ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งได้เข้าฟังอาจาร์ยบรรยายในวันนี้ ยอมรับว่าเป็นรูปแบบการฝึกอบรมที่ดีและได้ผลมากกว่าในหลายครั้ง แต่ต้องบอกว่ามาจากปัจจัยหนึ่งซึ่งคนเข้าอบรมจำนวนไม่มาก จึงสามารถเกิดผลลัพธ์ดังกล่าวได้ หากคนจำนวนมากบรรยากาศก็คงเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับการคุยกันสองต่อสองย่อมได้ผลกว่าการคุยกันเป็นกลุ่ม เช่นเดียวกับเวลาผมต้องการคุยเรื่องสำคัญและต้องการให้บรรลุผลมากที่สุด ผมก็จะคุยโดยแบ่งเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคุยแบบเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ดี แต่ในหลาย ๆ ครั้งหากมีความจำเป็นต้องคุยแบบคนฟังมาก ๆ มักจะไม่ได้คุณภาพ เพราะไม่อาจมีปฏิสัมพันธ์ทางความคิดได้สักเท่าไร มักจะเป็นแบบ One way มากกว่า Two ways communicate ผมคงขออารัมบทในฐานะเป็นศิษย์ใหม่ของอาจาร์ยวันนี้เพียงแค่นี้ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหา

            อันที่จริงรู้สึกดีมาก ๆ ก็ตอนที่กำลังทำงานอยู่ตอนนี้ เพราะถือว่าเป็นมิติหรือนวัตกรรมใหม่ในการสัมนามาตลอดชีวิต เพราะทุกครั้งไม่เคยต้องมานั่งทำแบบนี้หลังอบรม แต่รู้สึกเต็มใจและดีใจหากอาจาร์ยหรือผู้อื่นจะได้อ่านและร่วมแบ่งปันประสบการณ์หรือมุมมองจากผม เพราะผมเป็นอีกคนหนึ่งซึ่งสัมผัสของจริงคือชีวิตคนจริง ๆ มากว่ายี่สิบปี ประกอบธุรกิจเป็นของตนเองมามากกว่า 16 ปี และทำอุตสาหกรรมมามานานกว่าสิบปี ได้สัมผัสจากประสบการณ์ชีวิตจริงของผู้คนและได้เสวนาด้วยในหลากหลายสถานภาพ ไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า ลูกจ้าง อาจาร์ย ตลอดจนผู้คนในแวดวงสังคมมามากกว่าหมื่นคน ทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ ทำให้ได้ประสบการณ์ชีวิตที่มีค่ามหาศาลและนำมาบริหารงานอยู่ทุกวันนี้ และมีความสุขมากที่ได้ทำอย่างนั้น มีคนบอกว่าหากเรามีความรักและมีความสุขในการทำสิ่งใด ย่อมจะประสบความสำเร็จในสิ่งนั้น ๆ ผมก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าที่ได้กล่าวมาพอสังเขปดูเหมือนจะมีประโยชน์มากในการทำงานแต่เชื่อหรือไม่ว่า การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอีกปรัชญาหนึ่งซึ่งรู้ลึกซิ้งดี เป็นผลมากจากทุกอย่างในโลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา เราในฐานะคนหนึ่งซึ่งอยู่บนสังคมบนโลกใบนี้ คงยากที่จะปฏิเสธที่จะต้องปรับตัวตลอดเวลา แต่แปลกที่คนไม่ชอบการเรียนรู้ โดยเฉพาะสังคมไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบการเรียนรู้ อยากที่จะสบาย ในความเป็นจริงทุกคนรักสบายไม่มีใครอยากลำบาก แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่เข้าใจว่าการจะได้อะไรบางอย่างมาเราต้องแลกด้วยการเสียอะไรบางอย่างไป เช่น เวลา การพักผ่อน เป็นต้น เพื่อแลกกับสิ่งซึ่งจะทำให้เราอยู่รอดได้อย่างมีคุณภาพ ผมขอยกตัวอย่างง่าย ๆ และมักจะใช้เป็นประจำ เราลองมาดูคำถามและคำตอบพวกนี้ดู
ถ้าถามว่า
“ใครอยากรวยมีฐานะดีเพื่อมีเงินมาพัฒนาคุณภาพชึวิต”

รับรองทุกคนตอบเหมือนกันหมดว่า…อยากเป็นเช่นนั้น
แต่ถ้าลองถามคำถามต่อเนื่องจากคำถามแรกว่า
“ใครอยากทำงานวันละ 20 ชั่วโมงและพักผ่อนเพียงวันละ 4 ชั่วโมง”
 เข้าใจว่าคนกลุ่มเดียวกันจะตอบว่า…ไม่อยากเป็นส่วนใหญ่
อีกครั้งหนึ่ง ถ้าถามว่า
“ใครอยากเป็นคนดี…ผมคงไม่ต้องเฉลย”  
แต่ถ้าลองถามต่อเนื่องว่า ใครอยากทำดีบ้าง…อาจตอบว่าอยาก
แต่อย่าลืมนะครับว่าทำดีนั้นทำยากกว่าทำชั่ว
เพราะผู้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเหตุและผลหรือหลักตรรกนั่นเอง หากคุณเอาใจใส่ดูแลพืชผลที่คุณปลูกมันก็จะผลิดอกออกผลที่ดี เช่นเดียวกันคนถ้าคุณไม่ใส่ปุ๋ยบำรุงรักษาตัวเองในทุกเรื่องในทางบวก เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นคนที่ดีมีคุณภาพได้ หากทุกคนตระหนักและเข้าใจในความจริงแล้ว และเริ่มลงมือเปลี่ยนแปลงตัวเองนับตั้งแต่วันนี้ ย่อมส่งผลถึงตนเอง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติและโลกใบนี้อย่างแน่นอน
ผมอยากพูดถึงเรื่อง AQ มากกว่า IQ และ EQ ผมมีความเห็นด้วยจากทฤษฏีนี้ของผู้เขียนคนหนึ่ง ซึ่งเขาพูดถึงความฉลาดในด้านทัศนคติมีความสำคัญกับคนมากกว่าหรือเป็นตัวกำหนดความสำเร็จก่อนที่จะใช้ความฉลาดของสมองและอารมณ์ เพราะหากเราเริ่มจากมีทัศนคติที่ไม่ดีหรือมีความคิดลบกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต่อให้เรามีปัญญาและอารมณ์ดี ก็คงเชื่อว่าคนเหล่านั้นจะลงมือทำสี่ง ๆ นั้นให้สำเร็จ เพราะหากคิดจะไม่ทำแล้วผลใด ๆ ย่อมไม่เกิดขึ้น ตรงกันข้ามหากคิดอยาก คน ๆ นั้นก็จะลงมือทำจากไม่มีความรู้และอาจไม่สบอารมณ์เพราะอุปสรรคมาก แต่ด้วยแรงขับเคลื่อนที่มีอยู่ในตัวมาก มันก็จะมีแรงผลักดันในตัวให้คิด พยายาม และอดทน จนบรรลุเป้าหมายในที่สุด ผมมีความเชื่อเช่นนั้น เพราะได้ทดลองกับตนเองเหมือนกัน
ทีนี้เราจะทำอย่างไรดีกับคนรอบข้างของเรา ผมว่าบางครั้งเราต้องหันกลับมามองในสิ่งนี้กันให้มาก ๆ คือทำอย่างไรให้คนมีความคิดดี ความคิดบวก ก็อาจมีหลายวิธีแต่อาจต้องใช้พร้อม ๆ กัน เช่น เริ่มจากผู้นำก่อน คือกลุ่มคนจำนวนน้อยซึ่งมีความเชื่ออย่างแรงกล้าและมีคุณสมบัติผู้นำ เพื่อที่จะมาปลุกเร้าหรือปลุกคนทีเหลือให้ตื่นและให้เปลี่ยน ด้วยการโน้มน้าวชักจูง สถาบันการศึกษาการเรียนการสอน ควรมีการเน้นเรื่องเหล่านี้ เรื่องการคิด การคิดต้องคิดให้ดีคิดให้ถูกและคิดก่อนทำ มองเหตุและผลข้อดีข้อเสียอย่างรอบคอบ การมองโลกในแง่บวก เห็นทุกอย่างเป็นโอกาส นอกจากนั้นผู้นำทางสังคมและผู้นำระดับชาติ ต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง เพราะใก้ลชิดคนเป็นอย่างมาก มีนโยบายสร้างให้สังคมมีคุณธรรมและจริยธรรมในใจโดยบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาประเทศควบคู่ไปกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งกิจ เพราะจะเอาแต่ความเจริญทางด้านวัตถุอย่างเดียวไม่ได้ หากผู้คนขาดคุณธรรมและจริยธรรม ถึงแม้พัฒนาคนจนมีความสามารถแล้วก็รังแต่จะมีแต่ปัญหาสังคม เนื่องจากคนมีความคิดเป็นทุนเดิมเรื่องสัญชาตญาณการอยู่รอดและเอาตัวรอดอยู่แล้ว จะทำให้มองเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ไม่เคยคิดเสียสละให้ผู้อื่นและสังคม ผมคิดว่าทุกวันนี้ คนไทยขาดส่วนนี้มากและที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ไม่พัฒนาความรู้ความสามารถแล้วยังไม่มีคุณธรรมและจริยธรรมอีก อย่างนี้น่ากลัวเป็นสองเท่า คำถามคือว่า ทำอย่างไรให้สังคมส่วนใหญ่พัฒนาให้คนเป็นคนเก่งและเป็นคนดีควบคู่กันไป สงสัยต้องเพิ่งหลักคำสอนทางพุทธศาสนาเข้ามาแทรกซึมในชีวิตประจำวันน่าจะดีกว่า แต่ใครเล่าที่จะมีความสามารถผนวกส่วนนี้ให้เข้ามาในชีวิตคนไทย มามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมอย่างกลมกลืนและเป็นธรรมชาติ ผมคิดว่าถ้าคนไทยมีแต่พูดแต่ไม่ทำ โดยเฉพาะผู้ที่มีบทบาทกับสังคม หรือคนที่มีแรงดึงดูดผู้คนในสังคมไม่นำก่อนและหาวิธีที่เป็นรูปธรรมแล้ว ก็ยากที่จะเปลี่ยนสังคมนี้ให้พัฒนาได้ ให้เป็นสังคมแห่งการคิดดีและพร้อมที่จะเรียนรู้เพื่อความอยู่รอด บางครั้งผู้คนในสังคมปัจจุบันนี้ใช้ชีวิตทุกวันนี้เพียงเพื่อเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและรอมันตกดินเท่านั้นเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไรอยู่ และอยู่เพื่อทำอะไร เหมือน Dr.Covey ได้กล่าวไว้ในบทหนึ่งของคลิปวีดีโอ Leadership ว่า
“Do you do thing right?  
                        Do you do the right thing?”
ทุกคนควรตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทุกวันนี้เราทำสิ่งที่สมควรทำและถูกต้องหรือยัง
            สุดท้ายขอขอบคุณอาจารย์ที่เสียสละเพื่อสังคม เป็นแบบอย่างที่ดี เพราะอาจารย์อาจเลือกวาระที่มีค่าตอบแทนที่ดีกว่านี้ได้ แต่ไม่เลือกยอมเลือกที่จะเสียสละเพื่อสังคม สังคมต้องการคนคิดแบบนี้มาก ๆ
ศิษย์ใหม่…คนเดินถนน