ภาษา-คำพูด เป็นเครื่องมือติดต่อถ่ายทอดความหมาย บางภาษามีคำพูดที่ยืดยาว บาภาษามีคำพูดที่สั้น บางภาษาไม่มีคำพูดที่จะแสดงความรู้สึก แล้วแต่เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ที่ใช้ภาษาของตน

        วันนี้เป็นวันหยุดสบายๆ   ก็เลยอยากนำเรื่องสบายๆ  มาเล่าสู่กันฟัง  หลังจาก "นากิส" หรือ พายุกฤษณา  ได้เริ่มจางหายไป  ท้องฟ้าที่มืดมัวตลอดสัปดาห์  เริ่มสาดแสงทองผ่องอำไพ  ผืนดินที่เจิ่งนองจากน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างถั่งโถม  บัดนี้เหลือเพียงความชุ่มชื้นที่ฝากไว้บนผืนดิน     วันนี้ฟ้าเปิดราวกับว่าจะต้อนรับวันอันเป็นมงคล  วันนี้เป็นวันพระ  วันพระใหญ่เสียด้วยซิ  เพราะว่าเป็นวันออกพรรษา

      ตื่นแต่เช้ามืด  เกือบ 6 โมงเช้า  เนื่องจากเสียงปลุกของแม่  ต้องไปส่งแม่ที่วัด   ทุกวันพระแม่จะนอนค้างจำศีลที่วัด  จึงต้องเตรียมเครื่องนอน  และสัมภาระต่างๆบรรจุเต็มตะกร้าใบโตและกระเป๋าใบเขื่อง  พร้อมด้วยพานพุ่มบายศรีอีก 4  ชุด  ไม่อยากบอกว่าคุณแม่ฝีมือดี  ในการเย็บบายศรีด้วยใบตอง  และตกแต่งอย่างสวยงามเพื่อนำไปไหว้พระในโบสถ์และศาลาอย่างละชุด  คุณแม่เลยรับผิดชอบในการเย็บพานพุ่มบายศรีในทุกวันพระ   นำกระเป๋าและตะกร้าแม่ใส่รถเห็นป้ายาและน้าเยาว์กำลังเตรียมของจะไปวัดเช่นกันจึงร้องเรียกให้ขึ้นรถไปด้วยกัน  เหมือนสโลแกนเมื่อก่อนเรื่องพลังงานหารสอง  ไปทางเดียวกัน ไปด้วยกัน ...ไม่ถึงกับเช่นนั้นดอกค่ะ  พวกเราเพื่อนบ้านกันจะช่วยเหลือกันอยู่แล้วบางครั้งลูกของป้าก็รับแม่ไปด้วยหลายครั้ง 

     ถึงวัดช่วยแม่เอาของที่เตรียมมาขึ้นบนศาลาใหญ่บันได 20 กว่าขั้น  ป้ายาและน้าเยาว์กล่าวขอบใจที่รับมาส่งด้วย  “ขอบใจนะลูก  ขอบใจจ้าหมอ”  เสียงกล่าวของป้าและน้าผู้อยู่ในชุดขาว  กล่าวขอบใจฉัน  ผู้ที่มาบวชพราหมณ์กันทุกวันพระ  กลุ่มนี้เขาเรียกตนเองเป็นกลุ่ม “คณะแม่ขาว”  เนื่องจากจะมีแต่ผู้สูงอายุเสียเกือบ  90  เปอร์เซนต์  ส่งแม่เรียบร้อยกลับมาเตรียมของไปวัดเพื่อทำบุญใส่บาตร

      วันพระ  ไปวัดใกล้บ้าน  พบพี่น้องร่วมหมู่บ้านแต่งกายด้วยผ้าใหม่  สะอาด  สวยงาม  ด้วยใบหน้าอิ่มเอม  ยิ้มและทักทายกันภายในศาลาวัดที่กว้างใหญ่  เสมือนว่านัดพบปะพี่น้องและญาติมิตร  เมื่อเสียงสวดบทสุดท้ายจบลง  บางคนยังคงนั่งอยู่ต่อ  บางคนจับกลุ่มคุยกัน  คนที่ยังอยู่บางคนก็คอยเก็บสำรับภัตราหารของพระเมื่อท่านฉันท์อิ่มแล้วไปทำความสะอาด  และร่วมวงรับประทานอาหารร่วมกันที่วัดก่อนกลับบ้าน  ฉันเดินลงจากศาลาด้วยใจอิ่มบุญ  และทักทายกับอีกหลายๆคนที่มีโอกาสได้พบกันในวันพระ

       ตุ๋ยเพื่อนบ้านที่เติบมาด้วยกันตั้งแต่เด็กเรียนโรงเรียนประถมและมัธยมเดียวกัน  ตุ๋ยได้เรียนแค่ ม.3  ด้วยเหตุผลที่พ่อแม่ไม่มีเงินส่งเสียให้เรียนได้มากกว่านี้  ตุ๋ยขอทำปิ่นโตใส่กับข้าวไปให้แม่กินที่วัด  เนื่องจากคิดถึงแม่  ตอนแม่ของตุ๋ยมีชีวิต  ตุ๋ยบอกว่าไม่ได้ทำแบบนี้ให้แม่  คิดถึงแม่  เลยขอทำอาหารปิ่นโตให้แม่ของฉันเพราะตุ๋ยรักและเคารพแม่ของฉัน  เหมือนญาติจริงๆของตุ๋ย  ตุ๋ยบอกทำแล้วสบายดีใจเหมือนได้ทดแทนพระคุณแม่  ก็เลยส่งเสริมตุ๋ยในสิ่งที่ทำแล้วดีมีความสุขเป็นการได้ทำบุญอีกอย่างหนึ่ง  แม่และฉันขอบใจตุ๋ยอย่างมากในความมีน้ำใจครั้งนี้   คำว่าน้ำใจ  ขอบใจ  ขอบคุณ  มันติดปากและถูกนำมาใช้ได้บ่อยๆ  โดยไม่ต้องซื้อไม่ต้องขาย  พูดออกมาแล้วทำให้คนสองคนทั้งคนพูดและคนฟัง  รู้สึกดีและมีความสุข

            นึกได้ว่าเมื่อวันที่ 10-11 สิงหาคม 2552  ที่ผ่านมาได้ไปร่วมงานมอบรางวัลแพทย์ชนบทดีเด่นประจำปี 2552  ของมูลนิธินายแพทย์สงวน  นิตยารัมภ์พงศ์  ที่โรงแรมเอเซียร์แอร์พอร์ต  ในงานนี้ได้นำบอร์ดไปร่วมจัดแสดง เกี่ยวกับเรื่อง  การพัฒนาระบบ IT,  จิตอาสาในโรงพยาบาล,  อยู่กับเบาหวานและความดันอย่างมีความสุข  และได้หนังสือมาอ่านหลายเล่ม  เล่มหนึ่งในนั้นคือ มองอย่างบรรลุ 2  ซึ่งได้ถูกรวบรวมขึ้นจากบทความที่อาจารย์บรรลุ (นพ.บรรลุ  ศิริพานิช) ได้เขียนลงในวารสารโรงพยาบาลชุมชน 

            “มองอย่างบรรลุ”  เป็นการมองแบบหมอบรรลุและมองแบบผู้บรรลุธรรมแล้ว  เช่นเดียวกับที่คุณพ่อเกษม  พริ้งพวงแก้วได้กล่าวไว้ว่า  “บรรลุ....ผู้บรรลุธรรม”

เนื้อหาในเล่มประทับอยู่หลายเรื่อง  มากสุดก็คือ  "ไม่มีคำว่าขอบใจ"  ที่อาจารย์บันทึกไว้ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน  ปีที่ 5  ฉบับที่ 4  มกราคม – กุมภาพันธ์  2547   ซึ่งมันตรงใจกับอาชีพของเรา  และอาจตรงใจกับหลายคน  เผื่อจะได้เรียนรู้ได้จากเรื่องเล่านี้  อาจารย์บันทึกไว้ว้า

            “ประมาณ 10 มาแล้ว  ข้าพเจ้ามีโอกาสไปเยี่ยมแพทย์ชนบทตามโครงการของกระทรวงสาธารณสุข  ร่วมกับมูลนิธิแพทย์ชนบท  ในปีนั้นข้าพเจ้าเดินทางไปทางใต้สุดของประเทศ

     คืนหนึ่ง  หลังจากร่วมรับประทานอาหารเย็นกันแล้ว  ก็กลับห้องและเตรียมตัวเข้านอน  มีแพทย์หนุ่มคนหนึ่งมาเคาะประตูขอปรึกษาเป็นการส่วนตัว   ข้าพเจ้าให้เข้ามาในห้องนอนและนั่งลงข้างๆ  ฟังเขาพูด  น้ำเสียงของเขาน่าสงสาร  ร่ำร้องหาที่พึ่ง  เขาขอให้ข้าพเจ้าช่วยแจ้งผู้บังคับบัญชาระดับสูงสุดที่มีอำนาจ  ให้ย้ายเขาออกจากอำเภอที่เขาทำงานอยู่  ข้าพเจ้าถามถึงเหตุผล  เขาเล่าว่า  ตั้งแต่มาทำงานที่อำเภอนั้นเกือบ  2  ปี  เข้าตั้งหน้าตั้งตาทำงานด้วยความตั้งใจ  แต่สิ่งที่สะเทือนใจเขามี  2  เรื่องที่ไม่อยากอยู่ที่นี่คือ

     1.  เขาถูกญาติคนไข้ด่าแม่  เพราะอยู่เวรแล้วตรวจคนไข้ช้า  ไม่ทันใจญาติคนไข้

     2.  ตั้งแต่ทำงานมาเกือบ  2  ปี  เขาไม่เคยได้รับคำว่า  “ขอบใจ”  จากปากคนไข้หรือญาติคนไข้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

     “คุณหมออยากไปอยู่ที่ไหน ?”   ข้าพเจ้าถามเขา

     “ที่ไหนก็ได้  ทางภาคอีสาน”  ข้าพเจ้ารับฟังและให้สติ – กำลังใจแก่เขา  เท่าที่ทำได้

     รุ่งขึ้นก็เดินทางไปเยี่ยมโรงพยาบาลชุมชนแห่งต่อไป  ที่โรงพยาบาลชุมชนแห่งสุดท้ายที่ไปเยี่ยมได้พบแพทย์อีกคนหนึ่ง  เป็นแพทย์ที่กำเนิดทางภาคใต้  พูดภาษาใต้กับคนไข้คล่อง  ชื่อก็เป็นคนใต้ 

     ข้าพเจ้าถามเขาว่า  "ตั้งแต่เป็นหมอมา  มีคนไข้ขอบอกขอบใจบ้างมั้ย"

      เขาตอบข้าพเจ้าว่า “ภาษาพื้นเมืองที่นี่  ไม่มีคำว่าขอบใจ  ขอบใจเป็นความรู้สึก  มีอยู่ในหัวใจ  ไม่มีคำพูด”

     อ่านหนังสือของอาจารย์แล้วทำให้คิดได้ว่า  นั่นซินะ  บางที  กับ  บางคน  แค่มองหน้ามองตา  เราก็รับรู้ความรู้สึก

ได้  รู้ว่าคำพูดที่เขาจะพูดออกมา  เรารู้แล้วว่าเขาจะพูดอะไร

       ถ้าเยี่ยงนั้น...ขนม  ผลไม้  ของฝากทั้งหลายที่ฉันได้รับ  ตั้งมากมาย  คือ  สัญลักษณ์  "แทนคำขอบใจ/ขอบคุณ"  ซินะ

                                          

 

                                                                                                            น้ำชา