต้องเป็นคนนอกรีตของสังคม  เพียงแต่เราทุกคน  ยังต้องทำงานหนักในเรื่องของการตระหนักถึงการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมบนความต่างของเรื่องเหล่านี้อย่างภาคภูมิและให้เกียรติกันและกันเป็นสำคัญ

 

แต่สำหรับประวัติศาสตร์แห่งการเผาตัวเองจนมอดไหม้ไปกับเปลวเพลิงของพระภิกษุ "ทิก กวาง หยุก”นั้น  ต้องถือได้ว่า  นั่นคือการต่อสู้ในแบบอุทิศตนเพื่อสังคม หรือการรับใช้ต่อวิถีแห่งศรัทธาโดยแท้ 
       และถึงแม้วิธีการอาจดูเหมือนจะรุนแรงและเศร้าสะเทือนใจมากก็เถอะ  แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ...การคงอยู่ของศาสนาพุทธบนแผ่นดินของเวียดนาม  รวมถึงเรื่องสิทธิของพลเมืองที่มีเสรีภาพต่อการเลือกที่จะนับถือ หรือไม่นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างชอบธรรม 

 

เจดีย์หรือหอคอยแปดเหลี่ยมที่ชื่อว่าฟุกเดียน
สิ่งสำคัญของวัดและเมืองเว้
สร้างเมื่อปี พ.ศ.2387 สูง 21 เมตร
มี 7 ชั้น แต่ละชั้นแทนชาติภพต่างๆ
ตามความเชื่อแบบพุทธมหายาน

 

เช่นนี้เดียวกันนี้  ผมก็อดที่จะตั้งคำถามกับตัวเองอย่างเงียบๆ ไม่ได้กับเรื่องราวอันหมายถึงบทบาทและสถานการณ์ต่างๆ ของพระสงฆ์ไทยที่เข้ามามีส่วนร่วมกับการขับเคลื่อนสังคม ทั้งที่เป็นสังคมของวัดและสังคมของบ้านเมือง ซึ่งหมายถึงการเมืองการปกครองนั่นเอง 

แต่โดยที่สุดแล้ว  ผมก็จบเรื่องในหัวสมองอย่างชื่นมื่นด้วยการคิดคำนึงถึงเรื่องราวของครูบาศรีวิชัย หรือแม้แต่การจากไปของสืบ นาคะเสถียร แห่งห้วยขาแข้ง อันเป็นวีรบุรุษที่ผมมักเล่าให้นิสิตฟังในเวทีต่างๆ อย่างไม่รู้ลืม  
          และผมมีความเชื่อส่วนตัวอย่างแรงกล้าว่า  ถึงแม้ร่างกายของท่านเหล่านั้นจะแตกดับ หรือมอดไหม้ไปพร้อมกับไฟสงคราม หรือกระสุนปืนแล้วก็เถอะ   
          หากแต่ “หัวใจ” ของคนเหล่านั้น  ก็ยังสถิตอยู่คู่ผืนแผ่นดินอย่างไม่ต้องสงสัย 
          และยังจะเป็นเช่นนั้นสืบต่อไป นานและแสนนาน...

เหนือสิ่งอื่นใด  สำหรับบันทึกนี้  ผมเพียงแต่อยากจะบอกว่า คิดถึงบ้านอย่างมากมายก่ายกอง  เป็นการเดินทางไกลในต่างแดน แต่กลับหอมกลิ่นแผ่นดินเกิดอย่างไม่จากจาง

และที่สำคัญก็คือ ทุกครั้งที่พบเจออะไรก็ตาม  ผมมักอดที่จะคิดถึงเรื่องราวของประเทศไทยอันเป็นบ้านเกิดไม่ได้...
         และห้วงอารมณ์ที่ว่านั้น  ผมก็รู้สึกดีว่า  ความเป็นไทยติดตัวผมไปในทุกๆ ที่อย่างครบครัน...
        -เป็นไทในต่างแดน

 

๑๓ พ.ย.๕๒
๒๓.๕๖ น.
ดานัง-เวียดนาม