สวัสดีอีกครั้งค่ะ
"ยากแท้ ก็แต่ คนในนี่แหละ ไม่ทำเวรต่อ แต่ระงับความไม่พึงพอใจที่กรุ่นให้รู้สึกยากยิ่งค่ะ ทำได้เพียงตามดูและปล่อยให้เขาค่อยๆสลายไป ทำได้เพียงเท่านี้ค่ะ...."
การระงับความไม่พึงพอใจได้แต่ยังกรุ่นอยู่ในใจแสดงว่ามี "ศีล" ค่ะ จึงควบคุมไว้ได้ แต่ความไม่พอใจยังอยู่ในจิต เพราะความโกรธยังอยู่
หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ บรรยายไว้ว่า (จำไม่ได้ว่าในหนังสือเล่มไหนค่ะ อมรินทร์พริ้นติ้งเป็นผู้พิมพ์) ขณะที่ความโกรธยังไม่คลาย ยังไม่ควรหาเหตุผลค่ะ เฝ้าดูความโกรธไปก่อน (ที่จริงการเฝ้าดูเฉยๆ ก็เหมือนกับการควบคุมค่ะ ข้อนี้อ่านมาจากหนังสือ หิมะกลางฤดูร้อน ของท่านโชติกะค่ะ เพราะเราเฝ้าดู ไม่ไปปรุงแต่งต่อ เมื่อไม่มีเชื้อเลี้ยงต่อ ความโกรธก็ค่อยๆสงบ ) จนความโกรธหายไปแล้ว จึงค่อยหาเหตุผล และชี้โทษให้จิตเห็น และแผ่เมตตา
คือเมื่อความโกรธจางไปแล้ว ให้ใช้ปัญญาอบรมจิต เมื่อจิตเห็นโทษของความโกรธ และเมื่อเพิ่มความเมตตาไปให้ ก็จะยิ่งคลายความโกรธ จิตก็จะค่อยๆปล่อย
ต่อไป เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้นมาอีก จะพบว่า ดีกรีความโกรธของเราจะน้อยลง จนถึงไม่โกรธเลยในที่สุด อนุสัยในด้านนี้ก็จะค่อยๆลดลงค่ะ
ความโกรธนำไปสู่หลายๆอย่างค่ะแม้กระทั่งความปิติ (ปิติเป็นคำกลางๆ มีเหตุมาได้ทั้งทางดีและไม่ดี) เช่น สมมุติเราโกรธใครอยู่ แม้จะไม่หวังให้เค้าประสบเหตุร้าย แต่พอเค้าประสบเหตุร้ายเข้า เราก็อาจจะอดปิติไม่ได้ ก็เพิ่มพูนอนุสัยขึ้นแก่จิต
ในขั้นที่ 7 ของการฝึกอานาปนสติ มีการพิจารณาว่าปิติ และสุข ว่าตกแต่งจิตอย่างไร แล้วปล่อยเวทนานั้นไปในขั้นที่ 8 เมื่อฝึกบ่อยๆ จะค่อยๆปล่อยวางได้ค่ะ
สำคัญคืออย่าท้อเสียก่อน จะกี่เดือน กี่ปี ก็ค่อยๆทำไป ดีกว่าปล่อยชีวิตให้ผ่านเลยไปเปล่าๆน่ะค่ะ
เขียนเสียยาวเลย ดิฉันเองก็ยังต้องอบรมจิตบ่อยๆค่ะ แหม ก็คนยังมีกิเลสนี่นา อิอิ