ผีแมน
รศ. ดร. รัศมี ชูทรงเดช

มายาคติเกี่ยวกับการเขียนสารนิพนธ์


งานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ที่เราใช้ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าเราจะเรียกว่าอะไรเท่านั้นเอง

อาทิตย์หน้า  มหาวิทยาลัยก็จะเปิดเทอมแล้ว  ในระหว่างนี้อาจารย์และนักศึกษาต่างก็ได้ไปทำกิจกรรมต่างๆ ของตัวเอง  เทอมปลายนี้มีประสบการณ์ในเรื่องการทำงานเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์ที่อยากแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆค่ะ

 

เทอมใหม่ที่ไม่อยากให้เปิด!

เทอมสอง เป็นเทอมที่หนักสำหรับภาควิชาฯ เพราะมีวิชาหลักๆ หลายวิชาที่ต้องเรียนต้องสอน  และต้องออกฝึกปฏิบัติงานภาคสนาม

หนึ่งในวิชาที่สำคัญ  คือการศึกษาเฉพาะส่วนบุคคล  หรือการทำสารนิพนธ์นั่นเอง วิชานี้  นักศึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาจะต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด  ปัญหาที่พบซึ่งได้เขียนไว้ในบทความเรื่อง "สารนิพนธ์ไม่ยากอย่างที่คิด"  คือนักศึกษาใช้เวลานานมากกว่าจะรู้ว่าจะทำอย่างไร แม้ว่าหัวเรื่องอนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว

ก่อนปิดเทอม  ก็จะคุยกับนักศึกษาว่าลองไปเขียนแผนการทำงานและร่างบทต่างๆ มาให้ดู  และจะทำการพบปะกันกับนักศึกษาที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาทั้งหมด

....ผลคือ นักศึกษาดูเครียดและเป็นกังวลเกือบทุกรุ่น 

อาทิตย์ที่แรกของทุกปี  ก็จะบอกนักศึกษาไปว่า ให้อ่านเอกสารว่ามีใครค้นคว้าเรื่องที่เราสนใจบ้าง  ถ้าเรียกอีกอย่างคือ literature review โดยให้หลักไปว่า  ใคร  ทำอะไร  ที่ไหน อย่างไร  และสรุปผลงานวิจัยหรืองานเขียนของแต่ละคน  แล้วจัดหมวดหมู่ตามหัวข้อ  หรือจัดตามปี  พร้อมกับเขียนความคิดเห็นของตัวเองว่าคิดอย่างไร  ตรงนี่ถือว่าเป็นการวิพากษ์งาน  มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการต่อยอดงานวิจัยของพวกเขา

....ผลคือ  สยองขัวญ  ส่วนนี้จะยากที่สุดและใช้เวลามากที่สุดในการทำงานร่วมกับนักศึกษา  เพราะเด็กไทยมีทักษะในการอ่านจับประเด็นและวิพากษ์วิจารณ์น้อยมาก  เราจึงมักจะเห็นการคัดลอกตัดแปะงานมาส่ง  และภาษาที่อ่านแล้วพบว่ามาจากหลายสำนวน

อาทิตย์ที่สอง  ตามมาคือทำอะไรไปถึงไหน  มีประเด็นอะไรที่ค้นพบจากการอ่านอีก 

...ผลคือเริ่มปะติดปะต่อเรื่องได้  เฮ้อ...ทำให้เริ่มมีกำลังใจในการสอนและอภิปรายกับเขามากขึ้น

อาทิตย์ที่สาม  ปรับวิธีการใหม่  ทำให้นักศึกษาเข้าใจว่า วิจัยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเขา  เพราะเขาจะทำอะไรก็จะต้องทำการค้นคว้ารู้ที่มาที่ไปของหัวข้อที่เขาสนใจ  เช่นถ้าเขาอยากเรียนต่อปริญญาโท  เขาก็ต้องทำการค้นคว้าถึงสาขานั้นๆ  มหาวิทยาลัยที่เปิดสอน  เรียนเกี่ยวกับอะไร  จบแล้วจะไปทำอะไร นั่นอาจจะเป็นอะไรพื้นฐาน  แต่ก็พอทำให้นักศึกษาเข้าใจมากขึ้น  แล้วจึงค่อยนำเรื่องไปสู่ว่าใครได้คิดอะไรไว้ก่อนหน้านั้น  เช้นปัญหาความขัดแย้งในประเทศมีนักวิชาการทำนายไว้หลายอย่าง  เราก็ต้องเอาความคิดเหล่านั้นมาประเมินและดูว่าความคิดไหนที่มีความเป็นไปได้ว่าน่าเชื่อถือ  แล้วเราคิดอย่างไร  ตรงนี้อาจเปรียบได้ว่า  เราได้กรอบความคิดที่เป็นหลักในการคิดและออกแบบงานวิจัย

...ผลคือ พอเข้าใจบ้าง  แต่ไม่เข้าใจทั้งหมด

วันนี้ขอจบแค่อาทิตย์ที่หนึ่ง-สอง-สามก่อนนะคะ  คือ conceptual framework และ literature review  เรื่องที่อยากสนทนาด้วยคือทำงานร่วมกับนักศึกษาในงานการวิจัยของเขานั้นเป็นเรื่องที่ยากพอสมควรสำหรับการสอนระดับปริญญาตรี  เพราะนักศึกษาเกิดมายาคติว่างานวิจัยเป็นเรื่องยากและซับซ้อน  เราจะทำอย่างไรจึงสามารถลบความคิดนี้ได้  และทำให้นักศึกษาผ่อนคลายและสนุกกับการค้นคว้าวิจัยของตนเอง

หากเพื่อนมีประสบการณ์ที่คล้ายกันก็ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ค่ะ

 

 

หมายเลขบันทึก: 309769เขียนเมื่อ 30 ตุลาคม 2009 13:30 น. ()แก้ไขเมื่อ 4 มิถุนายน 2012 06:56 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา
และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี