พวกเราเดินทางจากจังหวัดหนองคายตอนบ่าย3โมงครึ่ง  เป้าหมายคืออำเภอโพนพิสัย  ความคาดหวังมี2ประการ คือหนึ่งอยากเห็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกว่าบั้งไฟพญานาค อีกประการหนึ่งคืออยากเห็นบรรยากาศว่าเป็นอย่างไร  จะคึกคักแค่ไหน แล้วเราก็รู้ว่าคนมากมายมุ่งหน้ามาที่เดียวกัน

รถไม่ค่อยติด แต่บริเวณหน้าวัดไทคนมากๆๆๆๆจริงๆ

อุ้มลูกจูงหลาน

มาเป็นครอบครัวเลยทีเดียว

พวกเราเดินเบียดผู้คน  จุดนัดหมายคือหน้าวัดไทบริเวณริมโขงเพราะพี่เต่าบอกว่าจองที่นั่งไว้ให้แล้ว

ก็ปูเสื่อนั่งรอดูบั้งไฟกัน น้องพีช-น้องพลอยก็มาด้วย

รอจนตะวันกำลังจะตกดิน  ใจจดจ่อว่าหลังหกโมงเย็น

ก็คาดหวังว่าจะเริ่มมีบั้งไฟขึ้นรอ...รอ..รอคอย

ใกล้มืดแล้วผู้คนนับหมื่นอยู่ตรงนี้กำลังรอคอย

ป้าที่มาจากสกลนครบอกว่าอยากเห็นมาก  มากันทั้งครอบครัว บางคนมาจากสุโขทัย และมาจาก......นับไม่ถ้วน

 

และแล้วก็มีเสียงโห่ร้องดีใจ ดังขึ้น  ดิฉันหันไปตามเสียงแต่ไม่ยักกะเห็นอะไรเลย

มีคนบอกว่าบั้งไฟขึ้นที่หน้าวัดไท 4 ลูก ก็คือบริเวณที่เรานั่งอยู่แต่ทำไมเราจึงไม่ทันเห็นนะ  หลายคนก็บ่นว่าไม่เห็นแต่น้องแล็คบอกว่าเขาเห็น 2 ลูก

จน2ทุ่มแล้ว  พวกเราก็พากันกลับ  สรุปว่าไปด้วยกัน8คน มีคนเห็นเพียง1คน(ตาไวจริงๆ)

เราบรรลุเป้าหมายหรือไม่  ทุกคนไม่มีใครบ่นเลยอาจเป็นเพราะเราทำใจไว้ก่อน เราทราบถึงความไม่แน่นอน  เรารู้เท่าทันมันเราจึงไม่โกรธ ไม่หงุดหงิด  สำหรับดิฉัน

-ได้เห็นบรรยากาศที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

-ได้ฝึกความอดทน

-ได้เรียนรู้การรอคอย

-ได้เพื่อนใหม่

-ได้เรียนรู้จากเด็กๆซึ่งเขาดูร่าเริง ไม่เห็นจะทุกข์ร้อนอะไรและยังไม่ทำตัวให้เป็นภาระ 

ได้เจอสาวน้อยผู้น่ารักจากสกลนคร(น้องออมสิน)

ความน่ารักของเด็กๆทำให้รู้สึกดี   สบายใจ 

ได้เรียนรู้ว่าไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้  ทำความเข้าใจ และจงยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาแล้วเราจะไม่เป็นทุกข์