Departures (2)

การสอนการเรียนและการประเมินมิติทางจิตวิญญาณ

เนื่องจากสาเหตุที่นำภาพยนต์เรื่องนี้มาฉาย ก็เพราะเป็นส่วนประกอบของการอบรมภาคปฏิบัติการเรียนการสอน Ethics และ palliative care ดังนั้น เราจึงมีการชมแบบใช้ mentality model ของ medical education ด้วย นั่นคือ มองหาเรื่องราวที่เกี่ยวกับการเรียน การสอน การประเมิน รวมไปถึงเรื่อง professionalism

เป็นที่ถกเถียงและพูดคุย กันมานาน ว่าสอนยังไงดี เรียนยังไงดี ประเมินได้หรือไม่และอย่างไร ยิ่งในหัวข้อที่ออกไปทางนามธรรมมากๆ เป็นปรัชญา เป็น values เป็น characters ของบุคคล จะทำอย่างไรจึงเกิดการเรียนรู้ไปในทางที่เราคาดหวังหรือใฝ่ฝันไว้?

Departures มีคนที่เป็น "อาจารย์" (ในภาพยนต์เรียก "หัวหน้า") คือ ซาซากิ แสดงโดยซึโตมุ ยามาซากิ (ผมดูแล้วคิดว่าหน้าตาคล้ายอาจารย์วิจารณ์ พานิชมาก แหะ แหะ สงสัยคิดถึงอาจารย์มากเกินไปครับ) หนักแน่น เคร่งขรึม พูดน้อย แต่พูดแต่ละครั้งจะลุ่มลึก จะว่าไปในภาพยนต์เรื่องนี้ตอนที่แกสอนไดโกะนั้น แกไม่ได้พูดอะไรสักคำกับไดโกะเลย แต่เป็นการ "สอนแสดง" สอนโดยทำให้ดู เพราะไม่ได้เป็นห้องเรียน แต่ต้องไปทำกับศพจริงๆ ต่อหน้าครอบครัวจริงๆ จะมานั่งจับมือทำ หรือขออนุญาตญาติๆว่าให้นักเรียนฝึกหัดทำหน่อย คงจะใช่ที่ แต่ปรากฏว่าแม้แต่เราคนดู เราก็ดูตามการกระทำของซาซากิอย่างเพลิดเพลิน มือไม้แทบจะขยับตามไปด้วย และข้อสำคัญ เราเกิดความเคารพในการปฏิบัติของท่านขึ้นมาจับใจ

ในเวลา ทำงาน ซาซากิ จะเคร่งขรึม เอาจริงเอาจัง และมีสมาธิที่สุด จิตใจมุ่งแน่วแน่ในงาน และทุ่มเทความรัก ความเอาใจใส่ในรายละเอียด และความ sensitive ต่อความรู้สึก ความสัมพันธ์ของผู้คนรอบข้างตลอดเวลา ช่วงเวลาบรรยายประกอบให้ญาติฟังว่ากำลังทำอะไร ใช้น้ำเช็ด ใช่้กระดาษเช็ดตรงไหนเพราะอะไร เป็นการชำระครั้งแรกหลังความตาย และครั้งแรกของชีวิตใหม่ ในขณะเดียวกันก็ปฏิบัติต่อร่างกายของผู้ไร้ชีวิตอย่างนอบน้อม ใช้มือ ใช้ผ้าป้องไม่ให้เห็นการกระทำบางอย่างที่อาจจะดูหวาดเสียว แต่ด้วยความชำนาญทำให้ไม่ดูลึกลับ ไม่ดูน่าสงสัยอะไร กระบวนท่าที่ใช้ในการถอดเสื้อผ้าออกและใส่ชุดที่เตรียมไว้ให้กับร่างกายนั้น ดูสง่างามและสวยงามอย่างยิ่ง

ตอน นี้อาจจะเป็นการแสดงให้เห็นว่า เรื่องบางเรื่อง อาทิ ความงาม ศักดิ์ศรี ความเคารพ ความสุนทรีย์ ความ sensitive อ่อนไหวต่อความรู้สึกของผู้อื่น สมาธิ ความตั้งใจแน่วแน่ คุณสมบัติเหล่านี้ในการถ่ายทอดมันไม่ใช่เรื่องของการใช้ wording swordplay หรือการเล่นถ้อยคำ พรรณนา ให้คำจำกัดความว่ามันคืออะไร แล้วจะเกิดการเรียนรู้เกิดขึ้น แต่เป็นการแสดงคุณสมบัติของความเป็นมนุษย์ว่าเราเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ ได้ ประดุจดั่งมีตัวรับติดตั้งไว้ในตัวเราอยู่แล้ว เมื่อเราประสบพบเจอ เราก็บอกได้ทันทีว่านี่แหละ คือ รัก งาม ศักดิ์ศรี เคารพ สุนทรีย์  ถ้าเราไปมุ่งเน้นแต่ท่องบ่นจำ definition คำแปล คำจำกัดความ ผู้เรียนยังไม่มีประสบการณ์ตรง ที่จะได้เรียนไปจะไม่มีคุณค่าใดๆของความหมายที่แท้จริงของคำเหล่านี้เลย ได้ไปเพียงคำอธิบายกลวงๆเท่านั้น

ในปัจจุบันการเรียนแล้วผลิต "มนุษย์น้ำลาย" (ขอยืมคำของท่านอาจารย์ Handy มาใช้หน่อยเถอะ โดนใจดี) ออกมาดูจะเป็นที่นิยม เพราะการถ่ายทอดทำได้ง่าย copy & paste ก็ง่าย ประเมินก็ง่าย ทำได้ต่อคนเรียนทีละเป็นร้อยเป็นพันก็ได้ คนเรียนก็มักง่าย ไม่ต้องไปหาประสบการณ์ตรง จะไป download จากไหนมาเมื่อไรก็ง่าย คนพูดเก่งจำเก่ง กลายเป็นคนดีไปได้ในชั่วพริบตา โดยไม่ต้องออกแรงอะไร

ในการเรียนก็มีการสื่อออกมาอย่างน่าสนใจ กรณีแรกที่ไดโกะได้เรียนนั้นปรากฏว่าเป็นศพของคุณป้าอายุมากที่ตายมาแล้วสองอาทิตย์โดยไม่มีใครทราบ สภาพของศพจึงกำลังเน่าเปื่อย ขึ้นอืด และมีกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก ใครเคยได้กลิ่นศพเน่าสองอาทิตย์จะจำไปตลอดชีวิตทีเดียว ใน case นี้เรียกว่าไดโกะแทบจะไม่ได้เรียนอะไรเลย เพราะจิตใจเตลิดเปิดเปิงไปด้วยความขยะแขยง ความกลัว และความทุกข์อย่างมากเมื่อถูกซาซากิสั่งให้มาช่วยยกและจับต้องศพ

ต่อเมื่อมาถึงอีก case หนึ่ง ที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป บรรยากาศดี สงบ ถึงแม้จะแวดล้อมด้วยญาติๆที่มานั่งดูกันเต็ม ทั้งสามีที่เกรี้ยวโกรธ ทั้งลูกสาวผู้ตายที่โศกเศร้า แต่ในบรรยากาศนี้เองที่การ "แสดง" ของซาซากิได้สัมผัสสฬายตนะของไดโกะอย่างเต็มที่เป็นครั้งแรก นี่คือการเรียนจะต้องมี "หัวใจที่เปิดรับ" มาประกอบด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเรียนเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน และต้องการความปราณีต ต้องการการรู้สึกถึงความงาม สุนทรีย์ และสัจจธรรมของสิ่งที่กำลังเรียนอยู่เบื้องหน้าให้ได้

การเรียนที่ผู้เรียนยังไม่ได้ "เปิดหัวใจ" ไม่ว่าจะเพราะสาเหตุใด กลัวไม่กล้าตอบเพราะจะดูโง่ ดูเชย กลัวถูก judge character จากอาจารย์ จากเพื่อนๆ สภาวะจิตแบบนี้ไม่มีทางที่จะเรียนรู้อะไรที่ละเอียดอ่อนได้ เพราะเต็มไปด้วยความกลัว เป็นจิตที่หยาบ

การรับฟังดนตรี หรือชมออเคสตรา ที่จะให้ได้สุนทรียรส จะต้องเริ่มต้นด้วยอารมณ์ที่ปลอดโปร่ง กระตือรือร้น ผ่อนคลาย จึงจะเสพสุนทรียรสและปลดปล่อยจินตนาการของตนเองล่องลอยไปตามสื่อได้อย่างเต็มที่ อัตตาส่วนลึกสุดจึงจะถูกกล่อมเกลาไปกับภาพ เสียง และเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาฉันใด ในการเรียนการสอนเรื่องราวที่ลึกซึ้งแบบ professionalism การเคารพในความเป็นมนุษย์ ความ sensitive ต่อความรู้สึกนึกคิด ความสัมพันธ์ความรักของญาติมิตรครอบครัว ก็ต้องการจิตบัณฑิตในสภาพเดียวกัน

ผมได้ใช้ภาพยนต์เรื่องนี้ประกอบการสอน การประชุม กับคนหลายสิบคน และทุกคนต่างก็สามารถ "ประเมิน" ได้ตรงกัน ในเรื่องว่าใครรับรู้ ใครไม่รับรู้ คุณค่าที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นฉากที่ไดโกะซึมซับเป็นครั้งแรก ฉากที่สามีผู้ตายเริ่มมองเห็นความสัมพันธ์ความสวยงามและสัจธรรม ฉากที่ลูกชายมองเห็นริ้วรอยบาดแผลจากการเก็บฟืนมาต้มน้ำเป็นเวลาหลายสิบปีของมารดา เป็นการทำงานจนวันตายของเธอกับงานที่เธอรัก ภาคภูมิใจ และซื่อสัตย์ต่องานมาทั้งชีวิต ลูกชายจึง "เข้าใจ" ว่าแม่ของเขาทำสิ่งนี้เพื่ออะไร ฉากที่ภรรยาไดโกะที่กำลังจะยื่นคำขาดให้เลือกระหว่างเธอกับลูก และงานทำศพนี้ ได้ประสบกับตนเองถึง spiritual experiences ในขณะที่ไดโกะกำลังทำงานชิ้นสำคัญให้เพื่อนรัก แต่เมื่อเราถามผู้เข้าชมว่า "แล้วรู้ได้อย่างไร ว่าเกิดความเข้าใจที่ว่านี้ขึ้น?" "มีใครใช้ criteria ใช้ rubic scoring system หรือใช้มาตรฐานอะไรมาบอก มาวัด?" คำตอบเหมือนกันคือ "มันทราบได้เอง"

Spiritual experiences ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ความภาคภูมิใจในหน้าที่การงาน การทุ่มเทความรัก ศิลปศาสตร์ สิ่งเหล่านี้ประเมินด้วย "หัวใจ" และในขณะที่คนประเมินกำลัง "รับรู้" เรื่องแบบนี้ ปรากฏการณ์ทำนองเดียวกันก็กำลังเกิดขึ้นในหัวใจของผู้ประเมินไปพร้อมๆกัน

ใครที่ก้มหน้าก้มตาใช้ check-list คอยติ๊ก criteria ต่างๆว่าภาคภูมิใจกี่ครั้ง รักกี่หน นอกจากจะได้อะไรที่ไม่ตรงแล้ว ตนเองก็พลาดโอกาสที่จะมี direct experiences ในความสุนทรีย์ ความงามเหล่านี้ไปด้วยอย่างน่าเสียดาย

และเป็นสุนทรีย์ และความงามที่เกิดขึ้นทุกวี่ทุกวันในงานบริการแก่ผู้ป่วยในโรงพยาบาล ในงานสนทนาสัมภาษณ์กับคนไข้และญาติ ในงานประจำของเรานี่เอง ไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย คนที่พลาดไป ไม่รับรู้ ทั้งๆที่ทำงานนี้ทุกวัน ช่างเป็นเส้นผมบังภูเขา เปลือกตาที่บดบังความงามแห่งสระอโนดาษ