ขอเพียงมองเขาเป็นเพื่อน ใช้เขาให้ถูกงาน แล้วเขาก็จะอยู่กับเราแบบ “เพื่อน” หรือจากไปแบบเพื่อนที่หมดหน้าที่

สำนวนฝรั่งนี้เป็นวิธีการที่น่าสนใจในการสร้างมิตรในระบบสังคม ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจนำมาใช้

อาจเป็นเพราะทำใจไม่ได้ หรือ ไม่ชอบ หรือความรู้ไม่พอ จึงทำแบบนั้นไม่ได้

เมื่อสองสามปีก่อน ครูบาคำเดื่อง ภาษี ปราชญ์แห่งจังหวัดบุรีรัมย์ ได้เล่าให้ผมฟังว่า ทางราชธานีอโศกได้เคยร้องขอให้ไปช่วยหาวิธีปราบหญ้าคา ที่พ่อคำเดื่องได้ใช้เทคนิค “การเป็นเพื่อน”ดังกล่าว

โดยการแนะนำให้นำหญ้าคามาทำหลังคาที่พัก และอาคารต่างๆ ที่ถือว่าได้ประโยชน์มากจนพบว่า หญ้าคาไม่พอใช้

ต่อมาไม่นานกลับมีคำขอมาว่า ช่วยหาวิธีดูแลหญ้าคาให้โตเร็วๆ และยาวๆ หน่อย เพราะไม่ค่อยทันใช้งาน

นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการทำตัวเป็นเพื่อน หรือนำเขามาเป็นเพื่อนจนปัญหาดังกล่าวหมดไป

ประเด็นเกี่ยวกับวัชพืชนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่เข้าใจระบบนิเวศ และการเจริญของพืชที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม ที่ขอรับอาสามาแก้ไขปัญหาของความเสื่อมโทรมของดิน และสิ่งแวดล้อม

แต่เกษตรกรทั่วไปกลับมองว่าพืชเหล่านั้นเป็นปัญหา พยายามกำจัด ทั้งไถ ทั้งฉีดยาสารพิษสารพัดชนิด จนพ่อค้าขายสารพิษร่ำรวยไปตามๆกัน แต่ไม่เคยมีใครทำสำเร็จได้นาน อีกสักพัก พืชเหล่านั้นก็จะกลับมาอีก

เพราะในสภาพที่เสื่อมโทรมนั้น มีแต่พืชเหล่านั้นเท่านั้นที่ขึ้นได้ดี แต่เรากลับเรียกเขาว่า “วัชพืช” พืชที่เราไม่ต้องการ

แต่ถ้าเรากลับมามองว่าเราต้องการเมื่อไหร่ ปัญหาต่างๆเหล่านั้นแทบจะหมดทันที

เช่น ผมใช้หญ้าหวายเป็นพืชยึดคันนา รักษาคันดิน ที่ใช้ได้ดีมาก แต่เมื่อผมพยายามปรับปรุงดินให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ปรากฏว่าหญ้าหวายเริ่มถดถอย ปล่อยให้หญ้าขน สาปเสือ กระเพราป่า เข้ามาแทนที่

แต่เมื่อต้นไม้เริ่มโตเป็นร่ม รากยึดคันดินได้บ้างแล้ว พืชที่อาสาทำงานในรุ่นที่สองก็เริ่มถดถอย ปล่อยให้พืชทนร่มบางชนิดขึ้นได้บ้าง

ทำให้ “หญ้า” ถูกไล่ที่ และมีพืชอื่นทำหน้าที่แทน

ที่ผมเชื่อว่า ถ้ากลับมาทำลาย โดยการตัดตันไม้ออก วงจรการเจริญของพืชจะย้อนศรกลับมาเช่นเดิม

เช่นในช่วงแรกๆที่ดินยังดีหน่อยก็น่าจะมีพืชใบกว้างขึ้นคลุมแทน และถ้าเราตัดพืชใบกว้างออกจนดินเสื่อมโทรมลง หญ้าขนน่าจะกลับมาครองพื้นที่ และถ้าตัดหญ้าขนจนดินเสื่อมโทรม หญ้าหวายก็อาจจะกลับมาทำหน้าที่อีกครั้งหนึ่ง อย่างเป็น “ธรรมชาติ”

จากการไปดูการพัฒนาการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ที่มหาสารคามเมื่อวาน ผมได้พบเหตุการณ์คล้ายคลึงกันในแปลงหญ้า ที่มีพืชใบกว้างตระกูลสาปเสือ แต่เป็นต้นเล็กๆ ออกดอกมาก ติดเมล็ดมาก ขึ้นเต็มไปหมดในบริเวณที่เสื่อมโทรม

เกษตรกรได้พยายามปราบทุกวิธีทาง แต่ก็ยังไม่สำเร็จ ที่ทำให้ผมได้แนวคิดว่าน่าจะทำตัวเป็นเพื่อนกับเขา แล้วลองดูซิว่าเขาจะช่วยอะไรเราได้บ้าง

ลองบำรุงดินช่วยให้เขาโตดีๆมากๆ (จนอาจลืมออกดอก) แล้วใช้เขาเป็นพืชคลุมดิน หรือ อย่าให้เขาได้ทันออกดอก ชิงจังหวะไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดไปเลย จะเป็นอย่างไร

ผมเชื่อว่าเขาจะเป็นเพื่อนที่ดีของเราได้ทันที

เมื่อดินดีแล้ว พืชต่างๆขึ้นได้เร็ว ที่น่าจะทำให้เขาสู้ไม่ได้ แล้วก็หมดหน้าที่ไปโดยปริยาย

นี่คือแนวคิดที่น่าจะง่ายกว่ามองเขาเป็นศัตรู

กับหญ้าหวายนั้น ผมทำตัวเป็นเพื่อนกับเขาจนสำเร็จ และทำให้เขาหมดหน้าที่ มีผู้ทำงานแทนแล้ว กับพืชใบกว้างแบบสาปอะไรไม่รู้นี่ผมว่าน่าจะเล็กกว่ามากๆ

ขอเพียงมองเขาเป็นเพื่อน ใช้เขาให้ถูกงาน แล้วเขาก็จะอยู่กับเราแบบ “เพื่อน” หรือจากไปแบบเพื่อนที่หมดหน้าที่

นี่คือแนวทางการลดปัญหา “วัชพืช” ที่น่าจะได้ผลทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

ทั้งในเชิงการเกษตร ระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อมครับ

ผมกะว่าจะลองยืมที่ชาวบ้านลองทำดูสักไร่สองไร่ ที่ผมเชื่อว่าหลักการ “ทำตัวเป็นเพื่อน” น่าจะแก้ปัญหาให้เป็นศักยภาพได้ครับ

ได้ผลอย่างไรจะนำมารายงานครับ