"...ความที่เกรงว่าเมื่อไม่มีพ่อแล้วพวกเราก็จะห่างกันไป เลยก็ทำให้ญาติพี่น้องทางย่ากลับหมุนเวียนกันมาหาแม่และพวกเรามากกว่าเดิม แล้วก็ต่างยังคงมีความสันถวะนอบน้อม ผูกพันและคุ้นเคยกันดังญาติ ..."

 พ่อเป็นคนพื้นเพบ้านห้วยคต อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี  ซึ่งเมื่อ ๕๐-๖๐ ปีก่อน ก่อนที่จะมาเป็นอำเภอห้วยคตของจังหวัดอุทัยธานีดังปัจจุบันนั้น มีสภาพเป็นหมู่บ้านชนบท แวดล้อมไปด้วยทิวเขาและผืนป่า

หรือแม้แต่ตัวเมืองจังหวัดอุทัยธานีเอง ก็มีสภาพเพียงเป็นชุมชนเล็กๆที่อยู่นอกทางผ่านของการคมนาคมสายหลักของประเทศ การเดินทางจากบ้านของเราไปยังบ้านปู่และย่า หรือการเดินทางจากบ้านปู่และย่าที่ห้วยคตมายังบ้านของเราที่ห้วยถั่ว ซึ่งแต่เดิมเป็นหมู่บ้านในเขตอำเภอบางมูลนากของจังหวัดพิจิตร ในยุคของแม่และพ่อที่เพิ่งเริ่มสร้างครอบครัวนั้น ต้องใช้เวลาหลายวัน มาถึงยุคของพวกผมก็ต้องใช้เวลาทั้งวัน อีกทั้งยังคงไม่มีเส้นทางจากนครสวรรค์ไปถึงเมืองอุทัยธานีโดยตรงเสียอีก

การที่จะเดินทางไปอุทัยธานีในยุคนั้น ต้องเดินทางไปข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท แล้วก็นั่งรถ บขส ไปยังเมืองอุทัยธานีซึ่งเป็นชุมชนสงบเงียบอยู่กลางป่า จากนั้นก็ต่อรถเมล์ท้องถิ่นอีก ๒ ต่อ ถึงทางแยกเขาทรมะเพื่อเข้าบ้านห้วยคต ก็เป็นทางเกวียนลอดไปตามทิวป่าไผ่และแมกไม้ที่ยังมีสภาพป่าไปตลอดทาง บางช่วงต้องเดินลุยโคลนลึกและขี่ช้างข้ามลำน้ำ บางช่วงก็ขึ้นมอเตอร์ไซคล์ ถึงบ้านย่าก็มืดค่ำพอดี

ผิดกับปัจจุบันนี้อย่างไม่เหลือร่องรอยของอดีต ที่ห้วยคตได้ยกระดับเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดอุทัยธานีแล้ว อีกทั้งหนาแน่นและมีสภาพความเจริญในด้านต่างๆมากกว่าบ้านตาลิน อำเภอหนองบัว หลายอย่าง

                           

ที่บ้านย่าเหมือนกับเป็นอีกโลกหนึ่งที่น่าตื่นเต้นและแปลกตาไปหมดแทบทุกอย่าง รอบข้างเต็มไปด้วยป่า ภูเขา ผลหมากรากไม้ และสัตว์ป่า มีมะพร้าวมากมาย มีสวนส้มโอและส้มซ่าที่พ่อชอบ มีต้นมะไฟซึ่งให้เด็กๆยกขโยงไปนอนกินอยู่ใต้ต้นทั้งหมู่บ้านก็ไม่หมด มีช้างไว้ใช้งาน มีธารน้ำจากป่าเขาผ่านมาข้างหมู่บ้านให้เล่นอย่างสนุกสนาน มีเพื่อนๆที่เป็นลูกหลานของญาติทางปู่และย่าที่มารอผมและพี่ชายให้แอบลงไปหาที่ใต้ถุนบ้านแล้วก็พากันไปเล่นในป่าทุกวัน ผืนดินทุกแห่งที่บ้านย่าเป็นดินทราย ไม่เลอะเกรอะกรังให้เปลืองน้ำล้างเท้าเหมือนดินเหนียวบ้านเรา

ย่าเป็นทั้งผู้มีศรัทธาในพระศาสนาและเป็นผู้ปฏิบัติธรรมอยู่ในชีวิตอย่างสม่ำเสมอ อาว์ฉวี คำศรีจันทร์ ก็บวชเป็นแม่ชี อุทิศตนเพื่อการปฏิบัติและศึกษาอบรมเพื่อสืบทอดพระศาสนา สืบต่อจากปู่และญาติผู้ใหญ่ทางฝ่ายปู่และย่าอีกหลายท่าน ย่าและที่บ้านย่าจึงเป็นภาพของญาติพี่น้องที่ใจดีมีเมตตา และมีแต่ของแปลกๆที่หลายอย่างไม่เหมือนบ้านเรา เวลากลับบ้านก็จะได้ของฝากมากมายติดมือไปด้วย โดยเฉพาะเสื้อผ้าชุดใหม่ๆ มะพร้าวอ่อน ส้มโอ มะไฟ พอถึงบ้านพวกผมก็จะแย่งกันพูดรายงานพวกน้าและญาติพี่น้องทางบ้านเราว่าไปเจออะไรมาบ้าง

ปีหนึ่งๆ เมื่อถึงช่วงปิดเทอมหลังเกี่ยวข้าว พ่อก็จะพาพวกผมไปบ้านย่าหนึ่งครั้ง และต้องไปทุกคน หากใครมาทำเป็นหลอกว่าพ่อจะไม่เอาใครไปสักคนหนึ่งก็มีอันต้องนอนชักดิ้นชักงอเหมือนจะขาดใจตายไปบัดนั้น การได้เดินทางไปบ้านย่าเป็นเหมือนกับความมหัศจรรย์ของชีวิตยามนั้น

ญาติพี่น้องจากบ้านปู่และย่าที่ห้วยคตก็จะมาเยี่ยมพ่อแม่และพวกเราอยู่เสมอเหมือนกัน แต่การเดินทางจากบ้านห้วยคต เมืองอุทัยธานีมาบ้านเราในอดีตนั้นช่างยากลำบาก ยากลำบากกว่าเดินทางจากบ้านเราไปยังบ้านย่าหลายเท่า อีกทั้งบ้านเราก็เป็นบ้านนาป่าดงที่ไม่มีสิ่งต่างๆเหมือนบ้านย่าเลย ไม่มีสวนและไม่มีผลไม้ป่า แต่มีน้ำพริกกับผักที่ปู่และญาติๆจะชอบมากคือผักสะเดากับผักแว่น

แม่จะตำน้ำพริก พ่อจะคอยดูแลญาติผู้มาเยือน พวกผมและญาติพี่น้อง รวมไปจนถึงเด็กๆ ก็จะกระจายกันอย่างเป็นไปเอง บ้างก็ออกไปเก็บผักสะเดา บ้างก็ออกไปเก็บผักแว่น บ้างก็ไปเก็บผักบุ้งนา แวะเวียนมาให้แม่และญาติพี่น้องที่มาเยี่ยมยามกันจนเยอะแยะไปหมด ไม่ใช่ทุกคนเกรงว่าจะไม่พอกิน ไม่พอต้อนรับญาติๆ และใช่ว่าจะไม่รู้ว่าแต่ละอย่างนั้นมากเกินพอแล้ว ทว่า มันเป็นเพียงสื่อการแสดงออกอย่างชาวบ้านว่ามีความยินดีและแสดงการน้อมตนสู่ความเป็นญาติพี่น้องกันนั่นเอง

ครั้งหนึ่ง ย่าและญาติๆจากบ้านย่าก็มาเยี่ยมแม่และพ่อ วันที่ย่าจะกลับ ก็เป็นวันที่ผมจำภาพของแม่และการร่ำลากันในวันนั้นได้อย่างติดตา ย่านั่งลงตรงระเบียงที่แม่มักนั่งและนอนไกวเปลกล่อมผมและน้องๆที่เกิดตามมาอีกหลายคน ย่าเป็นคนใจดี ปฏิบัติธรรม และมีพลังความเมตตากรุณาแผ่ออกมาอยู่ในทุกอริยาบท เมื่อนั่งลงจึงเหมือนกับแม่พระที่นั่งสงบนิ่ง 

แม่พาพวกผมไปนั่งอยู่ที่ชานบ้านลดต่ำลงกว่าระเบียงที่ย่านั่งอยู่เบื้องหน้า แล้วย่าก็นั่งประนมมือกล่าวให้พรแก่แม่และพวกเรา  พอย่ากล่าวเสร็จ แม่ก็กราบ กราบอย่างสิโรราบ นอบน้อม ๓ ครั้ง

พ่อได้ถึงแก่กรรมเมื่อปี ๒๕๓๔ ก่อนถึงวัยเกษียณอายุราชการ ๓ ปี หลังการถึงแก่กรรมแล้ว ญาติพี่น้องของเราทางฝ่ายย่า ต่างก็ปรารภว่า เมื่อไม่มีพ่อเป็นสายไยเชื่อมโยงความเป็นญาติพี่น้องกันไว้เสียแล้ว ญาติพี่น้องทางฝ่ายยายและแม่กับผมและพี่ๆน้องๆก็เห็นจะไม่ไปมาหาสู่กันดังญาติอย่างเมื่อก่อนเสียแล้วกระมัง เลยก็ทำให้กลายเป็นตรงกันข้ามจากเมื่อก่อน เนื่องจาก ความที่เกรงว่าเมื่อไม่มีพ่อแล้วพวกเราก็จะห่างกันไป  เลยก็ทำให้ญาติพี่น้องทางย่ากลับหมุนเวียนกันมาหาแม่และพวกเรามากกว่าเดิม แล้วก็ต่างยังคงมีความสันถวะนอบน้อม ผูกพันและคุ้นเคยกันดังญาติ

การสันถวะนอบน้อมต่อกัน และความคุ้ยเคยกันดังญาติ ช่างเป็นสิ่งมหัศจรรย์จริงๆของสังคมมนุษย์.