โพชฌงค์ข้อไหน พอพบแล้วก็ทำให้มีขึ้นมาเสีย

 

 

 

 

นานแล้วที่ไม่ได้นำเสนอ ธรรมะใกล้ตัวค่ะ วันนี้เห็นภาพหน้าปก เป็นน้องฟ้ากะนายเมฆ สดใสเชียว อ่านเรื่องแล้วน่าสนใจ และให้สงสัยจังว่า เอ ทำไมหนอ อะไรๆ ก็มี ๗ ขั้น สิ่ง อย่าง ตอนทั้งนั้นเลย สังเกตแล้ว

ทางกายนั้น ถ้ายืนอยู่นิ่งๆ ก็เหมือนตัวคุณจะอยู่จุดเดิมได้จนกว่ากายจะแตกดับ 
แต่ทางจิตแล้ว ถ้าไม่ก้าวหน้าคือคุณกำลังถอยหลังครับ นั่นเพราะอะไร? 
พระพุทธเจ้าตรัสว่าจิตมีธรรมชาติไหลลงต่ำ ถ้าคุณไม่ "ออกแรง" ทวนกระแสให้ขึ้นสูง 
ปล่อยไว้เฉยๆจิตก็จะไหลลงต่ำไปเอง อันนี้จริงหรือไม่จริงก็ขอให้ทบทวนดู 
วันไหนนอนงอมืองอเท้าชนิดลืมโลกอยู่บนเตียง ยิ่งนานใจจะมีลักษณะสดใสขึ้นหรือหม่นมัวลงเรื่อยๆ? 

การประมาทเฉื่อยเฉย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนกับเวลาที่ผ่านไป 

พระพุทธเจ้าท่านตรัสเปรียบเทียบกับคนที่มีไฟไหม้ศีรษะ แล้วไม่ขวนขวายพยายามหาทางดับ ในที่สุดก็ดับไม่ทัน ต้องโดนไฟไหม้หัวไปตามระเบียบ 

เราเจริญสติเพื่อบรรลุมรรคผลอย่างถูกต้อง มรรคผลนิพพานจึงเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนของการเจริญสติ และเพื่อการนี้ พระพุทธเจ้าประทานวิธีสำรวจความเข้าใกล้มรรคผล โดยอาศัยสิ่งที่เรียกว่า "โพชฌงค์ ๗" 
กล่าวคือองค์ประกอบ ๗ ประการที่มีครบถ้วนอิ่มตัวบริบูรณ์เมื่อใด มรรคผลก็บังเกิดขึ้นเมื่อนั้น 



เมื่อทราบชัดว่าจะต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง ๗ แล้วมรรคผลจึงบังเกิด พระพุทธเจ้าก็ตรัสแนะให้สำรวจเป็นข้อๆ ว่าเรากำลังมีคุณสมบัติหรือขาดสมบัติข้อใดในขณะหนึ่งๆ ไล่ไปตามลำดับ 

หนึ่งคือสำรวจตนเองว่ามีสติอยู่หรือเปล่า  ถ้าไม่มีก็หาทางทำให้มันมีเสีย 

สองคือสำรวจตนเองว่าสติที่มีนั้นเป็นไปเพื่อพิจารณาธรรมหรือเปล่า 

สามคือสำรวจตนเองว่ามีความเพียร ไม่ย่อหย่อนขาดตอนอยู่หรือเปล่า 

สี่คือสำรวจตนเองว่ามีความอิ่มใจอยู่หรือเปล่า 

ห้าคือสำรวจตนเองว่ามีความสงบกายสงบใจอยู่หรือเปล่า 
 
หกคือมีความตั้งมั่นแห่งจิตอยู่หรือเปล่า 

เจ็ดคือสำรวจตนเองว่ามีความเป็นกลางวางเฉยอยู่หรือเปล่า 


จะเห็นว่าองค์ประกอบข้อต่อๆมาเป็นเครื่องชี้เลย ว่าองค์ประกอบข้อก่อนๆมีอยู่อย่างถูกต้องหรือผิดพลาด เช่น ถ้ามีสติ มีการพิจารณาธรรม มีความเพียรต่อเนื่อง แต่ไม่อิ่มใจ ไม่ชุ่มชื่น ไม่สงบระงับ แต่กลับแห้งแล้งหรือเคร่งเครียดขึ้นทุกที อย่างนี้แสดงว่ามาผิดทางแล้ว ถอยหลังแล้ว ไม่ใช่คืบหน้า โดยใจความสรุปคือถ้าพบว่า ตนเองมีทีท่าจะย่ำอยู่กับที่ ก็ให้สำรวจดูว่าเพราะขาดโพชฌงค์ข้อไหน พอพบแล้วก็ทำให้มีขึ้นมาเสีย 

ถ้าคุณมีสติ ก็ย่อมมีกำลังในการพิจารณากายใจในบัดนั้น 
 

ถ้าคุณพิจารณาธรรมอยู่ด้วยสติที่เพียงพอ ก็ย่อมมีความกระตือรือร้น ขยันหมั่นดูกายดูใจไปเรื่อยๆ 
ถ้าคุณรู้สึกว่ามีกำลังมากพอจะเห็นกายใจอย่างต่อเนื่องสบายๆ ก็ย่อมบังเกิดความอิ่มใจ เชื่อมั่นว่าตนเองทำได้ ทำดี ทำถูก 
ถ้าคุณอิ่มใจเพียงพักเดียว ก็ย่อมบังเกิดความสงบระงับไม่กวัดแกว่งทั้งกายใจ 
เมื่อคุณสงบกายสงบใจนานพอ ก็ย่อมบังเกิดความตั้งมั่นแห่งจิต เหมือนหินผาไม่หวั่นไหว 
เมื่อคุณตั้งมั่นเหมือนหินผาอยู่ ก็ย่อมบังเกิดความเป็นกลางวางเฉย ไม่ยินดียินร้าย 
นี่คือเส้นทางของ "ความเจริญ" แห่งสติอย่างไม่ต้องสงสัย 

อย่างไรก็ตาม การก้าวหน้าทางจิตไม่ใช่มีแต่ขึ้นกับขึ้น 
คุณจะพบว่าถึงแม้ทำความก้าวหน้าได้ ๗ ก้าว 
จังหวะเหมาะหน่อยก็อาจถอยหลังได้อีกก้าวหรือสองก้าว ไม่ว่าจะถอยมากหรือถอยน้อยก็ตามที 
สำคัญคือทุกทีที่ถอย 
ถ้าสำรวจว่าถอยมาอยู่ตรงไหน ระหว่าง ขาดสติ ขาดการพิจารณา ขาดความเพียร 
ขาดความอิ่มใจ ขาดความระงับกายใจ ขาดความตั้งมั่น และขาดความเป็นกลางวางเฉย 
ก็ให้รู้เท่าทัน และทำตามวิธีที่ถูกเพื่อให้มีขึ้นมา เช่น ถ้ายิ่งเพียรยิ่งแห้งแล้ง 
ก็ควรสังเกตว่าเพียรท่าไหนอย่างไรจึงชุ่มชื่นขึ้น เป็นต้น 

สิ่งที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ เป็นหลักในการเพิ่มความคืบหน้า และลดโอกาสถอยหลัง ก็คือการทำอานาปานสติ หรืออาศัยลมหายใจเป็นที่ตั้งของสติ โดยตรัสไว้อย่างชัดเจนว่าถ้าทำอานาปานสติเป็นแล้ว ก็สามารถสำรวจความคืบหน้าคืบหลัง ได้ระหว่างการเจริญสติรู้ลมหายใจนั่นเอง 

ปัจจุบันอานาปานสติถูกนำมาปนเปกับการทำสมาธิทั่วไป ๙๙% หรือยิ่งกว่านั้นสำคัญผิด 
คิดว่าแค่รู้ลมหายใจ เพ่งลมหายใจอยู่ ก็นับเป็นอานาปานสติแล้ว 
แท้ที่จริงอานาปานสติ ต้องเริ่มจากความเข้าใจที่ถูกต้อง 
คือต้องเข้าใจให้ชัดเสียก่อนว่าเราจะรู้ไปเพื่อให้เห็นความไม่เที่ยง 
ทั้งของตัวลมหายใจเอง ทั้งของความรู้สึกที่จะเกิดขึ้น กับทั้งสภาวะทางใจที่จะปรากฏตามมาเป็นลำดับ 

... บันทึกมาเพื่อทบทวน ใจ ตนเอง อีกครั้ง ..  ขอบคุณธรรมะออนไลน์ค่ะ .