ได้ทราบข่าวจากคุณ Phornphon  น้องชายชาวบล็อกที่ได้ให้ความช่วยเหลืออนุเคราะห์แก่นักเรียนและโรงเรียนวิทยสัมพันธ์ตลอดมา และได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมของการที่จะไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า    ซึ่งได้ให้คำตอบในเม้นท์ว่าจะตอบในบันทึก 

         การเดินจากตัวเมืองพิษณุโลก ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๒ ถนนมิตรภาพสายพิษณุโลก - หล่มสัก ระยะทางประมาณ ๖๘ กิโลเมตร ถึงสามแยกบ้านแยง เลี้ยวซ้าย ไปตามถนนหมายเลข ๒๐๑๓ เข้าสู่อำเภอนครไทย เป็นระยะทาง ๒๙ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวา เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๒๓๓๑ ระยะทางประมาณ ๓๑ กิโลเมตร จะถึงหน่วยบริการนักท่องเที่ยวและที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

          สำหรับที่พักมีทั้งบ้านพักตากอากาศและลานสำหรับกางเต้นท์  สามารถหารายละเอียดได้จากโทรศัพท์ ๐๕๕๒๓๓๕๒๗   โทรสาร ๐๕๕๓๒๓๕๒๗   อีเมล [email protected]/  

          ระยะนี้อากาศกำลังหนาวพอดีประมาณ ๑๕ - ๑๗ องศา C สามารถขับรถขึ้นลงได้สบาย  ทั้งรถเก๋ง  รถกระบะและรถตู้  ยกเว้นรถโดยสารคันใหญ่  จึงได้ขอหยิบยืมภาพมาจากเว็ปของอำเภอนครไทยมาให้ชม

    

          ลักษณะทางขาขึ้นภูหินร่องกล้า  จะมีลักษณะเหมือนกับการขึ้นภูทั่วไป  คือจะเป็นทางโค้ง คดเคี้ยว ใช้เกียร์ต่ำเหยียบขึ้นไปเรื่อย ๆ ประมาณ ๑๑  กิโลเมตร  ถ้าหากขับรถขึ้นเองจะได้บรรยากาศมาก ๆ ส่วนขาลงต้องเพิ่มความระมัดระวังกว่าขาขึ้นนิดหน่อย  คนขับจะมันและได้อารมณ์กว่าคนนั่ง

กุหลาบพันปี

         การเดินชมธรรมชาติ  เป็นถนนลาดยางเฉพาะเส้นทางที่ไปสำนักอำนาจรัฐ  โรงเรียนการเมือง ตลาดขายของที่ระลึก  หมู่บ้านชาวไทยภูเขาและโรงเรียนร่องกล้าวิทยา สาขาบ้านห้วยน้ำไซ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต ๓  ที่นี่จะได้ชมวิถีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งของเด็ก ๆ ที่โรงเรียนและชาวไทยภูเขา  มีร่องรอยของคนดังฝากไว้ให้พวกเรารำลึกถึงอย่างมีความหมาย

        ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านร่องกล้า  จะมีสำนักสงฆ์ที่สงบร่มเย็นมาก ๆ และไร่พืชผักเมืองหนาว ของชาวไทยภูเขา        

         ส่วนการไปชมธรรมชาติผาชูธง  ลานหินปุ่ม  ลานหินแตก หรือน้ำตกหมันแดง  ต้องเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่เป็นธรรมชาติของวนอุทยาน

         การที่จะเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประวัติศาสตร์ของ "ภูหินร่องกล้า"  มีร่องรอยทุกหย่อมหญ้าที่เข้มข้นให้เรียนรู้ได้ตลอดเวลา  นอกจากพิพิธภัณฑ์และ สิ่งที่หลงเหลือแล้ว ขอแนะนำหนังสือของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เรื่องสั้น "ร่อนเร่หาปลา"  จะทำให้เข้าใจความเป็นมาและเพิ่มความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น 

         สำหรับบรรยากาศ  ไม่อาจบรรยายให้เห็นจริงได้  ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของการสัมผัสของนักเสพธรรมชาติผสมผสานกับความรักประเทศชาติ รักแผ่นดิน ที่จะให้ความสำคัญที่แตกต่างกันไป

         การที่จะไปเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับ  อาจจะดูไม่มีความหมายต่อการไปสัมผัสแต่อย่างใด  นักท่องเที่ยวจึงนิยมที่จะไปพักค้างคืนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ  จะได้สัมผัสกับบรรยากาศได้ครบถ้วนทะเลหมอก พระอาทิตย์ขึ้น พระจันทร์ตก ทะเลดาว รวมทั้งกลิ่นไอที่หาได้ไม่ง่ายนัก  ทำให้นึกถึงคำขวัญของอำเภอนครไทย "พ่อขุนบางกลางท่าวจ้าวนคร    ดินแดนอนุสรณ์ภูหินร่องกล้า  จำปาขาวสวยสุดสะดุดตา  ประเพณีปวงข้าปักธงไชย"

          หากคุณ Phornphon และเพื่อน ๆ ชาวบล็อกต้องการความช่วยเหลือหรือสงสัยเรื่องราวที่ไม่ได้กล่าวมาในบันทึกนี้  ยินดีให้คำตอบค่ะ