ผมไม่เชื่ออะไรหรอก แม้แต่ตัวเองยังไม่เชื่อเลย

หลังจากฝนตกหนักมาหลายวัน  วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสแดดแรง ฉันกับ Dr.Jho จึงไม่เปียกฝน
(แต่เปียกเหงื่อแทน) ในการออกเยี่ยมบ้าน

    ช่วงบ่าย เรามีนัดกับมิสเตอร์ R ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ ที่ลุกลามไปปอด..แกทักทายเราอย่างเป็นกันเอง เมื่อรู้ว่าฉันมาจากเมืองไทยก็บอกว่าเคยไปเที่ยวเมืองไทย 30 ปีก่อน พอจะพูดไทยได้ .. "ผมรักคุณ", "ไปเต้นรำ", "ไปกินข้าว" แกพูดได้ชัดถ้อยชัดคำ  นอกจากนี้แกยังพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง "ผมไม่เคยเรียนหรอกนะ A B C อาศัยจำๆ ที่เขาพูดกัน"  แกยังเล่าต่อไปว่า ตอนอายุ 20 เศษๆ ก็เริ่มทำการค้าของมือสอง ตั้งตัวไ้ด้..ฟังดูแล้ว แกน่าจะประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย..
     ทว่า ณ วันนี้ ไฉนชายสูงอายุ ผอม ที่หน้าท้องมีทั้ง colostomy และ cystostomy นอนบนเตียงเก่าๆ ในห้องเล็กๆ แกอยู่ตัวคนเดียวไม่มีครอบครัวโดยมี mate ที่พี่ชายจ้างให้มาดูแล  "ผมไม่ได้เล่นการพนันเลยนะ" "แต่ผมเป็นคนที่ ชอบใจก็ซื้ออย่างนาฬิกานี่" แกพูดพลางโชว์นาฬิกาข้อมือยี่ห้อดัง ที่บัดนี้ดูหลวมไปถนัดเมื่อเทียบกับข้อมือที่ลีบเล็ก.."สมบัติผมก็มีแค่นี้แหละ ถ้าผมตาย ใครอยากได้ก็เอาไปเลย"
    " คุณหมอที่มาจากเมืองไทย นับถือศาสนาอะไร" แกหันมาถามฉันอย่างอารมณ์ดี
ฉันจึงตอบว่านับถือพุทธ และถามกลับ "ผมไม่เชื่อ ไม่ว่าศาสนาอะไร" คำตอบนี้ทำให้ฉันนึกถึงคำว่า  Free thinker เชื่อตัวเอง "ไม่เลย แม้แต่ตัวเองผมก็ไม่เชื่อ เพราะมันคิดอะไรสับสนไปหมด เชื่อไม่ได้ "