วันเวลาในวัยเด็ก มักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว ใช้เวลานี้ให้คุ้มค่าเถอะค่ะ

เด็กหญิงเสื้อสีส้ม..มาอีกแล้วค่ะ
คราวนี้เธอไปเที่ยว แล้วเขียนเรื่องราวมาฝาก..ลองอ่านดูนะคะ 

เรื่อง..แอ่วลำปางหนา 

       เช้าวันเสาร์ที่ใครบางคนยังนอนหลับอยู่ หนู(ด.ญ.เสื้อสีส้ม)และพี่สาว ก็ตื่นแต่เช้า รีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวไป แอ่วลำปาง กับคุณอา 4 สาวและอาราม   โดยทัวร์ครั้งนี้เป็นทัวร์วัฒนธรรมค่ะ   คือ การไปเที่ยววัดที่สวยงามทางสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่ดีงามของจังหวัดลำปางค่ะ  โดยก่อนออกจากจังหวัดลำพูนก็ได้ไปแวะทานอาหารเช้าที่ร้านข้าวมันไก่วิศวะ(ซึ่งเป็นร้านที่มาจากตลาดอัศวิน จังหวัดลำปางค่ะ)  เมื่อทานอาหารกันเสร็จแล้วพวกเราก็มุ่งหน้าไปสู่จังหวัดลำปางค่ะ

       พอถึงจังหวัดลำปาง(ไวเหมือนโกหก พึ่งหลับได้นิดเดียวเองค่ะ)  หนูและคุณอาก็ได้แวะซื้อข้าวแต๋น(ของฝากจากนครลำปางค่ะ)  วัดแรกที่ไปนะคะมีชื่อว่า วัดปงยางคก  ซึ่งเป็นวัดที่วีรบุรุษของลำปางเคยมาบวชค่ะ  นั่นก็คือหนานทิพย์ช้างค่ะ  ซึ่งโบสถ์ของวัดนี้มีฐานเป็นไม้  ส่วนด้านบนจะเป็นไม้ค่ะ  ซึ่งไม้ที่ใช้นั้นมีลวดลายที่สวยงาม(ถึงเป็นวัดเก่าแต่ก็ยังดูสวยงามและแข็งแรงอยู่เลยค่ะ)  ซึ่งที่โบสถ์แห่งนี้ยังคงมีรอยดาบของหนานทิพย์ช้างซึ่งจะฟันทหารพม่าค่ะ  และที่วัดแห่งนี้ยังมีบ่อน้ำสำคัญอยู่สองแห่งค่ะ  คือ ที่แรกสร้างโดยพระนางจามเทวี  ส่วนอีกแห่งหนึ่งคือบ่อที่สร้างโดยหนานทิพย์ช้างค่ะ

        จากวัดปงยางคกแล้ว  พวกเราก็เดินทางไปยัง วัดพระธาตุลำปางหลวงค่ะ  ที่วัดพระธาตุลำปางหลวงนั้นยังคงมีรอยกระสุนของหนานทิพย์ช้างที่ยิงมาอยู่เลยนะคะ  พอไปวัดพระธาตุลำปางหลวงเสร็จ พวกเราก็ได้ไปทานก๋วยเตี๋ยวมะนาวค่ะ  โดยเมนูอาหารของร้านก๋วยเตี๋ยวมะนาวนี้ แปลกมากเลยค่ะ  โดยเมนูจะเป็นเกี่ยวกับทหาร เช่น  ทหารบก(หมี่ขาวต้มยำแห้ง)

       พอทานอาหารกลางวันเสร็จหนูก็เดินทางไปวัดไหล่หิน(ซึ่งขณะนั้นก็มีฝนตกอย่างชุ่มฉ่ำ) ซึ่งที่วัดไหล่หินแห่งนี้ถือได้ว่า เป็นวัดที่สวยงามแห่งหนึ่งเลยทีเดียว เพราะมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามมากเลยค่ะ  และที่วัดแห่งนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์อยู่ด้วย ซึ่งในนั้นก็จะมีของใช้หรือพระที่เป็นของในสมัยก่อนอยู่เต็มไปหมดเลยค่ะ   และยังมีห้องเก็บคัมภีร์ไว้ด้วยอีกค่ะ

 

       จากการไปเที่ยวครั้งนี้ทำให้หนูได้รับสาระความรู้เยอะแยะมากมายเลยค่ะ  และหนูยังมีข้อสังเกตอีกว่า ทำไมในสมัยก่อนคนลำปางถึงนิยมสร้างวัดด้วยไม้กันด้วยค่ะ แต่นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะคะ  ที่เราจะได้มีวัดที่สวยงามกันอยู่ค่ะ  เพราะฉะนั้นพวกเราชาวไทย ต้องช่วยกันดูแลรักษาสิ่งที่ดีงามอย่างนี้ตลอดไปเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมตลอดไปนะคะ

       วันนี้หนูก็ขอลาไปก่อน  สวัสดีค่ะ

  

เมื่อได้อ่านงานที่นำมาส่ง  สังเกตเห็นวิธีทำงานอันเริ่มเป็นลักษณะประจำตัวของเธอ
ที่มักจะใช้เวลาเขียนทั้งเรื่องและภาพอย่างรวดเร็ว  เมื่อมีอารมณ์จะเขียน
ทั้งไม่ชอบใช้เวลากับการระบายสีให้สวยงาม
แต่หากพินิจดูลายเส้นของภาพ  จะเห็นรายละเอียดที่ทำให้ต้องอมยิ้ม
ไม่ว่าเอกลักษณ์ของม้าลำปาง  ที่เขียนภาพออกมาประหนึ่งม้าใส่แว่นตาดำ
บรรยากาศของการกราบพระ  ที่มองมุมเหมือนภาพที่อาถ่ายรูปไว้โดยไม่ได้นัดหมาย

ได้เห็นพัฒนาการในงานเขียน ที่ใช้คำศัพท์ยากโดยไม่ผิด
ทั้งมีข้อคิด ข้อสังเกต ฝากไว้

มักจะชักชวนให้หลานใช้การเล่าเรื่องด้วยภาพ และ การเขียน
ทำให้ได้เรียนรู้ถึงวิธีคิด วิธีมอง ที่ต้องไม่คาดเดาเอาเองเป็นอันขาด
ด้วยมักจะพลาดเอาได้ง่ายๆ   หากไม่เข้าใจจึงใช้วิธีขอให้อธิบายเพิ่ม
ซึ่งก็ทำให้ได้แลกเปลี่ยนต่อเติมแก่กันและกัน
เป็นโอกาสสำคัญที่จะได้รับฟังอย่างสบายใจ ไม่เครียดเคร่ง
ไม่ต้องคาดหวังที่จะได้ผลงานอันเป็นเลิศ
แต่อยากให้เกิดความภาคภูมิใจและได้รอยยิ้มจากเรื่องเล็กๆ

เป็นกิจกรรมง่ายๆ  ที่ใช้ก่อสานสายใยความผูกพันและใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกัน
วันเวลาในวัยเด็ก มักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ใช้เวลานี้ให้คุ้มค่าเถอะค่ะ
 

หมายเหตุ : 

ภาษาถิ่นของลำปาง มักใช้คำว่า “หนา” ลงท้าย
คงคล้ายๆ กับคนระยอง ที่มักจะมีคำว่า “ฮิ” ลงท้าย
บางทีจึงมีคำล้อเลียนว่า “ หละปูน(ลำพูน)บาง  ลำปางหนา”
เด็กหญิงเสื้อสีส้มเธอมีเชื้อสายทางลำปางอยู่เหมือนกัน จึงคุ้นเคยกับคำล้อเลียนเหล่านี้

ข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบและรอยดาบของหนานทิพย์ช้าง ที่เธอบอกว่ารบกับพม่านั้น อาจสับสนไปนิดหน่อย ที่อ้างอิงไว้ในป้ายนิเทศของวัดนั้น เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับท้าวมหายศ โอรสของพระนางจามเทวี  ถ้าสนใจลองอ่านที่ประวัติย่อหนานติ๊บจ้างค่ะ

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

วัดปงยางคก 

ประวัติวัดพระธาตุลำปางหลวง(1)

ประวัติวัดพระธาตุลำปางหลวง(2)

วัดพระธาตุลำปางหลวง

ภาพจิตรกรรมในวัดพระธาตุลำปางหลวง

วัดไหล่หินหลวง

จามเทวีวงค์และอาทิตยวงค์ลำพูน

ประวัติย่อพระนางจามเทวี

ประวัติย่อหนานติ๊บจ้าง

ขอขอบคุณข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตทุกลิ้งค์ค่ะ