เมื่อไรจะตายเสียทีก็ไม่รู้

ผมหมายถึงปู่ที่เป็นอัมพาตนอนแบ็บอยู่กับบ้าน

พ่อทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของผม ที่ขณะนั้นอายุ ๘ ขวบ

อีก ๒๐ กว่าปีต่อมา ผมพูดกับพ่อว่า

เลือกบ้านอาวุโสสักหลังสิพ่อ  ไปอยู่กับพวกคนแก่ด้วยกัน พ่อจะได้ไม่เหงา

เวลาผ่านไปอีกกี่ปี  ผมจำไม่ได้เสียแล้ว กว่าจะมาถึงวันนี้

วันที่ผมได้ยินลูกชายผมพูด

พ่อนี้แปลก เกิดอยากจะมาตายที่บ้าน ไม่ว่าจะตายที่ไหนผมก็จะทำบุญกรวดน้ำไปให้  ไม่ต้องเป็นห่วง

ความเจ็บปวดอย่างสาหัสพุ่งพรวดขึ้นมาในอก และค้างคาอยู่อย่างนั้น

 

ที่มา : เรื่องสั้น สายโลหิต ของปิยฆาต

จากคอลัมน์ เรื่องแต่ง ๑๐๐ คำ ครั้งที่ ๓ ของ    หาญตระกูล

 

          เมื่อสัปดาห์ก่อนครูอิงรับหน้าที่ไปตรวจข้อสอบการเขียนภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ค่ะ  ไม่ค่อยสบายใจเลย  แรก ๆ ก็เครียดมาก  ๑ ชั่วโมงตรวจได้แค่ ๑ คน  ลายมือนักเรียนอ่านยากมากค่ะ  ไม่น่าเชื่อว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓  จะเขียนหนังสือผิดมากมายขนาดนั้น  ผิดแม้แต่คำที่ง่าย ๆ ขนาดว่ากลุ่มที่ครูอิงรับผิดชอบเป็นกลุ่มที่โรงเรียนคัดสรรแล้วว่าเป็นนักเรียนเรียนดี คือ ระดับ ๔  ตรวจไปตรวจมาก็หายเครียด ด้วยคำตอบหลายคำตอบของนักเรียนเป็นที่ขบชัน  ได้เฮกันทั้งห้อง ๒ วันเต็ม ๆ ที่ไปตรวจข้อสอบ (เสาร์-อาทิตย์)  ได้ค่าพาหนะตั้ง ๒๐๐ บาท

        มีคำตอบทั้งหลายที่ชวนหัวเราะครูอิงจำไม่ค่อยได้ แต่ตรวจคนท้าย ๆ พอจะจำได้  ข้อสอบให้แผนที่การเดินทาง ละเอียดวกวนมาก ครูอิงก็ดูไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่  คำถามของข้อสอบให้นักเรียนเขียนวิธีการเดินทางจากอำเภอนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ฯ  ไป อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีฯ  มีนักเรียนคนหนึ่งเขียนตอบว่า

 

    ก้าวขาขึ้นรถ บอกคนขับว่าไปอำเภอลานสกา แค่นี้ก็ถึงแล้วครับ

 

     กว่าจะตรวจข้อสอบเสร็จเล่นเอาตาลาย  ครูอิงสังเกตดูในกลุ่มของครูอิงจำนวน ๗ ท่าน  คุณครูทุกคนสวมแว่นสายตา  ยกเว้นครูอิง  แรก ๆ ก็นึกภูมิใจอยู่ว่า เรายังไม่แก่หนอ  แต่พออ่านลายมือเด็กไม่ออก ลองยืมแว่นตาเพื่อนข้าง ๆ มาสวมแล้วอ่าน  เออ  อ่านได้ชัดเจนดี  จึงได้ของแถมจากงานนี้ ด้วยการไปตัดแว่นสายตาแล้วหล่ะค่ะ  อิ..อิ..อิ...