ลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิอธิจิตตสิกขา คือ การฝึกปรือ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพ และ สมรรถภาพของจิต ดังนั้น สมาธิ ซึ่งเป็นเป้าหมาย ของอธิจิตตสิกขานั้น จึงหมายถึง ภาวะจิตที่มีคุณภาพ และ มีสมรรถภาพดีที่สุด จิตที่เป็นสมาธิ หรือมีคุณภาพดี มีสมรรถภาพนั้น มีลักษณะที่สำคัญดังนี้1. แข็งแรง มีพลังมาก ท่านเปรียบไว้ว่า เหมือนกระแสน้ำ ที่ถูกควบคุมให้ไหลพุ่งไปในทิศทางเดียว ย่อมมีกำลังแรงกว่าน้ำ ที่ถูกปล่อยให้ไหลพร่ากระจายออกไป 2. ราบเรียบ สงบซึ้ง เหมือนสระ หรือ บึงน้ำใหญ่ ที่มีน้ำนิ่ง ไม่มีลมพัดต้อง ไม่มีสิ่งรบกวนให้กระเพื่อมไหว 3. ใส กระจ่าง มองเห็นอะไรๆได้ชัด เหมือนน้ำสงบนิ่ง ไม่เป็นริ้วคลื่น และฝุ่นละอองที่มีก็ตกตะกอนนอนก้นหมด 4. นุ่มนวล ควรแก่งาน หรือเหมาะแก่การใช้งาน เพราะไม่เครียด ไม่กระด้าง ไม่วุ่น ไม่ขุ่นมัว ไม่สับสน ไม่เร่าร้อน ไม่กระวนกระวาย ไวพจน์ที่แสดงความหมายของสมาธิคำหนึ่ง คือ เอกัคคตา แปลกันว่า ภาวะที่จิตมีอารมณ์หนึ่งเดียว แต่ถ้าว่าตามรูปศัพท์ จะเห็นลักษณะของจิตที่คล้ายกับข้อแรก คือ เอกัคคตา = เอก+อัคค+ตา (ภาวะ) คำว่า อัคคะ ในที่นี้ ท่านให้แปลว่าอารมณ์ แต่ความหมายเดิมแท้ก็คือ จุดยอด หรือจุดปลาย โดยนัยนี้ จิตเป็นสมาธิก็ คือ จิตที่มียอด หรือ มีจุดปลายจุดเดียว ซึ่งย่อมมีลักษณะแหลม พุ่ง แทงทะลุสิ่งต่างๆไปได้ง่ายจิตที่เป็นสมาธิขั้นสมบูรณ์ เฉพาะอย่างยิ่ง สมาธิถึงขั้นฌาน พระอรรถกถาจารย์ เรียกว่าจิตประประกอบด้วยองค์ 8 องค์ 8 นั้น ท่านนับจากคำบรรยายที่เป็นพุทธพจน์นั่นเอง กล่าวคือ 1. ตั้งมั่น 2. บริสุทธิ์ 3. ผ่องใส 4 โปร่งโล่งเกลี้ยงเกลา 5. ปราศจากสิ่งมัวหมอง 6. นุ่มนวล 7. ควรแก่งาน 8. อยู่ตัว ไม่วอกแวกหวั่นไหว (องค์ 8 ตามบาลี คือ 1.สมาหิตะ 2. ปริสุทธะ 3 ปริโยทาตะ 4. อนังคณะ 5. วิคตูปกิเลส 6.มุทุภูตะ 7. กัมมนิยะ 8. ฐิตะ อาเนญชัปปัตตะ ท่านว่าจิตที่มีองค์ประกอบเช่นนี้ เหมาะแก่การนำเอาไปใช้ได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเอาไปใช้งานทางปัญญา พิจารณาให้เกิดความรู้เข้าใจถูกต้องแจ้งชัด หรือใช้ในทางสร้างพลังจิต ให้เกิดอภิญญาสมาบัติอย่างใดๆ ก็ได้ -ลักษณะเด่นที่สุดของจิตที่เป็นสมาธิ ซึ่งสัมพันธ์กับความมุ่งหมายของสมาธิด้วยก็คือ ความควรแก่งาน หรือความเหมาะแก่งาน และงานที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาก็คือ งานทางปัญญา อันได้แก่การใช้จิตพร้อมดีเช่นนั้น เป็นสนามปฏิบัติการของปัญญา ในการพิจารณาสภาวธรรม ให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริงและ โดยนัยนี้ จึงควรย้ำเพิ่มไว้อีกด้วยว่า สมาธิที่ถูกต้อง ไม่ใช่อาการที่จิตหมดความรู้สึก ปล่อยตัวตนเข้ารวมหายไปในอะไรๆ แต่เป็นภาวะที่ใจสว่าง โล่งโปร่ง หลุดออกจากสิ่งบดบังบีบคั้นกั้นขวาง เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ตื่นอยู่ เบิกบาน พร้อมที่จะใช้ปัญญา *************************************************หลักปฏิบัติกรรมฐานอานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นวิธีฝึกสติ คือ อาศัยลมหายใจเป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับฝึกสติสติ ความระลึกได้,ไม่เผลอ หมายถึง การคุมจิตไว้กับอารมณ์ หรือ การคุมจิตไว้กับกิจที่กำลังกระทำ ความหมายก็คือ สติ เป็นตัวคุมจิตให้อยู่กับหลักสัมปชัญญะ ความรู้สึกตัว, หมายถึง รู้ชัดสิ่งที่นึกไว้ หรือ รู้ชัดสิ่งที่กำลังกระทำในขณะนั้นๆ สัญญา ความกำหนดได้ หรือหมายรู้ คือ กำหนดรู้อาการอันเป็นเหตุให้จำอารมณ์ นั้นๆ ได้
พี่นก...
อ่านบันทึกแล้วอยากฝึกสมาธิจังค่ะ
ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ทำสมาธิเลย เหนื่อยกาย...สมองอ่อนล้า.....รู้สึกเหนื่อยจัง
สงสัยจะเริ่มเป็นเหมือนคนไข้ เหนื่อยเพลีย เบื่ออาหาร กินข้าวไม่อร่อย...เฮ้อ
การปฏิบัติให้เกิดสมาธิ เราสามารถทำได้ตลอดทุกเวลา
พยายามเรียนรู้ในการฝึกเพื่อเกื้อกูลต่อการลงมือกระทำตามความถนัดของเรา
คนโดยมากนึกว่าการปฏิบัติธรรมต้องนั่งสมาธิ นั่นเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้นในการปฏิบัติธรรม เวลาทำงาน เวลาทำกับข้าว เวลาเล่นคอมพ์ และทุกอิริยาบท
เราสามารถสืบต่อเพื่อปฏิบัติธรรมได้ทุกจังหวะ
ความหมายของทุกอย่างเราเรียนรู้ไว้แล้วก็ลงมือทำเพื่อจะได้เชยชมกับรสของความหมายอันนั้น
คนนั่งดูเกลือ กับคนนั่งอมเกลือ จะอธิบายรสของความเค็มต่างกัน..
สาธุๆๆขอรับพี่นก...
ตอนนี้ผมฝึกดูจิตในชีวิตประจำวัน ให้เกิดสติ เิกิดปัญญา
เป็นแบบปัญญานำสมาธิ เพราะถูกกับจริต
ไม่สามารถทำสมาธิขั้นสูงถึงขั้นฌานได้ครับ
ทำสมาธิสั้นๆเพื่อพักผ่อนครับ
สวัสดีค่ะ
สติเหมือนเชือกล่ามจิต ไม่ให้หลุดไปจากหลักปฏิบัติครับ
พี่นกคะ มีคำถามค่ะ....
ถ้าจิตมีสมาธิ แต่สมองเหนื่อยล้า ปัญญาจะเกิดมั้ยคะ?
ยกตัวอย่างเช่น พี่นกมีสมาธิกับการตรวจคนไข้ แต่วันหนึ่งต้องตรวจเป็นร้อย....พอถึงคนที่ร้อยเนี่ย สมองก็เริ่มจะล้าแล้ว ทำยังไงปัญญาจึงจะเกิดคะ? จะให้มีสติพิจารณาให้รู้ว่า ฉันเหนื่อยแล้วนะ ก็เห็นจะไม่เกิดประโยชน์อะไร
สวัสดีค่ะ
ตามมาจากบ้านคุณ blue star ค่ะ
อานาปนสติเป็นการฝึกสติให้ระลึกอยู่กับ "ธรรม" ใดธรรมหนึ่งทุกลมหายใจเข้าออก เช่น ลมหายใจ เวทนา เป็นต้น ท่านพุทธทาสกล่าวว่า สติปัฏฐาน 4 ตามที่ปรากฏในอานาปนสติสูตรนั้น สมบูรณ์กว่าในมหาสติปัฏฐานสูตร แต่กลับได้รับความสนใจน้อยกว่า น่าแปลกใจเหมือนกันนะคะ
ฝึกอานาปนสติได้ 2 ลักษณะ คือ ในทุกอิริยาบท และในอิริยาบทนั่งสมาธิ แม้จะฝึกระลึกรู้ในทุกอิริยาบท ก็จำเป็นต้องฝึกในท่านั่งสมาธิด้วย เนื่องจากมีความละเอียดมากกว่ากันและต้องฝึกตามลำดับขั้น ไม่สามารถนึกอยากฝึกจุดไหนก็ได้ เหมือนในทุกอิริยาบท การฝึกในอิริยาบทนั่งสมาธิ เมื่อฝึกตามลำดับจนถึงขั้นสูงสุด สามารถบรรลุอรหันต์นั้นเลยทีเดียว ท่านพุทธทาสจึงยกย่องว่าเป็นกรรมฐานหลัก อย่างอื่นๆเป็นกรรมฐานรอง
ตอนฝึกอานาปนสติในขณะนั่งสมาธิใหม่ๆก็นึกท้อค่ะ ก็มีตั้ง 16 ขั้น เพิ่งจะไต่ขั้น 1 ก็แหงนมองขั้นสุดเสียแล้ว ต่อมาคิดได้ ก็ค่อยๆทำไป ชีวิตนี้จบแค่ไหน ก็พอใจแค่นั้น พอไม่กังวล รักษาศีล ก็ทำได้ดีขึ้น
ตอนนี้พอมองย้อนกลับไป ดีใจค่ะที่ไม่เลิกเสียตั้งแต่แรกก่อน
http://gotoknow.org/profile/blue_star
สวัสดีค่ะ น้องดาว
น่าเห็นใจคนเหนื่อยจังเลย สักวันหนึ่งเมื่อกำลังสมาธิเรากล้าแข็งพอ
เราจะมีพลังเหลือเฟือ ไม่เหน็ดเหนื่อย...พี่นกเชื่อเช่นนั้น
เหมือนกับที่เวลาจิตเรามีสมาธิแม้นอนน้อยเราก็ไม่เหนื่อย......
ดังนั้น......เราต่างต้องมีกำลังใจในการฝึกปฏิบัติ...ตอนนี้ทำเท่าที่เราทำได้ไปก่อน
.....สักวันเราจะจัดสรร การงานแห่งชีวิตได้ลงตัว...
และเราจะสามารถปลดปล่อยตนเองจากพันธนาการทั้งปวงแห่งดวงจิต
พี่นกเอง รู้ตัวว่าตอนนี้ ตัวเองยังปฏิบัติน้อยไป .....ยังจัดการภาระทางโลกของได้ไม่ดีพอ
พยายามต่อไปนะจ๊ะ....น้องดาวสาวน้อยผู้ตั้งมั่นในธรรม.......
http://gotoknow.org/profile/thammatit
นมัสการค่ะท่านธรรมฐิต
พี่นกกำลังใช้นิ้วจิ้มเกลือชิมๆอยู่ค่ะ ยังไม่ได้อมเกลือ
ท่านอุปมาซะเห็นภาพแจ่มแจ้งเลยนะเจ้าคะ
......................สาธุเจ้าค่ะ.......หวังว่าจะได้รับคำชี้แนะอีกนะคะ
สวัสดีค่ะคุณPhonphon
ขอบคุณที่แบ่งปันประสบการณ์นะคะ
ที่ยากที่สุดของตัวผู้เขียนเองคือการตามดูจิตในชีวิตประจำวัน นี่แหละค่ะ
ถือเป็นการปฏิบัติขั้นสูงสำหรับผู้เขียนเลยล่ะค่ะ หากทำได้เช่นที่คุณปฏิบัติอยู่.....คงจะเป็นการดี
ตอนนี้ คอยแกะรอยธรรม ตามท่านที่ปฏิบัติมาก่อนและมีคุณเป็นหนึ่งในท่านเหล่านั้น
..................ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะพี่คิม
นกเดินตามหลังพี่คิมอยู่นะคะ
ยินดีที่มีพี่สาวใจดีเดินนำหน้าค่ะ
สวัสดีค่ะท่าน ผอ.พรชัย
ขอบพระคุณที่ชี้แนะค่ะ สติในการหายใจมักจะหนีไปบ่อยๆค่ะท่าน ลืมหายใจอยู่เรื่อย
ตอบคำถามน้องดาวรอบสองนะคะ
พี่ว่าถ้าจิตเรามีสมาธิ สมองเราจะขจัดความเหนื่อยล้าได้ค่ะ
เพราะฉนั้น เรายังไม่ถึงสมาธิในการปฏิบัติงานค่ะ
สวัสดีค่ะ
แวะมาทักทายค่ะ
พี่กำลังฝึกจิตและสมาธิอยู่ค่ะ
เป้นกำลังใจให้ด้วยนะค่ะ
สวัสดีค่ะคุณณัฐรดา รู้สึกเป็นเกียรติยิ่งแล้วที่คุณณัฐรดาแวะมาเยี่ยม
อ่านความเห็นคุณแล้วรู้สึกมีความสุขมาก
" ชีวิตนี้จบแค่ไหน ก็พอใจแค่นั้น " เป้าหมายเดียวกันค่ะ
ท่านที่ทุ่มเทปฏิบัติท่านก็บอกว่า เดี๋ยวไม่ทันน้า เดี๋ยวตายก่อนน้า
ก็แก้ตัวไปว่า หากตายในวัยนี้คงยังพอมีกำลังสติปล่อยวางอย่างเบาๆได้อยู่มังค่ะ
เพราะตระหนักรู้ว่าตวามตายคือมิตรแท้ที่ไม่มีทางละวางเราเป็นแน่ เร็ว-ช้าก็ต้องมาแน่ๆ
จะพยายามต่อไป มากน้อยตามกำลังแห่งตน
ขอสมัครเป็นเพื่อนบ้านด้วยคนนะคะ..................
สวัสดีค่ะคุณตุ๊กตา
ผู้มาใหม่อย่างเราๆ ก็ต่างต้องให้กำลังใจกันไปแหละนะคะ
ยินดีด้วยค่ะที่พบวิถีที่แท้..... และยินดีต้อนรับกัลยาณมิตรที่น่ารักค่ะ
สวัสดีอีกครั้งค่ะ
"ยากแท้ ก็แต่ คนในนี่แหละ ไม่ทำเวรต่อ แต่ระงับความไม่พึงพอใจที่กรุ่นให้รู้สึกยากยิ่งค่ะ ทำได้เพียงตามดูและปล่อยให้เขาค่อยๆสลายไป ทำได้เพียงเท่านี้ค่ะ...."
การระงับความไม่พึงพอใจได้แต่ยังกรุ่นอยู่ในใจแสดงว่ามี "ศีล" ค่ะ จึงควบคุมไว้ได้ แต่ความไม่พอใจยังอยู่ในจิต เพราะความโกรธยังอยู่
หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ บรรยายไว้ว่า (จำไม่ได้ว่าในหนังสือเล่มไหนค่ะ อมรินทร์พริ้นติ้งเป็นผู้พิมพ์) ขณะที่ความโกรธยังไม่คลาย ยังไม่ควรหาเหตุผลค่ะ เฝ้าดูความโกรธไปก่อน (ที่จริงการเฝ้าดูเฉยๆ ก็เหมือนกับการควบคุมค่ะ ข้อนี้อ่านมาจากหนังสือ หิมะกลางฤดูร้อน ของท่านโชติกะค่ะ เพราะเราเฝ้าดู ไม่ไปปรุงแต่งต่อ เมื่อไม่มีเชื้อเลี้ยงต่อ ความโกรธก็ค่อยๆสงบ ) จนความโกรธหายไปแล้ว จึงค่อยหาเหตุผล และชี้โทษให้จิตเห็น และแผ่เมตตา
คือเมื่อความโกรธจางไปแล้ว ให้ใช้ปัญญาอบรมจิต เมื่อจิตเห็นโทษของความโกรธ และเมื่อเพิ่มความเมตตาไปให้ ก็จะยิ่งคลายความโกรธ จิตก็จะค่อยๆปล่อย
ต่อไป เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้นมาอีก จะพบว่า ดีกรีความโกรธของเราจะน้อยลง จนถึงไม่โกรธเลยในที่สุด อนุสัยในด้านนี้ก็จะค่อยๆลดลงค่ะ
ความโกรธนำไปสู่หลายๆอย่างค่ะแม้กระทั่งความปิติ (ปิติเป็นคำกลางๆ มีเหตุมาได้ทั้งทางดีและไม่ดี) เช่น สมมุติเราโกรธใครอยู่ แม้จะไม่หวังให้เค้าประสบเหตุร้าย แต่พอเค้าประสบเหตุร้ายเข้า เราก็อาจจะอดปิติไม่ได้ ก็เพิ่มพูนอนุสัยขึ้นแก่จิต
ในขั้นที่ 7 ของการฝึกอานาปนสติ มีการพิจารณาว่าปิติ และสุข ว่าตกแต่งจิตอย่างไร แล้วปล่อยเวทนานั้นไปในขั้นที่ 8 เมื่อฝึกบ่อยๆ จะค่อยๆปล่อยวางได้ค่ะ
สำคัญคืออย่าท้อเสียก่อน จะกี่เดือน กี่ปี ก็ค่อยๆทำไป ดีกว่าปล่อยชีวิตให้ผ่านเลยไปเปล่าๆน่ะค่ะ
เขียนเสียยาวเลย ดิฉันเองก็ยังต้องอบรมจิตบ่อยๆค่ะ แหม ก็คนยังมีกิเลสนี่นา อิอิ
ผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจการนั่งสมาธิ เเต่นั่งไม่ได้นาน
เพราะจิตมักจะว่อกเเว่กคิดนู้นคิดนี่ไปเรื่อยเลย...น่าจะเป็นสมาธิสั้นด้วย....
สวัสดีค่ะคุณณัฐรดา
(พี่ใหญ่น้องดาวBlue_starดีใจใหญ่บอกว่าและแล้วพี่สาวของหนูทั้งสองคนก็พบกัน)