เที่ยงวันที่ ๑๓ ต.ค. ๕๒ ผมไปร่วมหารือเรื่อง การปรับปรุงระบบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา    ที่ผมเคยให้ความเห็นล่วงหน้าไว้ที่นี่
 
          ได้ฟัง “ผู้รู้” เขาคุยกันแล้วตกใจ   ว่าที่จริงมีโอกาสปรับปรุงคุณภาพของผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยการใช้ข้อมูล นำมาเป็นเครื่องมือของการจัดการมากมาย    แต่ไม่ได้ทำ    ผู้รู้เหล่านี้ได้แก่ ศ. ดร. วิจิตร ศรีสะอ้าน, ศ. นพ. เกษม วัฒนชัย, ดร. อาทร จันทวิมล, ดร. สุเมธ แย้มนุ่น เป็นต้น

          ข้อมูลที่มีคุณค่ามากในการบอกคุณภาพของโรงเรียน คือผลการสอบ O-NET   ดร. อาทร กรุณาค้นข้อมูลผมการทดสอบ ปี ๒๕๕๐ และ ๒๕๕๑ ของ สทศ. มาให้ดู    ว่าโรงเรียน ๕๐๐ อันดับสุดท้ายชื่ออะไรบ้าง อยู่ที่ไหน  คะแนนเฉลี่ยของแต่ละกลุ่มสาระเป็นอย่างไรบ้าง

          ท่านองคมนตรี ศ. นพ. เกษม บอกทันทีว่า รมต. และเลขาธิการ สพฐ. สามารถใช้คะแนนเฉลี่ย O-NET ในการบริหารงานได้สบายมาก    โดยหาคะแนนเฉลี่ยของแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา    แล้วเรียน ผอ. สพท. มาคุย ถามว่าอีก ๒ ปี จะพัฒนาผลสอบขึ้นไปเฉลี่ยกี่แต้ม   โดยต้องการทรัพยากรและการสนับสนุนอื่นๆ อย่างไรบ้าง    แล้วติดตามผลงาน   มีการถามกันว่า เลขาธิการ สพฐ. มัวทำอะไรอยู่ 

          ผอ. สพท. ก็สามารถใช้วิธีเดียวกัน กับ ผอ. รร.   ก็จะมีการใช้ผลสอบ O-NET เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

          เลขาธิการ สพฐ. อาจมีวิธีการที่แยบยลยิ่งขึ้น   โดยในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา มีการวิเคราะห์หา รร. ที่คุณภาพต่ำสุดใน Q4 (25% ล่าง)    เอามาใช้ต่อรองกับ ผอ. เขตฯ ว่าต้องทำให้ รร. กลุ่มนี้ได้แต้ม O-NET สูงขึ้นกี่แต้ม 

          มีการพูดกันว่า ที่มีการสอบ O-NET ก็เพื่อใช้วัดผลสัมฤทธิ์ของการปฏิรูปการศึกษา    แต่กลับมีการเอาผล O-Net ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ คือใช้วัดเด็กแต่ละคน แทนที่จะใช้เป็นข้อมูล feed back การจัดการระบบการศึกษา และใช้ในการบริหารการศึกษา  
 

          ไม่ทราบว่า มี “ข้อมูลใหม่” สำหรับให้ผมได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น บ้างไหมครับ
 
วิจารณ์ พานิช
๑๓ ต.ค. ๕๒