ทวดบอกว่า "ไส้ตะเกียงที่ทำด้วยผ้าจะดีสู้ไส้ที่ทำจากด้ายขาวไม่ได้ เพราะด้ายจะดูดซึมน้ำมันก๊าซได้ดีกว่าและต้านแรงลมได้มากกว่า"

ดิฉันเป็นเด็กชนบทโดยกำเนิด ใช้วิถีชีวิตในสองจังหวัด คือจังหวัดสงขลา มีถิ่นฐานบ้านเกิดอยู่ติดชายทะเล และจังหวัดยะลา บ้านซึ่งถูกห้อมล้อมด้วยขุนเขา เนื่องจากจังหวัดยะลาเป็นจังหวัดเดียวทางภาคใต้ที่ไม่มีพื้นที่ส่วนใดติดชายทะเลเลย คือมีอาณาเขตทางทิศเหนือติดกับเขตจังหวัดปัตตานี อาณาเขตทางทิศใต้ติดกับเขตจังหวัดนราธิวาส และทางใต้สุดของจังหวัดยะลาติดกับชายแดนไทย-มาเลเซียอาณาเขตทางทิศตะวันออกติดกับเขตจังหวัดนราธิวาส และอาณาเขตทางทิศตะวันตกติดกับเขตจังหวัดสงขลา และชายแดนไทย-มาเลเซีย จึงเปรียบตัวเองเสมือน "สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ"

               

ย้อนไปเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ในชนบทความเจริญทางด้านสาธารณูปโภคยังเข้าไม่ถึง เช่นเดียวกันในหมู่บ้านที่ดิฉันอาศัยอยู่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ทุกบ้านใช้แสงจากตะเกียงน้ำมันก๊าดเพื่อให้ความสว่าง ทวดของดิฉันมักจะเล่าถึงกรรมวิธีการทำไส้ตะเกียง โดยท่านจะนำเศษผ้าที่เหลือใช้แล้วนำมาฉีกเป็นริ้ว ๆ พันเป็นเกลียวแล้วบรรจุหรือจับยัดลงไปในกระบอกเหล็กขนาดใหญ่ประมาณเท่านิ้วโป้ งและยาวประมาณสองข้อมือ โดยให้ผ้าที่บรรจุหรือยัดลงไปนั้น โผล่ออกมาสักประมาณหนึ่งข้อมือ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงให้ความสว่าง ส่วนนี้เราเรียกว่า "ส่วนหัวตะเกียง" สำหรับไส้ผ้าด้านล่างที่ยาวละย้าเป็นเกลียวก็จับบรรจุลงในกระป๋องตะเกียงที่บรรจุด้วยน้ำมันก๊าด ผ้าส่วนที่จมน้ำมันก๊าดจะเป็นตัวดูดซับน้ำมันแล้วทะยอยส่งขึ้นไปจนถึงหัวตะเกียง พอจุดเชื้อไฟปุ๊บเท่านี้ก็สว่างทั้งบ้าน ทวดบอกว่า "ไส้ตะเกียงที่ทำด้วยผ้าจะดีสู้ไส้ที่ทำจากด้ายขาวไม่ได้ เพราะด้ายจะดูดซึมน้ำมันก๊าดได้ดีกว่าและต้านแรงลมได้มากกว่า" แต่ไส้ผ้าก็สว่างพอสำหรับการทำกิจกรรมชีวิตในยามค่ำคืน

ทำให้คิดย้อนว่าภูมิปัญญาชาวบ้านสมัยก่อนมีมากมายเหลือเกิน บางสิ่งบางอย่างเราดูว่าเล็กน้อย จนมองข้ามหรือไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น ๆ แต่พอได้ย้อนรอยไปดูก็จะพบว่าคนสมัยก่อนเขามีวิธีการทำสิ่งของง่าย ๆ ที่แถมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่ได้ประโยชน์ที่คุ้มค่า ตัวอย่างภูมิปัญญาในการทำของเล่นของคนสมัยก่อน เช่น การทำรถไม้ไผ่จากระป๋องนมข้นหวาน ซึ่งถือเป็นของเล่นทำมือจากสิ่งของเหลือใช้ที่ง่ายและไม่ต้องเสียสตังค์สักสลึงเดียว