คนที่เตรียมการขอตำแหน่งนั้น อย่างน้อยจำนวนหนึ่งหรืออาจเป็นส่วนใหญ่ก็ได้จะทำงานประจำน้อยลง เพื่อทุ่มเทให้กับการเตรียมเอกสาร เพื่อการขอตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นเอกสารหลักฐาน หรือการตีพิมพ์ ที่มีหลักการว่าคนเหล่านั้นจะมีเอกสารต่างๆตามหลักการ ที่ในระบบการปฏิบัติงานปกติ หรือการทำงานที่ได้ผลจริงๆ ไม่ได้ทำ หรือ ไม่ต้องทำเช่นนั้น

ทุกครั้งที่มีการนำเสนอโครงการพัฒนาการศึกษาไทยในทุกระดับ และทุกสาย สิ่งหนึ่งที่มักถูกหยิบขึ้นมาว่าเป็นแนวทางการแก้ปัญหาก็คือ

เงินตอบแทนบุคลากร และ การเลื่อนตำแหน่งของบุคลากร

ทั้งในระดับโรงเรียนที่มีตั้งแต่ ครู ชำนาญการ และ ชำนาญการพิเศษ

และในมหาวิทยาลัย ก็มี ศาสตราจารย์ ระดับต่างๆ

ที่มีการนำเสนอว่าจะเป็นการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา

มองจากภายนอกก็ดูเหมือนจะดูดี ที่มีบุคลากรที่มีตำแหน่งสูงๆ ที่น่าจะสัมพันธ์กับความสามารถ และความจำเป็นในการมีบุคลากรที่มีความสามารถสูงๆดังกล่าว

แต่ในทางปฏิบัติแล้ว กลับไม่ค่อยสอดคล้องกับความต้องการและความเป็นจริงในสังคมไทย 

ว่าตั้งแต่การเข้าสู่ตำแหน่ง ไปจนถึงการปฏิบัติงานในตำแหน่ง ที่ค่อนข้างจะไม่ตอบสนอง และอาจขัดแย้งกับความต้องการพัฒนาการศึกษาของไทย

  • ที่ชัดๆ ก็คือ คนที่เตรียมการขอตำแหน่งนั้น อย่างน้อยจำนวนหนึ่งหรืออาจเป็นส่วนใหญ่ก็ได้จะทำงานประจำน้อยลง เพื่อทุ่มเทให้กับการเตรียมเอกสาร เพื่อการขอตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นเอกสารหลักฐาน หรือการตีพิมพ์ ที่มีหลักการว่าคนเหล่านั้นจะมีเอกสารต่างๆตามหลักการ ที่ในระบบการปฏิบัติงานปกติ หรือการทำงานที่ได้ผลจริงๆ ไม่ได้ทำ หรือ ไม่ต้องทำเช่นนั้น

นี่ก็เป็น “ลดประสิทธิภาพการทำงาน” ของบุคลากรไปจำนวนหนึ่ง 

  • ในขั้นตอนการขอตำแหน่งนั้นก็จะมีการพิจารณาที่ไม่ค่อยสอดคล้องกับความเป็นจริง ส่วนใหญ่จะว่ากันไปตามเอกสารหลักฐานที่เสนอ มีการรับรองอย่างถูกต้อง แต่ความจริงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
  • ทำให้เปิดช่องให้มีการสร้างเอกสารเท็จ หรือการจ้างทำเอกสารเพื่อการขอตำแหน่งโดยไม่จำเป็นต้องมีผลงาน และผู้บริหารสถานศึกษาก็ยังกล้าลงนามรับรองผลงานแบบไม่เกรงกลัวความผิด เพราะทำกันจนเป็น "ปกติ" แบบไม่เคยมีใครที่ทำผิดแล้ว ได้รับการลงโทษ

ที่เป็นการเบี่ยงเบนเจตนาของการเลื่อนตำแหน่งและการให้เงินตอบแทน 

  • หลังจากการได้รับตำแหน่งแล้ว โดยวิธีดังกล่าวข้างต้น ก็อาจได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการพิจารณาผลงานของคนอื่นๆ ที่ทำให้มีโอกาสทำงานที่จำเป็นต้องทำลดลง

ที่ทำให้เวลาในการทำงานประจำและสำคัญกว่า ลดลง 

  • บางคนที่ผ่านการประเมินมาแบบไร้คุณภาพ (ด้วยวิชามารใด ก็แล้วแต่) ที่ไร้ความสามารถ ทำงานจริงๆไม่เป็น ไร้สามัญสำนึกความรับผิดชอบ ก็จะถือว่า ตัวเองได้รับตำแหน่งแล้ว ได้รับเงินตอบแทนแล้ว จะทำงานหรือไม่ก็ได้เท่าเดิม

จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการทำงานแบบ “เช้าชามเย็นชาม”

  • การสร้างเส้นทางและตัวอย่างที่ไม่ดีมีผลทางจิตวิทยาต่อคนที่จิตใจอ่อนแอ ที่ถือว่า คนตำแหน่งสูง เงินเดือนสูง ยังทำแค่นั้น แล้วเราจะทำงานหนัก และจริงจังไปทำไม อย่างมากก็แค่ทำจริงๆบ้างเล็กน้อย เพื่อให้ได้ตำแหน่งอย่างเขาบ้าง ก็พอแล้ว

จึงเป็นเส้นทางและตัวอย่างที่ไม่ดีของการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา

  • พอได้แค่นั้น ทำงานแค่นั้น เมื่อมีโครงการพัฒนาใหม่ ก็เรียกร้องกันใหม่ เพื่อเลื่อนตำแหน่งต่อไปอีก ได้เงินเพิ่มต่อไปอีก โดยไม่ได้คิด หรือหวังจะให้การศึกษามีการพัฒนาดีขึ้นแต่อย่างใด

จึงเป็นที่มาของความสูญเปล่าในการจัดงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาของไทยทั้งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และอาจเกิดขึ้นมาอีกในอนาคต

 

แล้วทางเลือกในการพัฒนายังมีอยู่ไหม

ผมเชื่อว่ามีครับ

จากประสบการณ์ตรงของผมเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้น

  • ถ้าเป็นไปได้ควรมีการประเมินแบบเชิงประจักษ์ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้  แบบตรงไปตรงมา ไม่เน้นทั้งเอกสารจริง และเอกสารเท็จ (กระดาษเปื้อนหมึก) (Impact auditing)
  • และจ่ายผลตอบแทนตามปริมาณและคุณภาพของงานที่เกิดขึ้นแบบปีต่อปี หรือ รายสามปีก็ได้ (Conditional benefits)
  • ที่แม้ผ่านการประเมินไปแล้วก็อาจพิจารณาให้ตกเกณฑ์กลับมารับตำแหน่งต่ำกว่า และงดจ่ายเงินตอบแทนได้ในปีต่อๆไป (Provisional status and benefits)
  • การประเมินเชิงประจักษ์นั้นจะต้องมีผลงานที่เป็นรูปธรรม ตามเกณฑ์ที่เป็นประโยชน์ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ไม่คลุมเครือให้มี “การเลี่ยงบาลี” ในการตีความ ไม่เน้นการทำเอกสารยาวๆ แบบไร้สาระ มีแต่เอกสารสรุปตัวเนื้องานจริง แบบสั้นๆ เป็นจริง ตรวจสอบย้อนหลังได้ ทั้งเชิงปริมาณ และคุณภาพ (Actual  evaluation)
  • และถ้าพบว่ามีการช่วยเหลือกันแบบผิดหลักการ ให้ลงโทษทั้งผู้ขอรับการประเมิน ผู้ลงนามรับรอง ผู้รับจ้างทำผลงาน และผู้ประเมินทุกระดับ (System control and punishment)

ถ้าใช้หลักการนี้ จะไม่มีเงินกินเปล่า ตำแหน่งเปล่าๆ (โดยไม่ทำหน้าที่จริงตามที่กำหนดไว้) ที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาการศึกษาของประเทศ

แต่ผมเชื่อว่า ไม่น่าจะมีใคร (ที่เสียประโยชน์) จะเห็นด้วยกับผม

แต่ผมก็ยังเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ (ที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาการศึกษา) น่าจะเห็นด้วยกับผม

สำคัญที่ว่า

ปัจจุบัน อำนาจในการชี้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในมือของใคร

ถ้าอยู่กับกลุ่มคนเห็นแก่ตัว คนที่อาจจะเสียผลประโยชน์ ก็น่าจะยาก

แต่ถ้ามีอัศวินม้าขาวในระดับสูง เกิดขึ้นมาสักคนในวงการศึกษา ที่กล้าคิด กล้าทำ กล้านำการเปลี่ยนแปลง

ผมเชื่อว่าประเทศไทยน่าจะมีโอกาสในการพัฒนา

ไม่งั้นก็คงจะพัฒนาด้วยการเดินทางแบบน้ำเน่า ย่ำอยู่กับที่ แก้ไขปัญหาแบบวัวพันหลัก เชือกมัดคอตายอยู่ตรงนี้กระมังครับ

ยิ่งคิดตามยิ่งน่ากลัวครับ

หรือใครคิดว่ามีทางออกที่ดีกว่านี้ครับ