21-5-49
สวัสดีชาว Blog ทรัพยากรพันธุ์ X
ผมต้องขอขอบคุณลูกศิษย์ทุกคนที่กรุณาส่ง Blog มาพูดคุยกันและหลังจากจบการอบรมเมื่อวันที่ 18 ที่ผ่านไปแล้วก็ยังส่งมาหาผมอีก 2-3 ท่านแล้วขณะนี้ Blog ของเรามีคนเข้ามาแล้วประมาณเกือบ 200 คน ก็นับว่ามีคนให้ความสนใจแยะ และเป็นแหล่งที่ share ข้อมูลได้ดี ผมอยากจะขอย้ำเรื่องวันเสาร์ที่ 10 มิ.ย.ที่ office ของผมจะมีการพบกันอีกครั้งแต่ส่วนใหญ่จะเน้นการพูดเรื่อง SMEsส่วนคุณยมนั้น ผมยอมรับว่ามาช่วยเป็นวิทยากรได้ดีมาก ผมขอชมเชยที่ต่อยอดความคิดของผมได้ดีแล้วยังพูดถีงอาจารย์ป๋วยอย่างอบอุ่นด้วย อาจารย์ป๋วยท่านรักลูกศิษย์และชีวิตท่านติดดินมากผมเองก็ได้ใกล้ชิดกับลูกศิษย์เยอะ ได้รับรู้จากลูกศิษย์ตลอดเวลา
ขณะนี้ผมอยู่ที่ Melbourne กับ กฟผ.แล้วก็จะไปประชุม APEC ต่อ แต่ก็ขอให้ลูกศิษย์พันธุ์ X ช่วยส่ง Blog มาคุยกันว่าวันที่ 2 ของการอบรมได้อระไรบ้าง และผมอยากให้ยมมาช่วยเป็นวิทยากรให้ผมบ่อยๆ
ขอบคุณ
จีระ หงส์ลดารมภ์
17 - 5 - 49
สวัสดีครับชาว Blog..
วันนี้ผมรับหน้าที่เป็นโค้ชให้แก่ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องทรัพยากรมนุษย์และมาร่วมการเรียนรู้ในการสัมมนาที่ทาง Marketing Guru เป็นผู้จัดฯ ผมก็เลยแนะนำให้ลูกศิษย์ที่นี่เข้ามาแบ่งบันความรู้ ความคิดกันที่ชุมชนการเรียนรู้ออนไลน์ หรือ Blog แต่เนื่องจากว่า Blog เดิมของผม (We share ideas) มีการต่อสายความคิดกันค่อนข้างจะยาวมาก ก็เลยคิดว่าน่าจะมี Blog ใหม่สำหรับกลุ่มลูกศิย์ที่ Marketing Guru ขึ้นมา โดยใช้ชื่อ Blog ว่า "Marketing GuRu/ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้" ก็หวังว่า Blog นี้จะได้รับความสนใจเช่นกัน
สำหรับบรรยากาศการเรียนรู้ในช่วงเช้าวันนี้ดีมากเพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเล่า และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน
ลูกศิษย์ของผมในวันนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
-
กลุ่มแรกเป็น Non - HR คือเป็นผู้ที่ไม่ได้ทำงานด้าน HR โดยตรง แต่มีความสนใจในเรื่อง "คน" วันนี้ก็คงจะได้รับความรู้ทั้งในแง่ของการพัฒนา การบริหาร และการกำหนดยุทธศาสตร์เรื่องคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะของผู้นำ หรือผู้บริหารในองค์กรก็จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ถือธงนำทางไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งจะต้องมองเรื่อง "คน" อย่างลึกซึ้ง รอบคอบแบบมีปรัชญา
-
อีกกลุ่มหนึ่งคือ HR Manager ซึ่งมีอยู่หลายคนด้วยกันที่ทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มที่เป็นแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับแรงงานไร้ฝีมือ ผมก็หวังว่าการเรียนในวันนี้จะทำให้ลูกศิษย์ของผมมองทะลุว่า HR ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องของปรัชญา ความเชื่อ และศรัทธา ประเด็นที่จะฝากไว้สำหรับลูกศิษย์ในกลุ่มนี้ก็คือ การทำงานให้ประสบผลสำเร็จเรื่อง "คน" เราควรจะเริ่มที่ R ตัวแรก นั่น คือ Respect หรือการนับถือ ให้เกียรติ ยกย่องกับคนที่ทำงาน หรือร่วมงานกับเราในทุกระดับ ซึ่งนับว่าเป็นกุญแจสำคัญดอกแรกที่จะไขไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน
จีระ หงส์ลดารมภ์
ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณอาจารย์อย่างมากทีเสียสละเวลาอันมีค่ามาทำการแลกเปลี่ยนความรู้กับพวกเราในวันนี้ อาจารย์จะใช้คำว่าแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ไม่ใช้คำว่ามาสอน ซึ่งทำให้บรรยากาศในห้องสัมมนาในวันนี้เป็นไปด้วยความสนุกและไม่เครียดค่ะ ดิฉันเป็นคนที่มักจะหาความรู้ใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีโอกาสได้ดูรายการที่อาจารย์ดำเนินรายการเนื่องจากที่บ้านไม่ได้ติด UBC ค่ะ ด้วยเหตุผลบางประการณ์ แต่เมื่อได้พบกับอาจารย์ในวันนี้รู้สึกว่าคิดไม่ผิดที่มาสัมมนาในวันนี้และวันพรุ่งนี้ ซึ่งทั้งสองวันจะเป็นวันที่เราได้ความรู้ ประสบการณ์ และที่สำคัญได้สังคมใหม่ ๆ ได้รู้จักเพื่อนอีกกลุ่มที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน ซึ่งก่อนหน้าที่ก็ได้มีการรวมกลุ่ม HR กับพวกสื่อต่าง ๆ และก็ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แลกเปลี่ยนการแก้ปัญหาในระบบ HRมาบ้าง แต่เพื่อน ๆ กลุ่มนี้ส่วนมากจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิหลาย ๆ ท่าน และอีกหลาย ๆ ท่านเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งนี้ถือว่าเป็นโอกาสอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับนอกเหนือจากวิชาการที่อาจารย์ได้บรรยายในวันนี้ ในขณะที่เขียนบทความถึงอาจารย์นี้ดิฉันยังไม่ได้กลับบ้านเลยค่ะ ต้องเข้ามาพิมพ์การบ้านส่งอาจารย์ก่อน เพราะที่บ้าน Internet เข้าไม่ได้ค่ะ คอมพิวเตอร์เสียค่ะ เลยต้องเข้ามาส่งความคิดเห็นนี้ถึงอาจารย์ก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน และเตรียมตัวเพื่อไปรับความรู้ในวันพรุ่งนี้อีก ซึ่งก็คาดหวังว่าจะนำความรู้ที่ได้รับทั้งสองวันนี้มาประยุกต์ใช้ในสำนักงานให้มากที่สุด
ขอสรุปประเด็นที่ได้รับในวันนี้ ดังนี้ค่ะ
1. ได้รับความรู้ใหม่ ๆ ที่ไม่ได้มองแค่ในสำนักงานเราเท่านั้น แต่ได้ทราบถึงภายนอกด้วยว่าขณะนี้โลกได้พัฒนาไปถึงไหนแล้ว จากเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่มาเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้
2. ได้รู้จักอาจารย์ที่จากเดิมไม่เคยรู้จักมาก่อนและนี้แหละผู้ที่จะจุดประกายความฝัน หรือความมุ่งมั้นในการทำงานให้กับเรา เพราะบ้างครั้งมีปัญหาในการทำงาน ไม่มีผู้แนะแนวทางให้ก็ทำให้สมองมึนเหมือนกันค่ะ แต่วันนี้คิดว่าเราได้ทางสว่างในการทำงานแล้วค่ะ ถึงแม้ไม่ได้ติดต่อกับอาจารย์โดยตรง แต่บทความ เนื้อหาที่อาจารย์ได้ลงไว้ใน web ก็น่าจะนำมาพัฒนาองค์กรและตัวเองได้แน่ ๆ
3. หนังสือของอาจารย์ยังอ่านไม่จบค่ะ แต่จะอ่านต่อไปให้จบเพราะเท่าที่อ่านมามีประโยชน์ในเรื่องของแนวคิดในการบริหารคน ก่อนหน้านี้ได้เคยอ่านประวัติ คุณสุจินต์ ที่เค้าเขียน เค้าว่าผมเป็นมืออาชีพค่ะ แล้วก็หนังสือชื่อ fish ที่แปลว่าปลานี้แหละค่ะ เป็นหนังสือที่พูดเกี่ยวกับคน และแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารคนมาบ้างแล้วค่ะ เมื่ออ่านจบคงจะได้แนวคิดเพื่อนำไปประยุกต์กับการบริหารแล้วในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอนค่ะ
และสุดท้ายถึงการสัมมนาในสองวันนี้จะจบ แต่การเรียนรู้ของดิฉันคงไม่มีวันจบค่ะ อยากมีความรู้สักเสี้ยวหนึ่งของอาจารย์เพื่อจะนำความรู้ที่มีอยู่ของเราไปพัฒนาองค์กรและประเทศชาติต่อไปค่ะ
ขอแสดงความเคารพและนับถืออย่างยิ่ง
สิ่งที่ได้จากหลักสูตรอบรมสัมนาในวันนี้ มีมากมายหลายประเด็น เริ่มจากการหาแนวทางเพื่อจะได้ทราบว่าจะทำอย่างไร เพื่อจะ motivate หาความเป็นเลิศของคนออกมาให้ได้ จากปรัชญาต่าง ๆ ที่ได้จากการสัมนา สิ่งที่น่าสนใจคือ ทรัพยากรมนุษย์ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นกำไร ดังนั้นการมีความรู้เพื่อนำไปใช้พัฒนาคน จึงถือเป็นสิ่งสำคัญมาก จากการสัมมนาในวันนี้มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็น ซึ่งน่าจะแบ่งออกเป็นประเด็นใหญ่ ๆ ได้ 3 ประ เดน ดังนี้
immagination1.เรื่องของทุนทางปัญญา ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การคิดเป็น ไม่ใช่จะเป็นแต่ผู้ปฏิบัติอย่างเดียว แต่ต้องคิดเป็นด้วย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคล ที่จบ ปวช ปวส ก็ ถ้าเป็นผู้ที่คิดเป็น ก็สามารถที่จะทำงานต่างๆ ได้ดี และอาจดีกว่าผู้ซึ่งจบปริญญา ตรี หรือ ปริญญาเอกที่ได้แต่เรียน และท่องจำ ไม่สามารถประยุกต์ หรือสร้างสรรค์ งานอะไรได้ นอกจากนี้ การที่คิดออกนอกกรอบไม่เป็น ก็เป็นการยากที่จะทำให้มีการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ออกมา อย่างเช่น ปรัชญาของอาจารย์ที่ว่า การสร้างความคิดออกนอกกรอบ หรือ คิดแบบ
สำคัญกว่าการมี knowledge เพียงอย่างเดียว
What’s going on around us2.เรื่องของจังหวะเวลา การมีโอกาสที่ดี และการบริหารสถานการณ์ได้ จะสามารถทำให้เราประสบความสำเร็จ
ดังนั้นเราควรสนใจในเรื่องของ
เพื่อที่จะได้
opportunityที่ดีกว่า หรือมากกว่าคนอื่น ดังนั้นการอ่านหนังสือมากขึ้น การหาความรู้จากสิ่งรอบตัวตลอดเวลา จึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะ การที่เราอ่านน้อย มุมมองต่าง ๆ ก็จะไม่กว้าง ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ก็จะไม่เกิด นอกจากนั้นการนำ
ITเข้ามาใช้ ก็เป็นการสร้างโอกาส และ จุดแข็งให้กับงานของเรามากขึ้นเช่นกัน เช่น เพราะ IT ทำให้เกิด e-commerce , การผลิตที่ถูกลง ต้นทุนที่ต่ำขึ้น รวมถึงไม่ต้องเสียภาษีด้วย ซึ่งนับเป็นการสร้าง oportunity และ advantage ให้กับงานอีกด้วย
HR3.ทรัพยากรมนุษย์ และ Innovation
Innovation หรือ นวัตกรรม คือ การมีจินตนาการ บวกกับความคิดสร้างสรรค์ และความรู้ใหม่ ๆ ที่เป็นระบบ และนำไปปฏิบัติลงมือทำ ทำแล้วก็ต้องให้เกิดประโยชน์ และให้มีมูลค่าเพิ่มด้วย
การมีความคิดสร้างสรรค์ ส่วนหนึ่งก็ต้องมาจากการคิดที่เป็นระบบ ดังนั้น การหาความรู้ใหม่ ๆ ตลอดเวลาจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ มีความสำคัญกับงาน
มาก เพราะทำให้บทบาทของ HR ที่มุ่งเน้นแต่งานเอกสารเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เรียกว่า
HRพันธุ์ X ซึ่งเป็น
HRที่กล้าคิดกล้าทำ และมีการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ มาสร้างสรรค์งาน ให้เปลี่ยนไปในแนวทางที่เป็นประโยชน์กับองกร ที่มีความเปลี่ยนแปลง ตามยุคสมัยตลอดเวลา
ปัญหาเรื่องคนที่เป็นอุปสรรคกับการทำ นวัตกรรม
เรียน ศ.ดร.จีระ ที่เคารพ
มาเรียนกับท่านอาจารย์วันนี้ ตระหนักได้ว่า
1. ถ้าประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความรู้มากมายหลากหลาย และมีความคิดโชติช่วงชัชวาลเฉกเช่นท่านอาจารย์จีระ ประเทศไทยเราคงพัฒนาก้าวไกลไปกว่านี้มาก
2. มนุษย์เกิดมามีความเท่าเทียมกัน สังคมจะอยู่อย่างสงบสุข ถ้าเราให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะอยู่ตำแหน่งอะไร หน้าที่การงานอะไร ก็มีคุณค่าในเนื้องานของเขาเอง
3. งานเกี่ยวกับ HR ไม่มีทฤษฎีอะไรที่แน่นอนและลงตัวแบบ 1+1 = 2 ทั้งนี้เี้พราะมนุษย์มีอารมณ์เป็นตัวกำหนด
4. งาน HR จะสำเร็จถ้าเจ้าหน้าที่ HR สามารถ tuning in กับฝ่ายจัดการได้สำเร็จและพูดเป็นภาษาเดียวกัน
ด้วยความเคารพ
ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงที่ได้สละเวลาอันมีค่าของอาจารย์มาให้ความรู้แก่พวกเรา และทำให้พวกเราได้รู้จักกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน จากการได้อบรมในวันนี้ ได้ให้ประโยชน์แก่ตัวดิฉันมาก จากการที่ดิฉันได้ทำงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ซึ่งตั้งแต่เริ่มทำงานดิฉันได้พบ หรือ ผ่านผู้คนจำนวนมาก (พนักงาน) ซึ่งหลายรุ่นมาก สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะหลังจากที่ดิฉันได้รับเขาเข้ามาพยายามฝึกสอนเขา ทุกอย่างจนเป็นงาน ไม่นานเขาก็ออกไป ซึ่งทำให้มีการเปลี่ยนพนักงานหลายรุ่น จนถึงรุ่นปัจจุบัน ซึ่งดิฉันก็พยายามหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นถึงเป็นเช่นนี้ และวันนี้ดิฉันก็ได้รู้แล้วค่ะ (แม้จะไม่มากนัก) เพราะดิฉันได้ฟังอาจารย์บรรยายค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ ดิฉันสรุปได้ดังนี้
การบริหารความเป็นเลิศของคนในองค์กร
1. ให้คนมีคุณภาพ
2. ให้คนมีความมุ่งมั่นพัฒนาองค์กร
3. พัฒนาคนไปสู่ความเป็นเลิศ
4. ทุกคนมีศักยภาพ แต่ทำอย่างไรถึงจะให้คนนำออกมาใช้
5. ต้องศึกษาตัวบุคคลอย่างแท้จริง
ทรัพยากรณ์มนุษย์ และ Innovation
ปัญหาเรื่องคน เป็นอุปสรรคในการสร้างนวัตกรรม
1. ไม่มีจริยธรรม
2. ไม่มีความมั่นใจ
3. ไม่มีศักยภาพ
4. การแสดงออก
5. ขาดความรู้
6. ไม่ชอบความเสี่ยง
7. คิดว่าตัวเองเก่ง
ดิฉันมีปัญหาที่จะถามอาจารย์ดังนี้ค่ะ
1. พนักงานส่วนใหญ่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง, การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองเก่ง และทำดีแล้ว, ไม่ยอมรับสิ่งใหม่ ๆ
2. ถ้าเราอยากตรวจสอบพนักงาน ในการทำงานด้านบริการหลังการขาย มีวิธีไหนบ้าง ที่ไม่ต้องไปสอบถามจากลูกค้า
3. ไม่รู้ว่าปัญหาเกิดจากตัวเราหรือเปล่า เช่น GM ทำงานเร็วเพราะมีการแข่งขัน แต่พนักงานในแผนกที่เกี่ยวข้องทำงานล่าช้ามาก ผิดพลาดบ่อย ๆ ทำให้เกิดการขัดแย้ง และ นำไปสู่การไม่อยากทำงานของตัวเองที่ได้รับมอบหมาย
4. การสร้างบรรยากาศที่ดีในองค์กร มีข้อแนะนำหรือเปล่าค่ะ นอกจาก อารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส
อาจารย์มีข้อแนะนำหรือเปล่าค่ะ
ขอขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ
เรียน อาจารย์ที่เคารพ
ต้องขอขอบคุณทาง Marketing GURU ที่ได้จัดให้มีการสัมมนาหลักสูตร “ทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้”และมีวิทยากรคือ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นผู้ที่ให้ความรู้ คำแนะนำ นำประสบการณ์ที่มีคุณค่ามาเล่าให้ฟัง ตลอดจนให้ผู้เข้าร่วมสัมมนามีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน
ดิฉันชอบแนวคิดของทางอาจารย์เกี่ยวกับให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาซึ่งพวกเรามีอยู่ด้วยกัน 25 ท่าน ร่วมกันเป็นพันธมิตรในการรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งกลุ่ม Consultant for SME มากค่ะ และดิฉันจะขอเป็นส่วนหนึงในกิจกรรมนี้ด้วยค่ะ (อยากสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และเพิ่มมูลค่าให้กับตัวเองบ้าง)
และจากการที่ได้ทำ workshop ขอสรุปประเด็นที่กลุ่มได้นำเสนอเกี่ยวกับปัญหาเรื่องคนที่เป็นอุปสรรคในการสร้างนวัตกรรมคืออะไร โดยให้อธิบายมา 3 เรื่อง โดยในกลุ่มที่ 1 (นำเสนอเป็นกลุ่มแรก) ได้สรุปประเด็นจากกลุ่มได้แก่
และจากการที่ได้ฟังกลุ่มอื่นๆ นำเสนอนั้น ได้มีประเด็นที่น่าสนใจได้แก่
ซึ่งจากการทำเพียง 1 workshop ในเวลาเพียงน้อยนิด แต่พวกเราก็ได้ความรู้ และเกิดการเรียนรู้เป็นอย่างมาก และดิฉันเองต้องพัฒนาตัวเองอีกเป็นอย่างมาก เพื่อให้มีความรู้จริง และทำตัวเองให้มีนิสัยเรียนรู้ให้มากกว่านี้
จากการที่ได้เข้าร่วมสัมมนาในวันนี้ ขอสรุปประเด็นที่ได้รับดังนี้ค่ะ
ในวันนี้ขออนุญาต ส่งงานให้ทางอาจารย์ก่อนเท่านี้นะค่ะ เพราะต้องสอนการบ้านลูกๆ และส่งงานให้ทางที่ทำงานด้วย อย่างไรก็ตามในวันนี้ ดิฉันได้รู้จักอาจารย์มากขึ้น และจะเรียนรู้จากอาจารย์ให้มากยิ่งขึ้นในวันพรุ่งนี้ และตลอดไป ส่วนหนังสือจะอ่านให้จบภายในคืนนี้ค่ะ
“ การบริหารความเป็นเลิศของคนในองค์กรไม่ใช่แค่ปลูกข้าว
............. แต่ต้องดูว่าเก็บเกี่ยวได้ผลหรือเปล่า”
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
เบญจวรรณ ฤกษ์สมเด็จ
แต่การเข้ามาสัมผัสบรรยากาศในวันนี้ พบความจริงอย่างหนึ่งว่า แม้เรื่องบางเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง จะเป็นเรื่องที่เราพอรู้มาบ้าง ลึกๆแล้วเราที่รู้มาเหมือนไม่มีประโยชน์อะไรเลย เหตุเพราะขาดการนำไปปฎิบัติ อาจารย์ยังตอกย้ำได้ตรงๆถึงความล้มเหลวในการเข้าอบรม ที่รับมาเพียงความรู้ที่ขาดการนำไปต่อ ยอด
สิ่งที่ได้รับจากการเข้าสัมมนาในวันแรกนี้ ทำให้รู้สึกได้ว่าหลายๆครั้งที่ผ่านๆมา แม้เราจะย้ำคิดย้ำพูดถึงความสำคัญของ คุณค่ามนุษย์ ที่ดูเหมือนระบุบอกถึง” คน”เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า แต่การปฎิบัติต่อเขาเหล่านั้นกลับไม่ได้แสดงออกให้เห็นถึงคุณค่าที่ได้กล่าวอ้างไว้
โดยรวมๆ ทรัพยากรมนุษย์ เมื่อนับเป็น “กำไร” ที่กล่าวถึง นั่นก็ยิ่งตอกย้ำถึง คุณค่าที่สำคัญของทรัพยากรมนุษย์ที่ ยิ่งต้องให้การเอาใจใส่, ดูแล, พัฒนา เพื่อรักษาไว้ ให้สามารถสร้างประโยชน์ และ ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มต่อองค์กรอย่างจริงจัง
สิ่งที่ได้มีการแลกเปลี่ยนกันในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงมุมมองที่หลากหลาย ที่แฝงเร้นอยู่ในความคิดความอ่านของแต่ละคน ที่นับได้ว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่มีความต้องการ มีเป้าประสงค์ต่อการเข้ามาร่วมสัมมนาที่คล้ายๆกัน
การทำ Workshop ก็เป็นอีกเรื่องที่เป็นการเปิดโอกาสให้ได้มีการแสดงออกถึงซึ่งความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวาง อีกทั้งสามารถนำความคิดที่อาจแตกต่างกันอยู่บ้างมา Align เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวคิดที่สมบูรณ์มากที่สุด
อีกประเด็นก็คือ แนวคิดการก่อเกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ การสร้างแนวร่วมเพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกันได้ในกลุ่มสัมมนา หรือแม้แต่ อาจสามารถเชื่อมโยงไปในกลุ่มอื่น ล้วนเป็นสิ่งใหม่ๆที่ ได้รับทราบรับรู้ในวันนี้ ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว ล้วนสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมในภาพใหญ่ได้ ทั้งนี้ก็เนื่องจากการจัดการการศึกษา-พัฒนาบุคคลากร ในประเทศของเรายังดูเหมือนว่ายังไม่สามารถสนับสนุนความเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม การที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมรับฟังการสัมมนาในวันนี้ ทำให้รู้สึกได้ถึง การตอกย้ำ และทำให้มั่นใจได้ในหลายๆเรื่องที่ค้างๆคาใจอยู่บ้างเช่นกัน โดยเเฉพาะในส่วนของการพัฒนาที่ต้องมองภาพรวมๆ ของประเทศ อย่ามองเพียงกลุ่มคน กลุ่มเล็ก ในองค์กรของเรา ที่แท้จริงแล้ว ก็คือการมองไปยังเป้าหมายใหญ่ที่เราปราถนาให้ประเทศเป็น และ ให้ส่งเสริมดำเนินการให้องค์กรเล็กๆของเราสามารถประสพผลสำเร็จได้ อีกทั้งความสำเร็จดังกล่าวยังต้องมีผลต่อความสำเร็จของเป้าหมายใหญ่ของประเทศที่เราตั้งใจไว้อีกด้วย
จากการอ่านหนังสือ "ทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้ (CHAMPIONS)" ที่อ่านผ่านๆเร็วๆ เนื่องจากหากอ่านเอาเรื่องก็ไม่อาจจบทันการส่งการบ้าน (แต่ตั้งใจแน่วแน่ว่า ต้องอ่างให้จบ ในแบบของการอ่านและวิเคราะห์เจาะลึก ให้ได้)
อาจารย์ กับท่านพารณ ต่างล้วนมองไปที่การพัฒนาคน โดยเน้นที่การสร้างความยั่งยืนในระยะยาว และรวมถึงการแสวงความรู้ความคิดใหม่ๆ โดยมุ่งเน้นไปที่องค์กรจะดีต้องมีคนเก่ง และดีมีคุณธรรม มีวินัย เน้นการมีความส่วนร่วมของพนักงาน เพื่อให้เกิดความผูกพันกับองค์กร เป็นการนำเอาความคิดด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กระจายสู่สังคมให้มากขึ้น
ความแตกต่าง ที่เกิดขึ้นบนเป้าหมายเดียวกัน ทฤษฎี 4L
ของอาจารย์
- เข้าใจการเรียนรู้, สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้, สร้างโอกาสในการเรียนรู้, สร้างชุมชนการเรียนรู้
ของท่านพารณ
- หมู่บ้านแห่งการเรียนรู้ , โรงเรียนแห่งการเรียนรู้ , อุตสาหะกรรมแห่งการเรียนรู้ , ประเทศแห่งการเรียนรู้
อย่างไรก็ตาม นับได้ว่า เป็นหนังสือที่ดี เล่มหนึ่ง ที่สามารถ บ่งบอกได้ถึงมุมมองและแนวคิดของ สอง ผู้รู้แห่งประเทศไทย ที่สามารถอ่านเอาเรื่องและนำไป Apply ต่อยอดกระบวนการ วางแผน , การทำไปปฎิบัติ, การตรวจสอบ และการแก้ใขกรณีที่ต้องปรับปรุงการปฎิบัติ ได้เป็นอย่างดีครับ
เรียน อ.จีระ
ต้องขอเรียนแจ้งอาจารย์ล่วงหน้าเลยว่า ก่อนหน้านี้แล้วไม่เคยรู้จักตัวอาจารย์ และ WEBSITE ของอาจารย์เลย แต่เป็นเพราะเจ้านายได้ฟังอาจารย์พูดจาก UBC จึงได้ส่งเข้าไปอบรม (17-5-49) ในครั้งแรกที่รับรู้ว่าต้องมาอบรมมีความรู้สึกไม่อยากมาเลย แต่เมื่อได้ฟังหัวข้อ และแนวคิด รวมทั้งได้อ่านข้อความใน WEBSITE ของอาจารย์แล้วรู้สึกขอบคุณเจ้านายมาก ๆ ที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้าง เพราะโดยปกติแล้วในองค์กรไม่ค่อยมีใครได้ไปฝึกอบรม
เมื่อได้ฟังอาจารย์พูดแล้วรับรู้ได้เลยว่า อาจารย์เป็นคนที่มีความรู้จริงแทบจะทุก ๆ เรื่อง แล้วก็เป็นคนที่มีความคิดทันสมัย เพราะโดยปกติคนรุ่นอาจารย์ที่คิดว่าตัวเองมีความรู้เยอะแล้ว จะไม่ค่อยขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม จะคิดว่าความรู้ตัวเองแน่นพอแล้ว และทุกคนต้องฟัง แต่สำหรับอาจารย์ไม่ใช่ ในการสอนของอาจารย์ ๆ จะรับฟังความคิดเห็นของลูกศิษย์ และนำความรู้ของอาจารย์มาช่วยเสริมทำให้เกิดความกระจ่างมากยิ่งขึ้น
ในหนังสือที่อาจารย์แจกก็ได้อ่านบ้างแบบไม่ละเอียด แต่ชอบบทความที่อาจารย์สัมภาษณ์คุณพารณมาก เพราะงานที่ทำทุกวันนี้เป็นผู้ขายสินค้าให้กับบริษัทในเครือปูนซีเมนต์ไทยหลายโรง และได้รับรู้มาตลอดเวลาว่า พนักงานของปูนฯไทย นั้นมีประสิทธิภาพ ซื่อสัตย์ รักองค์กรจริง ๆ และไม่เคยมีปัญหาเรื่องการคอรัปชั่น ทางปูนฯไทย จะเน้นเรื่องบรรษัทภิบาล และความโปร่งใสมาก ทำให้รู้สึกเลยว่าคนที่วางระบบให้ปูนฯไทย ต้องเป็นคนดี และ เก่งมาก ๆ และเมื่อได้มาอ่านหนังสือของอาจารย์ ทำให้ถึงบางอ้อได้เลยว่าเพราะอะไรปูนฯ ไทย ถึงประสบความสำเร็จได้จนถึงทุกวันนี้
หลังจากวันนี้ไปก็ตั้งใจว่าจะเข้าไปอ่านบทความของอาจารย์ให้ละเอียด เพื่อเพิ่มพูนความรู้ และพัฒนาสมองของตัวเองให้รู้จักคิดและประมวลผลได้อย่างเป็นระบบมากขึ้นค่ะ
ขอแสดงความนับถือ/วัฒนา
กราบเรียนอาจารย์ที่เคารพค่ะ
มนุษย์เราอาจถือได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่โลกได้สร้างขึ้นมาให้มาอยู่คู่กับการพัฒนาการ วิวัฒนาการต่างๆ แต่การจะสร้างให้มนุษย์ให้เป็นคนเก่ง คนดี คนฉลาดนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและลึกซึ้งที่เราต้องค่อยๆทำความเข้าใจ และต้องทำความเข้าใจให้ตรงประเด็น เช่นว่า การอยู่รวมกันกับคนมากกว่า 1 คน เป็นธรรมชาติที่เราจะเริ่มเห็นปัญหา เช่นมีข้อคิดเห็นต่างกัน มีพฤติกรรมต่างกัน ซึ่งเราจะให้ทุกคนเหมือนเรานั้น เป็นไปไม่ได้ แต่เราจะพยายามสอดประสานความรู้ ทักษะวิถีการเรียนรู้ การใช้ชีวิตให้ไปในทางที่ดี เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมได้
การที่ได้เข้ามารับการอบรมจากอาจารย์นั้น เปรียบเสมือนเป็นการย้ำหรือชี้ทางให้กับเราว่าเรากำลังเดินอยู่บนทางที่ถูกที่ควรหรือไม่ หรืออาจจะหลงทางอยู่ ไม่รู้จริงเห็นแจ้งในวัฏจักรทรัพยากรมนุษย์ วันนี้ซึ่งเราได้เริ่มเรียนรู้ ค้นหาคำตอบ และเริ่มเข้าใจ….ดังต่อไปนี้
สำหรับการเข้ารับการอบรมกับอาจารย์ ยังคงมีอะไรให้ค้นหาและเรียนรู้อีกมากมาย อย่างน้อยวันนี้ก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่จริงๆที่สามารถทำให้คิดตามและเกิดเป็น “Know-how” ได้ เมื่อจบการอบรมคงจะเข้าใจและรู้แนวทางที่จะปฏิบัติ “How-to” ต่อไป
กราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ
ภาวพันธ์ โตแสง
www.tohsang.com
วันนี้ผมได้เข้าอบรมสัมมนาเรื่อง "ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้" โดยมีท่านอาจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นวิทยากร ผมจัดอยู่ในกลุ่ม non-HR เข้าไปเรียนเพราะต้องการเรียนรู้ เรื่อง HR ให้มากขึ้น เพราะงานที่บริษัทกำลังขยายตัว รวมทั้งธุรกิจของบริษัทก็เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนโดยตรง
วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ฟังอาจารย์บรรยาย รู้สึกแปลกกับวิธีการถ่ายทอดของอาจารย์ ไม่เหมือนกับวิธีการสอนของวิทยากรท่านอื่น แต่เป็นสิ่งที่ดีครับทำให้ผู้เข้าอบรมได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ทำให้การเข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้ได้รับประโยชน์มากขึ้น เพราะผมเห็นว่าความรู้จากประสพการจริง มีค่ากว่าทฤษฎีในตำรา ผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้ว สามารถนำไปปรับใช้ได้เลย
ช่วงท้ายวันนี้มีการระดมสมองกันในเรื่อง อุปสรรคของการทำนวตกรรม ผมมองเห็นว่าทุกคนตระหนักและทราบดีว่ามีอุปสรรคอะไรบ้าง แต่ในเกือบทุกบริษัท ปัญหานี้ก็ยังคงอยู่โดยเฉพาะในองค์กรใหญ่ๆ
ผมได้อ่านหนังสือของอาจารย์ไปแล้วบางบท เห็นได้ชัดเจนเลยว่าทั้งท่านพารณและอาจารย์จีระ มีความมุ่งมั่นมากในการพัฒนาคน ท่านพารณได้สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กร ทำให้คนของปูนซิเมนต์ไทยเป็นคนที่มีคุณภาพ สร้างความได้เปรียบในด้านการแข่งขันให้บริษัท การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดในบริษัท ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว
เช่นเดียวกับอาจารย์จีระผมเห็นว่าการที่อาจารย์พยายามผลักดันให้ผู้บริหารประเทศเห็นความสำคัญในเรื่องการพัฒนาคนเป็นการมองกาลไกลมาก เพราะประเทศจะเจริญได้อย่างมั่นคงและยั้งยืน คนในประเทศต้องเป็นคนที่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในประเทศ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มาสัมมนาเรื่อง HR และก็วิเศษมากเพราะฟังแล้วคิดแล้วรู้สึกว่า ตัวเองนี่ขาดมุมมองเยอะแยะ Knowledge ในเรื่องอื่นๆ ก็ต้องปรับปรุง ทั้ง ๆ ที่อ่านหนังสือเยอะมาก ทุกวัน ในรถ และ ก่อนนอน แต่เป็นหนังสือบันเทิง
พอฟังอาจารย์แล้ว ต้องพยายามปรับปรุงตัวเองแน่นอน ให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ ที่เป็น MINI กูรู
วันนี้ได้ฟังเรื่องนวัตกรรม ก็มีข้อคิดประเด็นหนึ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นปัญหา ที่เป็นอุปสรรคกับการทำ นวัตกรรมอีก 1 ประเด็น คือความสามัคคี ทำยังไงกลุ่มคนที่อยู่ด้วยกัน ทำงานร่วมกัน ในองค์กรเดียวกัน ถึงจะสามัคคี เกาะกลุ่มกัน การไม่สามัคคี ไม่ค่อยเหนียวแน่น ไม่ค่อยแข็งแรง ทำให้ Power ในการออกความเห็นที่ เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมก็เลยไม่ค่อยสำเร็จ เลยมีแต่ ideas มากมาย
สวัสดีค่ะอาจารย์และชาว Blog ทุกคน
ดิฉันเป็นน้องใหม่ของชาว Blog และรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์จีระ หลังจากที่วันนี้ได้เข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ดิฉันต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ได้ให้โอกาสดิฉันได้เป็นแนวร่วมคนหนึ่งในการบริหารความเป็นเลิศของทรัพยากรมนุษย์
หลังจากที่ได้รับแจ้งจากฝ่ายบุคคลให้ดิฉันเข้าร่วมสัมมนา สิ่งแรกที่สงสัยและไม่แน่ใจในความหมายของ "HR" พันธุ์แท้ว่าคืออะไรและทำไมวิทยากรถึงเป็นอาจารย์จีระ ซึ่งดิฉันเคยได้ยินชื่อเสียงท่านแต่ไม่คิดว่าท่านจะสละเวลามาบรรยายได้ สิ่งเดียวที่ได้รับการขยายความจากหัวหน้าคือจากการที่ได้ดูรายการ UBC ของอาจารย์ทำให้ดิฉันและเพื่อนอีก 3 คนได้มาร่วมสัมมนาในวันนี้
จากบรรยากาศในห้องสัมมนาเราได้ share idea โดยแบ่งเป็นTeam learning อาจารย์ให้เราแนะนำตัวและบอกในสิ่งที่เราต้องการจาก work shop นี้ และบอกว่า เราจะได้เรียนรู้จากเพื่อนๆที่เข้าร่วมสัมมนาจากการที่เราได้ share idea โดยมีอาจารย์เป็นแนวร่วม
เสียงอาจารย์ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของดิฉันว่า "โป๊ะเชะ" และบอกกับพวกเราเสมอว่าต่อไปพวกเราจะต้อง"บ้าคลั่ง"ในการใฝ่รู้แบบ life long learning ซึ่งตอนนี้ดิฉันเริ่มซึมซับกับความรู้สึกของคำๆนี้แล้ว
สำหรับวันนี้สิ่งที่เรียนรู้จากอาจารย์ถึงวัตถุประสงค์ที่พวกเรามารวมกันเพื่อหาความรู้เรื่อง HR พันธุ์แท้และนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเรา องค์กร และประเทศ โดยเน้นการเรียนแบบ 4 L's ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จากเพื่อนๆที่มาจากหลากหลายอาชีพ สิ่งที่ได้กับตัวเองก็คือการเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองในการเรียนรู้และนำเอาไปใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าทั้งตัวเองและคนอื่น
ก่อนจบของวันนี้อาจารย์ให้ทำ work shop เกี่ยวกับปัญหาเรื่องคนที่เป็นอุปสรรคในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆโดยให้อ่านบทความเกี่ยวกับ HR เพื่อ Innovation โดยอาจารย์ให้คิดคำตอบที่ไม่ซ้ำกับของอาจารย์ ในทีมของเราพูดถึงการขาด Confidence การขาด Ethic และ ความแตกต่างของศักยภาพด้านพื้นฐานทางครอบครัวและการศึกษาซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการทำงานเป็น Team work ได้
สุดท้ายการบ้านในคืนนี้คือการ share Blog จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้และจากการอ่านหนังสือ "HR" พันธุ์แท้ซึ่งเป็นบทเรียนจากความจริงทั้งของอาจารย์และคุณพารณซึ่งต้องขอยกให้เป็น "HR Champions" ทั้งสองท่าน
Dear Dr.Chira,
So sorry I have to submit my assignment in English since my Thai typing is very very poor. However, my English also poor as well.
I saw my classmates wrote several beautiful articles thus I may not want to repeat it. I would like to say that I'm delighted the way you conduct the class. It's exciting and fruitful. This is the first time I have a chance to submit my assignment via Blog. Quite cool!
-I had learnt that "How to" is not important than "Convert knowledge to be performance".
- Sentence of the day " Human Resources is not the Cost but the Profit.
Please kindly share your experiences to our class tomorrow about "How to build our staff to give commitment to their work.
Last but not least, "Nothing Never Change" however "The Cause of Changes Never Change". This is why we have to keep on learning for whole life.
Best regards,
Kanidtha Vidthayanon
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณอาจารย์จีระที่ให้ความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ในวันนี้ ซึ่งวันนี้ได้จัดเป็นวันแรกของการสัมมนา บรรยากาศภายในห้องสัมมนาได้มีการจัดเป็นโต๊ะกลม ซึ่งจะได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ของผู้เข้าร่วมสัมมนา และจะได้รู้จักกันมากขึ้น ช่วงเช้าอาจารย์ได้ใช้เวลาพอสมควรในการให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รู้จักกัน และมีโอกาสได้ถ่ายทอดถึงปัญหาของแต่ละคน ในวันนี้อาจารย์ได้ให้ความรู้ถึงสถานะการณ์ว่าภายนอกเป็นอย่างไร อนาคตจะเป็นอย่างไรถ้าเราไม่มีการพัฒนา อาจารย์ได้ให้แง่คิด สอนให้เราได้รู้จักคิดตามเวลาท่านบรรยาย ท่านได้สอนเกี่ยวกับทฤษฎี 4Lวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ในครั้งนี้ และมีทฤษฎีอีกมากมายที่ท่านนำมาบรรยาย เพียงแต่เราจะต้องนำสิ่งที่เรียนรู้มาปรับใช้กับองค์กรของเราเอง ช่วงท้ายชั่งโมง อาจารย์ได้ให้ชมวีดีโอเกี่ยวกับเรื่องนวัตกรรม การที่จะมีนวัตกรรมนั้น ก็จะต้องมีความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความคิดนี้ก็ต้องทำให้สำเร็จด้วย ผู้เข้าร่วมสัมมนาก็ได้มีโอกาสทำ workshop ได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องของอุปสรรคของการมีนวัตกรรม ท้ายนี้การเข้าร่วมสัมมนาในวันแรกก็ทำให้ดิฉันได้แง่คิดบ้างไม่มากก็น้อย จากการฟังบรรยายของอาจารย์จีระ แต่ดิฉันคิดว่าสิ่งที่มีประโยชน์นอกจากนั่งฟังการบรรยาย คือได้เจอเพื่อน ๆ ผู้เข้าร่วมสัมมนา เพราะการได้เรียนรู้ถึงประสบการณ์ของแต่ละท่านเป็นสิ่งมีประโยชน์มาก ๆเช่นกัน
ในเรื่องของหนังสือที่อาจารย์ให้มาอ่านนั้น ท่านทั้งสองก็จะเน้นในเรื่องของคนเหมือนกัน แต่บางสิ่งบางอย่างที่นำมาใช้ก็จะไม่เหมือนกัน บางอย่างก็จะคล้าย ๆ กัน ท้ายนี้ดิฉันต้องขอขอบคุณอาจารย์อีกครั้งที่ให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านมีโอกาสเข้ามา blogในเว็บไซค์ของอาจารย์ ขอบคุณค่ะ
สิ่งที่ได้รับจากการอ่านหนังสือ
จุดอ่อน
ปัญหาเรื่องคนที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรม
1 ไม่สามารถทำงานเป็นทีมได้ดีและขาดทีม Spirit
2 ชอบสบายไม่อยากเสี่ยงการทำสิ่งใหม่
3 ไม่ขนขวายหาความรู้ใหม่
4 ไม่มีนิสัยรักการอ่าน
5 ขาดจริยธรรม(หรือมีแต่น้อย)ที่จะคำนึงถึงสังคม
6 มีความเป็นอัตตา (เชื่อมั่นในตนเองสูงเกินไม่รับฟังผู้อื่น)
7ไม่เข้าใจความหมายของการสร้างนวัตกรรมอย่างแท้จริง
ผมต้องขาดการเข้าร่วมสัมมนาในสายอาชีพตรงของผมถึงสองงานเพื่อเข้าร่วมรับการอบรมหลักสูตร ทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้ ของ ศ.ดร.จีระ ในวันนี้ คุ้มครับ ผมรู้จักและติดตามผลงานของท่านมาตลอด ไม่เคยผิดหวังเลยครับ ท่านมีวิธีการให้ความรู้คนที่แตกต่างกว่าวิทยากรท่านอื่นๆ ผมได้ความรู้เพิ่มเติมมากมาย ท่านเป็นเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นตัวผมเอง ท่านเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนและยกย่องผมมาตลอด ท่านเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมเคยพบ ( รองจากคุณพ่อและคุณแม่ผม)
ผมได้เลือกเรียนวิชาที่ผมต้องการจะทำงานเป็นอาชีพ โดยไม่ให้ความสนใจกับวุฒิบัตรที่สังคมกำหนดให้ ผมไม่เคยหยุดเรียนรู้ ผมพร้อมที่จะเรียนทุกลมหายใจเข้าออก ทั้งเรียนจากประสพการในชีวิต และเรียนจากหลักสูตร วิทยากรที่มีชื่อเสียงในด้านการบริหาร การจัดการ การตลาด หรือหลักสูตรอะไรก็ตามที่ผมเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพและเพิ่มมูลค่าให้กับผม ผมจะต้องหาทางเข้าไปเรียนรู้จากวิทยากรท่านนั้นให้ได้
ผมไม่เคยได้รับมอบหมายงานให้ดูแลเรื่อง HR แต่ผมทราบว่า HR เป็นเรื่องที่สำคัญมากในวงการธุรกิจ หัวหน้างานทุกท่านจะต้องมีความเข้าใจในบทบาทของ HR ผู้นำและหัวหน้างานที่มีประสิทธิภาพจะต้องเข้าใจ HR และต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไปกับการตลาด การบริหารการจัดการ และการเงิน HR ต้องถูกแทรกอยู่ในทุกส่วนของธุรกิจ
การบริหาร HR จริงๆไม่ยาก เพียงแต่ผู้ที่รับผิดชอบต้องมีความจริงใจ และยุติธรรม สอดส่องดูแลทรัพยากรมนุษย์ให้เขาได้ในสิ่งที่เราเองอยากจะได้ ตั้งงบด้าน HR ให้เป็นเงินลงทุนเช่นเดียวกับการลงทุนในทรัพย์สิน
สวัสดีท่านอาจารย์ ดร.ธีระ และเพื่อน ๆ ทุกคน
ตอนเช้าของวันนี้ ต้องบอกตรง ๆ ว่า ไม่เคยรู้จักอาจารย์มาก่อนหน้านี้เลย เนื่องจากอยู่ในสายงาน Non-HR แต่หลังจากเข้าสัมนาแล้ว ก็รู้สึกคลั่งไคล้ในวิชาความรู้ของอาจารย์มาก นึกไม่ถึงเลยว่าเมืองไทยจะมี Guru เจ๋ง ๆ แบบนี้ บอกตรง ๆ และขอฟันธงไปเลยว่าการสัมนาวันนี้ถึงพริกถึงขิง แถมมีความเป็นกันเองอีกต่างหาก มันโป๊ะเชะ จริงๆ (ขออนุญาตยืมคำอาจารย์มาใช้ค่ะ) ขอบพระคุณอาจารย์และเพื่อน ๆ ที่ทำให้วันนี้เป็นการสัมนาที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ ถ้ามีโอกาสคงต้องขออนุญาตติดตามผลงานอันทรงคุณค่าของอาจารย์ที่จะมีต่อๆ ไป
สำหรับเพื่อน ๆ แล้ว ดิฉันรู้สึกดีใจ และยินดีที่ได้รู้จักทุกคน ถึงแม้เราจะมาจากต่างบริษัท ต่างสายงาน รวมไปถึงวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกัน แต่การสัมนาวันนี้ ทุกคนมีความเป็นกันเองมาก ระหว่างการสัมนามีการร่วมแบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ส่วนงานที่ได้รับมอบหมาย เพื่อนๆ ทุก ๆ ทีมน่ารักมาก มีการรวมหัว(สมอง)กัน share idea ร่วมกันทำจนงานสำเร็จลุล่วงด้วยดี ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เพื่อน ๆ keep relation กันไว้ เพื่อสามารถสร้าง connection ทางธุรกิจได้ในอนาคต
สำหรับเรื่องที่ได้สัมนาไปแล้วในวันนี้ เพื่อน ๆ ผู้มีความสามารถได้เขียนกันไปมากแล้ว ดิฉันขออนุญาตสร้างความแตกต่าง เขียนความคิดเห็นเรื่องที่จะสัมนาในวันพรุ่งนี้สัก 1 ประเด็น ขอเป็น Issue เรื่อง Leadership กับ Management แตกต่างกันอย่างไร
ขออนุญาตพูดถึง มิติของผู้นำซึ่งเข้าใจว่าน่าจะประมาณนี้
1. มีการพัฒนาความสามารถในการเป็นผู้นำ เพื่อนำองค์กรไปในอนาคตด้วยความมั่นใจ
2. มีการพัฒนาความรู้ความสามารถในด้านธุรกิจและความท้าทายในโลกธุรกิจยุคโลกาภิวัฒน์
3. มีวุฒิภาวะ สร้างความสมดุลในผลงาน และกิจกรรมที่ยังดำเนินต่อไป
ผู้นำไม่จำเป็นต้องทำตามแผน แต่ทำสิ่งที่ถูกต้อง Do the right thing ผู้นำจะมีวิสัยทัศน์ มองไกลถึง mission และ Strategy ขององค์กร การที่มี on the job experiences ก็ไม่ได้สร้างผู้นำตามที่องค์กรต้องการได้
ผู้จัดการ ต้องทำทุกอย่างให้เป็นไปตามแผน เป็นไปตามกฎ ตามกรอบ ต้องควบคุมไปตามแผน Do the thing right ผู้จัดการจะมองที่ How to เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนใหญ่เป็นการมองด้านเดียวไม่ได้มองมุมกว้าง ผู้บริหารที่ดีหรือผู้จัดการที่ดีก็อาจไม่เหมาะกับการเป็นผู้นำ
ขออนุญาตจบแค่นี้นะค่ะ เริ่มง่วงแล้ว เขียนต่อไปอาจไม่รู้เรื่องก็ได้
แล้วพบกันพรุ่งนี้ที่เก่าเวลาเช้ากว่าเดิมค่ะ
พริมา เข็มกลัดเงิน
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์ที่เคารพ วันนี้ดิฉันรู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสมาร่วมสัมมนาในหลักสูตรนี้ ได้พบเพื่อนผู้ร่วมทางที่มีที่มาแห่งการเข้ามาสู่การเรียนรู้ครั้งนี้หลากหลายเหตุผล แต่มีแนวคิดร่วมในเรื่องการให้ความสำคัญกับบุคลากรเฉกเช่นเดียวกัน เป็นโอกาสจะได้แลกเปลี่ยนความรู้ และที่สำคัญได้พบอาจารย์ วคิดในเรื่องการให้ความสำคัญกับเรื่องและฟังหลักการ แนวคิดและเรื่องราวจากประสบการณ์ของอาจารย์ซึ่งถือว่ามีค่ามาก และเป็นโอกาสได้เรียนลัดจากผู้มีประสบการณ์สายตรง ที่เรียกได้ว่าเป็น Guru ในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
วันนี้เราตระหนักกันดีว่า ทรัพยากรมนุษย์ คือสิ่งที่มีค่าสูงสุด ซึ่งอาจารย์ได้แนะนำว่า เราต้องบริหารความเป็นเลิศโดยการดึงเอาศักยภาพของคนออกมาให้ได้มากที่สุด ซึ่งต้องใช้หลักยุทธศาสตร์ และคงมีมากมายที่ต้องทำความเข้าใจกันต่อไป (วันนี้ยังอ่านหนังสือไม่จบ แต่จะอ่านต่อไปให้จบแน่ๆ)
วิธีการเรียนรู้ที่อาจารย์ใช้และแนะนำให้พวกเราวันนี้ จึงเป็นแนวทางซึ่งปูพื้นฐานที่จะทำให้ผู้เรียนต้องคิด วิเคราะห์และเกิดความเข้าใจจริงๆ ตลอดจนนำไปประยุกต์เพื่อต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในโอกาสต่อๆไปได้ มิใช่นั่งฟังผ่านๆ ไป พอจบ class แล้วก็ลืม หรือมิได้มีอะไรงอกเงยออกมาสร้างนวัตกรรมใดๆได้
นวัตกรรม หรือ Innovation ที่ได้เรียนรู้วันนี้ ก็คือการที่เราใช้จินตนาการแห่งความคิดสร้างสรรค์ ประกอบกับความรู้ที่เป็นระบบ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจ และสังคม ให้ลุล่วงเกิดเป็นผลสำเร็จ
ประเทศไทยเราต้องเตรียมพร้อม และปรับตัวพัฒนาเรื่องนี้ เพื่อสามารถแข่งขันได้ในโลกเสรี ซึ่งเราต้องทราบว่าปัจจุบันทรัพยากรมนุษย์ของไทยเราบางครั้งก็เป็นอุปสรรคในการสร้างสรรค์นวัตกรรมดังกล่าว ซึ่งหากจะวิเคราะห์ลงไปให้ถึงพื้นฐานทางสังคม วิถีการดำรงชีวิต และวัฒนธรรมดั้งเดิม ก็พอจะสรุปได้ดังนี้
1. ระบบการศึกษาของเราเน้นให้ท่องจำ มากกว่าการสร้างระบบความคิด
2. วัฒนธรรมและประเพณีที่ต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ หรือผู้มีอาวุโสกว่า ทำให้คนไม่กล้าแสดงออก ขาดความมั่นใจในตัวเอง
3. คนไทยไม่รักการอ่าน จึงเป็นอุปสรรคต่อการสร้างองค์ความรู้
4. คนไทยมักยึดมั่นในอัตตา ถือตนเองเป็นใหญ่ บางทีก็ไม่ฟังเสียงคนรอบข้าง
5. คนไทยชอบติ แต่บางครั้งไม่ใช่เพื่อก่อ ติ แต่ไม่เสนอแนวทางแก้ไข
6. คนไทยมักมีความสามารถเฉพาะตัวสูง แต่ทำงานเป็นทีมไม่เก่ง ชอบเก่งคนเดียว
7. หลายคนกลัวที่จะต้องรับผิดชอบ และยุ่งยากในชีวิต หากเสนออะไรใหม่ๆออกไป แล้วต้องลงมือทำเอง
ซึ่งสิ่งเหล่านี้พวกเราน่าจะร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขได้ไม่มากก็น้อย แต่คงต้องรวมพลังกันค่ะ
ขอบคุณค่ะ
lสวัสดี ค่ะ อาจารย์
หนูขอขอบคุณอาจารย์ค่ะ วันนี้หนูได้เข้าฟ้งการบรรยายเกี่ยวกับ HR ซึ่งหนูก็ไม่ทราบมาก่อนเหมือนกันว่าความสำคัญมันจะมากขนาดนี้ แต่แฟนหนูมักจะพูดให้หนูฟังอยู่ตลอดเวลาว่ามันสำคัญมาก ถ้ามีโอกาสแฟนหนูเค้าอยากมาฟังค่ะ
อย่างวันนี้สิ่งที่หนูได้รับกลับมาไม่มากก็น้อยคือเรื่องความสำคัญของ คน คนแต่ละคนมีมุมมองความคิดแตกต่างกันออกไปซึ่งสิ่งนี้เป็นตัวบ่งบอกพฤติกรรมของคนรวมถึงวัฒนธรรมความเป็นอยู่และความต้องการความกระตือรือร้นในการทำงาน
จุดประสงค์ในการเข้าฟังครั้งนี้คือต้องการปรับปรุงพัฒนา พนักงานในบริษัทฯ ให้มีประสิทธิ์ภาพในการทำงานและบริหารเวลาให้เหมาะสมกับงาน
จากการที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ในบางหัวเรื่องก็สามารถมาประยุกต์ใช้ได้กับการวางแผนงานให้เข้ากับบุคคลนั้นต้องอาศัยการเรียนรู้และเข้าใจถึงศักยภาพของคนด้วยจึงสามารถทำงานให้มีประสิทธิภาพได้ เพราะการทำงานต้องมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงกลยุทธวิธีตลอดเวลาเพื่อให้สอดคล้องกับงาน ดังนั้น
จะเห็นได้จากการกล่าวถึงอุปสรรคในการสร้างนวัตกรรมคือ
1.เรื่องความรู้ และทักษะการเรียนรู้
2.เรื่องความกลัว กลัวที่จะทำสิ่งใหม่ๆ(เพราะกลัวความผิดพลาด)
3.ไม่กล้าแสดงออก เพราะไม่รู้ว่าทำแล้วจะได้อะไรและใครจะเป็นคนทำ
จริงแล้วทุกคนมีความรู้ความสามารถแต่ไม่รู้ว่าจะนำมาใช้อย่างไรมากกว่าเพียงแต่ขาดการชี้นำที่ดีบวกกับขาดความเชื่อมั่น
ขอแสดงความเคารพอย่างสูง
สวัสดีค่ะอาจารย์จิระและเพื่อนๆทุกท่าน
ดิฉันดีใจมากที่ได้มีโอกาสเข้าการอบรมในวันนี้ จริงๆแล้วดิฉันควรจะได้มีโอกาสได้รับความรู้จากอาจารย์นานมาแล้วครั้งหนึ่ง
แต่ในคราวนั้นติดธุระสำคัญจึงได้พลาดไป มาครั้งนี้ใจจริงก็มีจุดประสงค์ให้ผู้บริหารอีกท่านหนึ่งได้เข้าอบรมเช่นเดียวกัน แต่เผอิญเธอติดธุระต่างจังหวัด จึงไม่มีโอกาสที่ได้รับความรู้ที่มีคุณค่าอย่างมากอยู่ดีวันนี้ได้มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนๆหลากหลายธุรกิจอย่างไกล้ชิดและได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างรับประทานอาหาร ก็ได้คุยถึงปัญหาของกันและกัน แต่ก็เป็นปัญหาที่คล้ายๆกันถึงแม้จะเป็นธุรกิจ เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องบุคลากร
สรุปประเด็นวันนี้คือ มนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีค่าและสำคัญที่สุด ไม่ใช่ต้นทุนแต่เป็นกำไร และเพราะสำคัญที่สุดนั้นจึงต้องทำให้เราต้องยอมมานั่งหาวิธีการบริหารคนอย่างไร จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด
สิ่งที่ได้คือ Reality การมองความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในองค์กรและแก้ไขที่ต้นเหตุ บางทีดิฉันรู้ว่าคนในองค์ต้องการการพัฒนา แต่ยังทำไม่ได้เต็มที่เนื่องจากว่าบางคนยังไม่สามารถจัดเวลาได้เหมาะสม เพราะฉะนั้นจากข้อนี้ดิฉันจึงเข้าใจว่าตอ้งพยายามพัฒนาเขาเหล่านั้นอย่างจริงจังและอย่างต่อเนื่อง มันทำให้ดิฉันเกิดความคิดว่าเราจะรอเขาว่างและส่งไปอบรมอย่างเดียวไม่ได้ เราอาจต้องทำสื่อขึ้นมาให้พวกเขาได้เรียนรู้มากขึ้น
ดิฉันคิดว่าเราต้องมองภาพใหญ่ขึ้นเป็น รู้ทั้งกว้างและลึก ผู้บริหารบางคนมีความรู้เฉพาะด้านจริงๆ แต่ไม่สามารถรู้ความเป็นมาเป็นไปทั้งองค์ได้ก็ไม่สามารถที่จะบริหารให้มีประสิทธิภาพได้ จะต้องเป็นผู้ที่รักการหาความรู้ที่หลากหลาย ควรจะสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้รักการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งได้เข้าฟังอาจาร์ยบรรยายในวันนี้ ยอมรับว่าเป็นรูปแบบการฝึกอบรมที่ดีและได้ผลมากกว่าในหลายครั้ง แต่ต้องบอกว่ามาจากปัจจัยหนึ่งซึ่งคนเข้าอบรมจำนวนไม่มาก จึงสามารถเกิดผลลัพธ์ดังกล่าวได้ หากคนจำนวนมากบรรยากาศก็คงเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับการคุยกันสองต่อสองย่อมได้ผลกว่าการคุยกันเป็นกลุ่ม เช่นเดียวกับเวลาผมต้องการคุยเรื่องสำคัญและต้องการให้บรรลุผลมากที่สุด ผมก็จะคุยโดยแบ่งเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคุยแบบเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ดี แต่ในหลาย ๆ ครั้งหากมีความจำเป็นต้องคุยแบบคนฟังมาก ๆ มักจะไม่ได้คุณภาพ เพราะไม่อาจมีปฏิสัมพันธ์ทางความคิดได้สักเท่าไร มักจะเป็นแบบ One way มากกว่า Two ways communicate ผมคงขออารัมบทในฐานะเป็นศิษย์ใหม่ของอาจาร์ยวันนี้เพียงแค่นี้ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหา
อันที่จริงรู้สึกดีมาก ๆ ก็ตอนที่กำลังทำงานอยู่ตอนนี้ เพราะถือว่าเป็นมิติหรือนวัตกรรมใหม่ในการสัมนามาตลอดชีวิต เพราะทุกครั้งไม่เคยต้องมานั่งทำแบบนี้หลังอบรม แต่รู้สึกเต็มใจและดีใจหากอาจาร์ยหรือผู้อื่นจะได้อ่านและร่วมแบ่งปันประสบการณ์หรือมุมมองจากผม เพราะผมเป็นอีกคนหนึ่งซึ่งสัมผัสของจริงคือชีวิตคนจริง ๆ มากว่ายี่สิบปี ประกอบธุรกิจเป็นของตนเองมามากกว่า 16 ปี และทำอุตสาหกรรมมามานานกว่าสิบปี ได้สัมผัสจากประสบการณ์ชีวิตจริงของผู้คนและได้เสวนาด้วยในหลากหลายสถานภาพ ไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า ลูกจ้าง อาจาร์ย ตลอดจนผู้คนในแวดวงสังคมมามากกว่าหมื่นคน ทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ ทำให้ได้ประสบการณ์ชีวิตที่มีค่ามหาศาลและนำมาบริหารงานอยู่ทุกวันนี้ และมีความสุขมากที่ได้ทำอย่างนั้น มีคนบอกว่าหากเรามีความรักและมีความสุขในการทำสิ่งใด ย่อมจะประสบความสำเร็จในสิ่งนั้น ๆ ผมก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าที่ได้กล่าวมาพอสังเขปดูเหมือนจะมีประโยชน์มากในการทำงานแต่เชื่อหรือไม่ว่า การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอีกปรัชญาหนึ่งซึ่งรู้ลึกซิ้งดี เป็นผลมากจากทุกอย่างในโลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา เราในฐานะคนหนึ่งซึ่งอยู่บนสังคมบนโลกใบนี้ คงยากที่จะปฏิเสธที่จะต้องปรับตัวตลอดเวลา แต่แปลกที่คนไม่ชอบการเรียนรู้ โดยเฉพาะสังคมไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบการเรียนรู้ อยากที่จะสบาย ในความเป็นจริงทุกคนรักสบายไม่มีใครอยากลำบาก แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่เข้าใจว่าการจะได้อะไรบางอย่างมาเราต้องแลกด้วยการเสียอะไรบางอย่างไป เช่น เวลา การพักผ่อน เป็นต้น เพื่อแลกกับสิ่งซึ่งจะทำให้เราอยู่รอดได้อย่างมีคุณภาพ ผมขอยกตัวอย่างง่าย ๆ และมักจะใช้เป็นประจำ เราลองมาดูคำถามและคำตอบพวกนี้ดู
ถ้าถามว่า
“ใครอยากรวยมีฐานะดีเพื่อมีเงินมาพัฒนาคุณภาพชึวิต”
รับรองทุกคนตอบเหมือนกันหมดว่า…อยากเป็นเช่นนั้น
แต่ถ้าลองถามคำถามต่อเนื่องจากคำถามแรกว่า
“ใครอยากทำงานวันละ 20 ชั่วโมงและพักผ่อนเพียงวันละ 4 ชั่วโมง”
เข้าใจว่าคนกลุ่มเดียวกันจะตอบว่า…ไม่อยากเป็นส่วนใหญ่
อีกครั้งหนึ่ง ถ้าถามว่า
“ใครอยากเป็นคนดี…ผมคงไม่ต้องเฉลย”
แต่ถ้าลองถามต่อเนื่องว่า ใครอยากทำดีบ้าง…อาจตอบว่าอยาก
แต่อย่าลืมนะครับว่าทำดีนั้นทำยากกว่าทำชั่ว
เพราะผู้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเหตุและผลหรือหลักตรรกนั่นเอง หากคุณเอาใจใส่ดูแลพืชผลที่คุณปลูกมันก็จะผลิดอกออกผลที่ดี เช่นเดียวกันคนถ้าคุณไม่ใส่ปุ๋ยบำรุงรักษาตัวเองในทุกเรื่องในทางบวก เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นคนที่ดีมีคุณภาพได้ หากทุกคนตระหนักและเข้าใจในความจริงแล้ว และเริ่มลงมือเปลี่ยนแปลงตัวเองนับตั้งแต่วันนี้ ย่อมส่งผลถึงตนเอง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติและโลกใบนี้อย่างแน่นอน
ผมอยากพูดถึงเรื่อง AQ มากกว่า IQ และ EQ ผมมีความเห็นด้วยจากทฤษฏีนี้ของผู้เขียนคนหนึ่ง ซึ่งเขาพูดถึงความฉลาดในด้านทัศนคติมีความสำคัญกับคนมากกว่าหรือเป็นตัวกำหนดความสำเร็จก่อนที่จะใช้ความฉลาดของสมองและอารมณ์ เพราะหากเราเริ่มจากมีทัศนคติที่ไม่ดีหรือมีความคิดลบกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต่อให้เรามีปัญญาและอารมณ์ดี ก็คงเชื่อว่าคนเหล่านั้นจะลงมือทำสี่ง ๆ นั้นให้สำเร็จ เพราะหากคิดจะไม่ทำแล้วผลใด ๆ ย่อมไม่เกิดขึ้น ตรงกันข้ามหากคิดอยาก คน ๆ นั้นก็จะลงมือทำจากไม่มีความรู้และอาจไม่สบอารมณ์เพราะอุปสรรคมาก แต่ด้วยแรงขับเคลื่อนที่มีอยู่ในตัวมาก มันก็จะมีแรงผลักดันในตัวให้คิด พยายาม และอดทน จนบรรลุเป้าหมายในที่สุด ผมมีความเชื่อเช่นนั้น เพราะได้ทดลองกับตนเองเหมือนกัน
ทีนี้เราจะทำอย่างไรดีกับคนรอบข้างของเรา ผมว่าบางครั้งเราต้องหันกลับมามองในสิ่งนี้กันให้มาก ๆ คือทำอย่างไรให้คนมีความคิดดี ความคิดบวก ก็อาจมีหลายวิธีแต่อาจต้องใช้พร้อม ๆ กัน เช่น เริ่มจากผู้นำก่อน คือกลุ่มคนจำนวนน้อยซึ่งมีความเชื่ออย่างแรงกล้าและมีคุณสมบัติผู้นำ เพื่อที่จะมาปลุกเร้าหรือปลุกคนทีเหลือให้ตื่นและให้เปลี่ยน ด้วยการโน้มน้าวชักจูง สถาบันการศึกษาการเรียนการสอน ควรมีการเน้นเรื่องเหล่านี้ เรื่องการคิด การคิดต้องคิดให้ดีคิดให้ถูกและคิดก่อนทำ มองเหตุและผลข้อดีข้อเสียอย่างรอบคอบ การมองโลกในแง่บวก เห็นทุกอย่างเป็นโอกาส นอกจากนั้นผู้นำทางสังคมและผู้นำระดับชาติ ต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง เพราะใก้ลชิดคนเป็นอย่างมาก มีนโยบายสร้างให้สังคมมีคุณธรรมและจริยธรรมในใจโดยบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาประเทศควบคู่ไปกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งกิจ เพราะจะเอาแต่ความเจริญทางด้านวัตถุอย่างเดียวไม่ได้ หากผู้คนขาดคุณธรรมและจริยธรรม ถึงแม้พัฒนาคนจนมีความสามารถแล้วก็รังแต่จะมีแต่ปัญหาสังคม เนื่องจากคนมีความคิดเป็นทุนเดิมเรื่องสัญชาตญาณการอยู่รอดและเอาตัวรอดอยู่แล้ว จะทำให้มองเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ไม่เคยคิดเสียสละให้ผู้อื่นและสังคม ผมคิดว่าทุกวันนี้ คนไทยขาดส่วนนี้มากและที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ไม่พัฒนาความรู้ความสามารถแล้วยังไม่มีคุณธรรมและจริยธรรมอีก อย่างนี้น่ากลัวเป็นสองเท่า คำถามคือว่า ทำอย่างไรให้สังคมส่วนใหญ่พัฒนาให้คนเป็นคนเก่งและเป็นคนดีควบคู่กันไป สงสัยต้องเพิ่งหลักคำสอนทางพุทธศาสนาเข้ามาแทรกซึมในชีวิตประจำวันน่าจะดีกว่า แต่ใครเล่าที่จะมีความสามารถผนวกส่วนนี้ให้เข้ามาในชีวิตคนไทย มามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมอย่างกลมกลืนและเป็นธรรมชาติ ผมคิดว่าถ้าคนไทยมีแต่พูดแต่ไม่ทำ โดยเฉพาะผู้ที่มีบทบาทกับสังคม หรือคนที่มีแรงดึงดูดผู้คนในสังคมไม่นำก่อนและหาวิธีที่เป็นรูปธรรมแล้ว ก็ยากที่จะเปลี่ยนสังคมนี้ให้พัฒนาได้ ให้เป็นสังคมแห่งการคิดดีและพร้อมที่จะเรียนรู้เพื่อความอยู่รอด บางครั้งผู้คนในสังคมปัจจุบันนี้ใช้ชีวิตทุกวันนี้เพียงเพื่อเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและรอมันตกดินเท่านั้นเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไรอยู่ และอยู่เพื่อทำอะไร เหมือน Dr.Covey ได้กล่าวไว้ในบทหนึ่งของคลิปวีดีโอ Leadership ว่า
“Do you do thing right?
Do you do the right thing?”
ทุกคนควรตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทุกวันนี้เราทำสิ่งที่สมควรทำและถูกต้องหรือยัง
สุดท้ายขอขอบคุณอาจารย์ที่เสียสละเพื่อสังคม เป็นแบบอย่างที่ดี เพราะอาจารย์อาจเลือกวาระที่มีค่าตอบแทนที่ดีกว่านี้ได้ แต่ไม่เลือกยอมเลือกที่จะเสียสละเพื่อสังคม สังคมต้องการคนคิดแบบนี้มาก ๆ
ศิษย์ใหม่…คนเดินถนน