ดวงใจมีแค่ดวงเดียว..รักษาไว้ให้ดี

ขอเพียงอย่านำดวงใจไปให้ใครเหยียบเล่น




เมื่อต้องการความสุขที่ยั่งยืน
มาเป็นรางวัลตอบแทนการเกิดมาของชีวิต
เราไม่ควรที่จะให้จิตใจไหลลู่
ตามแรงโน้มถ่วงของอารมณ์
ไม่ควรให้ความรู้สึกที่ติดลบมาเหยียบย่ำชีวิตจิตใจ
แล้วต้องทำให้เราเป็นได้แค่ผู้ยอมจำนน



การเรียกร้องเพื่อได้ครอบครองความสุขแต่ปฏิเสธที่จะอยู่กับความทุกข์
ชื่อว่าเป็นธรรมดาที่เราทุกคนล้วนมีความรู้สึกเช่นนั้น
เพราะเรามักจะคิดว่าความสุข เป็นสิ่งที่ชวนให้เข้าไปสัมผัส
แต่ความทุกข์เป็นสิ่งที่ควรผลักไสออกไปให้ ไกลตัว

แต่ผู้อ่านสังเกตไหมว่า แม้เราจะเกลียดความทุกข์
หรือต้องการหันหน้ามารักกับความสุขมากเพียงใด
แต่หากไม่เข้าใจวิธีสร้างสุขให้เกิดมีแก่ตัวเรา
และไร้วิธีปลดปล่อยความทุกข์ ให้ออกไปไกลตัว
เราก็ยังชื่อว่ามีความทุกข์ที่พร้อมจะทอดเงาไปกับเราอยู่ทุก เมื่อเช่นเคย

ผู้อ่านลองสังเกตต่อไปอีกว่า หลายครั้งที่เราชอบชี้บอกเพื่อให้คนอื่นมีความสุข
แต่หลังฉากของความสุขนั้น เรากลับต้องจมอยู่กับความทุกข์เสียเอง
เป็นประเภทหน้าชื่นแต่อกตรมอย่างน่าสงสาร

ทั้งที่บางครั้งปัญหาที่คนอื่นมองว่าใหญ่หลวงยิ่ง
เรากลับมองว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
ไม่น่าจะก่อให้เกิดความวุ่นวายได้แต่อย่างใด
เพราะเรามองสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยความเข้าใจ
และรู้จักวางใจที่จะทำความรู้จักกับปัญหาอย่างรู้เท่าทัน

ตรงกันข้าม เมื่อวันหนึ่งเราประสบกับปัญหา
ที่ทำให้ความทุกข์มากลุ้มรุ้มจิตใจ
เราเองกลับรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ช่างเป็นเรื่องลำบากที่จะผ่านมันไป
ทั้งที่เรื่องที่เกิดขึ้นคนอื่นกลับมองว่า มันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง

ด้วยเหตุนี้ การจะแสวงหาความสุขให้เกิดขึ้นกับชีวิตจิตใจของเรา
จึงไม่ใช่ อยู่ที่การสัมผัสแค่ความสุขที่ได้รับเท่านั้น
แต่รวมถึงการทำความรู้จักความ ทุกข์ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจอีกด้วย

[img] [/img]

พระพุทธศาสนาสอนไว้ว่าธรรมชาติของชีวิตนั้น
มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิด ขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไป
เมื่อใดที่เราเข้าใจกระบวนการเกิดขึ้นของสิ่ง ต่างๆอย่างรู้เท่าทัน
ไม่หลงประเด็นในเรื่องราวที่ปรากฏ
เราย่อมเกิดปัญญาจากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นปัญหาเสมอ

แต่สำหรับคนทั่วไป เวลาประสบกับความทุกข์หรือปัญหา
เรามักปฏิเสธที่จะทำความเข้าใจในมัน
โดยอาศัยการเบี่ยงเบนไปที่อื่น เพื่อกลบเกลื่อนความทุกข์ที่มีอยู่
เพราะเราชอบคิดเข้าข้างตัวเองเสมอว่า
ความทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้
โดยไม่ต้องลงมือแก้ไขที่จิตใจแต่อย่างใด
เราก็สามารถที่จะผ่านมันไปได้เช่นกัน



หลายคนจึงชอบใช้วิธีเลี่ยงความทุกข์ ด้วยการไปทำอย่างอื่นแทน
อาจแสวงหา วัตถุเงินทองเพื่อมาบำบัดให้ทุกข์ทุเลา
เมื่อใช้วิธีหลบเลี่ยงอยู่นานวัน และรู้สึกว่ามันแก้ไขได้
เราจึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้แหละ คือเครื่องมือในการกำจัดทุกข์หรือปัญหาอย่างถาวร
ทำให้เราพลัดหลงจากความจริงที่ควรรับรู้อย่างน่าเสียดาย

เราจึงบ่ายหน้าไปสู่กับดักของความทุกข์
โดยที่เราเองก็ยินดีที่จะเป็นทาสรับใช้
ซึ่งเหมือนกับการนำชีวิตที่มีค่าไปฝากไว้กับคนที่ไม่เห็นคุณค่า
สุดท้ายเราจึงถูกทำร้ายให้เจ็บช้ำในเวลาต่อมา

ความสุขที่ควรจะเกิดขึ้นแก่เรา จึงเป็นพียงภาพลวงตาที่เราเข้าใจว่ามันใช่เท่านั้น
แม้วันหนึ่งเราอาจต้องการหนีออกไปให้ไกลจากความทุกข์ที่มาคุมขังเรา
ภาพลวงของความร้ายก็มักทำลายคุณค่าหลายๆ อย่างให้หายไปจากเรา
เกินกว่าจะกู้กลับคืนมาได้ดังเดิม

แต่เมื่อเรารู้จักสร้างความเข้าใจให้กับตัวเอง
รู้จักดูแลจิตใจอันเป็นหัวใจหลักของการมีชีวิตอยู่
ด้วยการอาศัยสติมาคอยดูแล
เพื่อให้ทุกอย่างได้ดำเนินไปอย่างเข้าใจ
นั่นชื่อว่าเรากำลังสร้างวิธีให้ใจของเราได้ทำหน้าที่อย่างที่มันควรจะเป็น

เป็นการให้ชีวิตจิตใจของเราได้เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างมีคุณค่า
เพื่อให้ชีวิตได้เป็นแหล่งพักของสิ่งต่างๆอย่างที่มันควรจะเป็น
โดยให้ใจได้ทำหน้าที่รับรู้สิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามา
แล้วทำการแยกแยะสิ่งดี และร้ายให้ออกจากกัน

พร้อมกันนั้น ก็ให้ใจได้เรียนรู้ทั้งด้านบวกและด้านลบของปัญหา
แล้วรู้จักที่จะสร้างปัญญา จากความยุ่งยาก
ที่เคยทำให้ผู้ที่ไร้สติครองน้ำตานองหน้ามาก่อน
ได้แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ เพราะรู้เท่าทันปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ

เมื่อทำได้เช่นนี้ ทุกการเคลื่อนไหวของชีวิตจิตใจที่เราได้ครอบครอง
ก็พร้อมที่จะแปรขบวนชีวิต ให้เป็นไปในกรอบของความดีงามตามวิถี
ซึ่งช่วยฟ้องให้เรารู้ว่าชีวิตมี ค่าเสมอหากเราเข้าใจมัน




พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
แม้จะถูกล้อมกรอบให้ลุ่มหลงในความเป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์เพียงใด
แต่พระองค์ ก็ไม่ยอมที่จะให้สิ่งร้ายๆมาครอบครองพื้นที่ชีวิตทั้งหมด

พระองค์ได้เรียนรู้ที่จะฝึกใจให้เข้มแข็ง
ด้วยการหมั่นไตร่ตรองข้อบกพร่องที่มีอยู่
เพื่อให้เห็นความจริงที่ชีวิตควรจะรู้จัก
จนเมื่อการฝึกฝนที่จะออกจากปัญหาสุกงอม
พระองค์จึงเลือกที่จะสละความเป็นเจ้าชาย
แล้วมาอยู่กับเหตุผลของคนธรรมดาที่สามารถบรรลุสัจธรรมในชีวิตได้

เหตุผลหลักที่ทำให้เจ้าชายผู้เคยอยู่สุขสบายในทางโลก
ได้เลือกเปลี่ยนมาอยู่กับความสุขสงบทางธรรม
เพราะพระองค์ได้เรียนรู้ว่า...
ตราบใดที่ชีวิตยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่
แม้วันนี้อาจรู้สึกว่ายังสุขสบายดี แต่หากความสุขนั้นเป็นของปลอม
เราย่อม บ่ายหน้าไปสู่ความทุกข์ในครั้งใหม่เช่นเดิม

แต่หากยอมเหน็ดเหนื่อยในวันนี้
ด้วยการฝืนทวนกระแสความคิดที่มาบังคับเพื่อ หลอกให้เราทำตาม
แม้เบื้องต้นอาจเหนื่อยล้าเพราะถูกปัญหารุมเร้า
แต่เมื่อฝึกฝนจนก้าวผ่านได้ ทุกหยาดเหงื่อของความรู้สึกที่เคยร้อนลน
ย่อมกลายเป็นน้ำฝนที่พร่างพรมลงมาให้เรารู้สึกเย็นใจได้ในทุกครั้งที่สัมผัส

ดังนั้น เมื่อต้องการความสุขที่ยั่งยืนมาเป็นรางวัลตอบแทนการเกิดมาของชีวิต
เราไม่ควรที่จะให้จิตใจไหลลู่ตามแรงโน้มถ่วงของอารมณ์
ไม่ควรให้ความรู้สึกที่ติดลบมาเหยียบย่ำชีวิตจิตใจ
แล้วต้องทำให้เราเป็นได้แค่ผู้ยอมจำนน

แต่เราควรรู้จักเรียนรู้และทนฝืนความรู้สึกที่เป็นการตามใจ
ให้เปลี่ยนมาเป็นความต้องการที่จะฝึกฝืน
เพื่อให้ผ่านความรู้สึกที่เคยชื่นชอบ
ให้มาเป็น ความเข้าใจตามความเป็นจริง
โดยมีสติปัญญาเป็นผู้คอยกลั่นกรองให้เห็นความสงบนิ่งของใจแทน

แล้ววันหนึ่งที่ฝึกฝนจนสอบผ่านเราย่อมมีจิตใจที่แข็งแกร่งเป็นของตัวเอง
ซึ่งจะเป็นเครื่องนำพาให้เราได้เดินไปสู่ชีวิตที่สงบสุข
และมีความงามของการสร้างสรรค์
ดั่งคนที่ไร้ทุกข์ทางจิตอย่างถาวร

เมื่อถึงวันนั้น ความทุกข์ที่เคยเหยียบย่ำให้เจ็บช้ำ
ก็จะกลายเป็นครูสอนให้ เราฉลาดขึ้น
และทำให้เรากล้าที่จะก้าวข้ามปัญหา
เพื่อไปสู่การเกิดปัญญาชนิดใหม่
ที่จะทำให้เราเป็นผู้ขึ้นไปยืนอยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวงได้อย่างสง่างาม




บางบทจาก...หนังสืออย่านำดวงใจไปให้ใครเหยียบเล่น โดย: ชุติปัญโญ
สำนักพิมพ์ใยไหม