วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม 2552 อากาศเย็นเยียบปกคลุมไปทั่วผืนบริเวณ เสียงเม็ดฝนยังคงโปรยสายลงมาตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเช้านี้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วมองไปยังข้างนอกห้อง ความมืดยังโรยตัวอยู่ไม่ไปไหนแต่ก็พอจะรับรู้ได้ว่าเช้าแล้ว นอนขดตัวภายใต้ผ้าห่มอุ่นๆ ได้สักพักก็ลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตา เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าเพิ่งจะเขียนโปสการ์ดได้สองสามแผ่นเอง และวันนี้ฉันจะต้องกลับบ้านแล้ว กลับไปสู่โลกความเป็นจริง..อีกครั้ง กลับไปใช้ชีวิตตามปกติเหมือนเดิม
โปสการ์ดหลายใบค่อยๆ ถูกนำมาเขียนถึงทุกความรู้สึกของฉัน หนึ่งในนั้นก็คือ "ความรู้สึกคิดถึง" มาคราวนี้ฉันมีโปสการ์ดมาแค่แบบเดียวเพราะตัดสินใจปุบปับที่จะมาที่นี่ ยังดีที่ทำโปสการ์ดเสร็จทันแล้วนำมาใช้ส่งถึงพี่ๆ ได้ ฉันชอบทำโปสการ์ด และมีงานอดิเรกคือการได้ทำโปสการ์ดทำมือดังที่เขียนเล่าในบันทึกชวนทำโปสการ์ดทำมือค่ะ มีความสุขเวลาที่ได้ส่งผ่านความรู้สึกของตัวเองไปยังใครๆ ด้วยการเขียนตัวหนังสือ แต่เมื่อก่อนฉันจะไม่ชอบส่งโปสการ์ดโดยไม่ใส่ไว้ในซองจดหมาย แต่มานึกดูอีกที..ถ้าโปสการ์ดไม่มีร่องรอยการเดินทางก็จะทำให้เสน่ห์ของกระดาษแผ่นน้อยๆ นี้ลดลงไปเยอะเลย หลังๆ มาก็เลยส่งโปสการ์ดได้โดยไม่คิดเล็กคิดน้อยเรื่องร่องรอยอีกเลย
โปสการ์ดยี่ห้อ "เนปาลี"

โปสการ์ดยี่ห้อเนปาลี..ในการเดินทางครั้งที่ผ่านมา


ระหว่างรอเพื่อนสาวตื่นนอน.. ฉันก็ออกไปเดินสำรวจรอบๆ ตัวบ้าน ร่องรอยของสายฝนยังคงทิ้งอยู่ตามผืนดิน..ต้นไม้..ใบหญ้า..และความรู้สึก อากาศเย็นๆ ทำให้ฉันหลงคิดไปว่านี่คือเช้าวันหนึ่งในฤดูหนาวเป็นแน่แท้ แต่เสียงเม็ดฝนที่กระทบกับหลังคาช่วยกระซิบเตือนให้ฉันรู้ว่านี่คือหนึ่งวันในฤดูฝน
รุ่งเช้า..มาเยือนอีกครา

ร่องรอย..ของสายฝน

เมื่อเพื่อนสาวพร้อมที่จะออกไปข้างนอกกับฉัน จุดหมายแห่งแรกของเราคือไปรษณีย์ ฉันลืมเอาแสตมป์มาจากบ้าน จากนั้นก็พากันขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปสำรวจเมืองปายหลังฝนพรำ เขาว่ากันว่า..ตลาดยามเช้าเป็นสีสันของท้องถิ่นนั้นๆ ฉันจึงไม่ลังเลที่จะจอดแวะชมตลาดยามเช้าที่เจอ แล้วก็ไม่ผิดหวังเลย เพื่อนสาวเดินจูงมือฉันแทรกตัวเข้าไปท่ามกลางผู้คนแปลกหน้าจำนวนมากมาย มันอาจจะไม่ใช่ตลาดเช้าที่ฉันยังไม่เคยพบเห็นมาก่อนเพราะแถวๆ บ้านฉันก็มี แต่ไม่ว่าจะที่ใดๆ บนโลกก็ย่อมจะมีความแตกต่างกันบ้างในบางรายละเอียด
สีสันตลาด..ยามเช้า


เพื่อนสาวเดินไปหยุดอยู่ที่ร้านหนึ่ง เธอให้ความสนใจกับเจ้าบะหมี่สีเหลืองๆ แบบไทยใหญ่ที่แม่ค้าท้องถิ่นปรุงให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและพี่สาวคนไทย(สวยด้วย)ที่คงจะมาด้วยกันนั่งทานอยู่ พี่สาวคนไทยที่สวยๆ นั้นยืนยันว่าอร่อยค่ะ เพื่อนสาวเลยไม่รอช้าสั่งแม่ค้าชาวไทยใหญ่ไปหนึ่งชาม ชิมแล้ว..ฉันว่ารสชาติเหมือนมาม่าจืดๆ อ่ะ เลยยกให้เพื่อนสาวทานเสียให้หมดชาม อยากจะถามอา(จารย์)จ๊ะจังว่าเขาเรียกว่าอะไรนะชามนี้ ไต้ฟู-ไต้ฟู่ หรือ....จำไม่ได้แล้ว แต่แล้วก็เหมือนฟ้าเป็นใจ ส่งบล็อกเกอร์ใน G2K นาม บินหลาดง ให้ช่วยมาบอกกล่าวข้อเท็จจริงว่า..ก๋วยเตี๋ยวที่มีน้ำสีเหลืองๆ และมีประโยชน์มากนั้นทำจากถั่ว ที่แม่ฮ่องสอนเขาเรียกว่า "ข้าวแรมฟืน" อร่อยและมีประโยชน์มาก
ขอขอบพระคุณคุณบินหลาดงมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ^^

เพื่อนสาวเดินไปหยุดอยู่ที่ร้านใกล้ๆ
กันนั้น ให้ความสนใจ(อีกแล้ว)ข้าวกั้นจิ๊น
(หน้าตาคล้ายข้าวเงี้ยวในบันทึกเมนูอิ่มละไม..ข้าวเงี้ยว ที่ฉันเคยเขียนไว้)กับขนมที่มีหน้าตาคล้ายโดนัท
(ในรูป) ฉันลืมไปแล้วว่าแถวนั้นเรียกว่าอะไร..สงสัยต้องรอให้อา(จารย์)จ๊ะ
(เอื้องแซะ)
มากระซิบบอกอีกทีดีกว่า แต่ขอบอกว่าขนมอร่อย
อิอิ
เกือบตีกันตายเพราะแย่งขนมเหนียวหนึบนี่ภายหลังจากที่ฉันทานครึ่งอันที่เหลือจากเพื่อนสาวเมื่อกลับมาถึงบ้านพักแล้ว
ก็..ใครจะไปรู้ว่าจะเก็บอีกครึ่งมาละเลียดความอร่อยที่บ้านพักนี่
ในกาลต่อมา..บล็อกเกอร์นามบินหลาดง ก็มาช่วยแก้ไขข้อข้อใจว่า..
"ขนมที่เป็นวงกลมคล้ายโดนัท
รสชาติหวานClassic(จับใจ)นั้น เขาเรียกว่าข้าวมูลข่วย
[ข้าวมูล(ขนม)ข่วย(วง)=ขนมวง] อร่อยมากครับ
(แนะนำ)"

จากนั้นฉันก็ต้องพยายามโทรหาเพื่อนอา(จารย์)จ๊ะ เพราะเมื่อวานซืนเพื่อนสาวบ่นอยากทานขนมอะล่ะหว่า กับเปม้ง เดินหากันให้ทั่วทุกมุมของเมืองปายแล้วก็ไม่เจอ ฉันนึกอยากจะเซอร์ไพรส์เพื่อนสาวก็เลยโทรถามอา(จารย์)จ๊ะแล้วปรากฏว่าอา(จารย์)จ๊ะคนงามของฉันก็สามารถเนรมิตให้ได้ โดยการโทรหาเพื่อนเพื่อจัดการเรื่องขนมให้ฉัน แล้ววันนี้ที่ฉันต้องกลับบ้านแล้วก็เลยจะต้องติดต่อเพื่อนอา(จารย์)จ๊ะให้ได้หลังจากที่เมื่อคืนก็นัดแนะเวลารับของกันไปแล้วทีหนึ่ง กว่าจะติดต่อเพื่อนอา(จารย์)จ๊ะได้ก็ทำเอาฉันใจคอไม่ดีนิดหน่อย เพราะความเกรงใจที่มีจนล้น รู้สึกว่าฉันจะทำให้เรื่องเล็กๆ กลายเป็นเรื่องวุ่นวาย (ของคนอื่น)หรือเปล่านะ? เย้..ในที่สุดก็ติดต่อเพื่อนอา(จารย์)จ๊ะ ให้ฉันรับขนมได้ทันก่อนกลับบ้านแน่นอน
ซิ่งมอเตอร์ไซค์ชมเมืองปายให้เต็มตาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนกลับบ้าน สองข้างทางเงียบเชียบ ช่างต่างไปจากปายครั้งก่อนๆ ที่ฉันเคยเดินทางมาเยือน ตอนฤดูหนาวจะมีนักเดินทางและนักท่องเที่ยวมาเยือนมากมาย อาจจะเป็นเพราะการเดินทางมาในเมืองแห่งนี้สะดวกสบายขึ้น ฉันนึกย้อนไปว่าปายโด่งดังเพราะอะไร? จากที่เคยอ่านๆ ผ่านมามาบ้างในเวบไซต์ก็พบว่าเดิมทีเมืองแห่งนี้สงบเงียบมากๆ มีธรรมชาติที่สวยงาม แล้วนักเดินทางแบบแบคแพคเกอร์ก็ได้มาเยือนแล้วประทับใจในความงดงามนั้น ปายจึงเริ่มมีชื่อเสียงในกลุ่มนักเดินทาง หลังจากนั้นก็มีภาพยนตร์และละครที่ใช้โลเคชั่นที่นี่..ปายจึงโด่งดังเป็นพลุแตก นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเลือกปายเป็นลำดับแรกๆ ที่ต้องเดินทางมาเยือนให้ได้ มาเยือนแล้วก็ประทับใจกลับไปรีวิวถึงเรื่องราวที่ได้เจอในการเดินทาง บวกกับการโปรโมทของทางจังหวัดแล้วปายเลยเติบโตแบบก้าวกระโดดไปหน่อยในสายตาของฉัน
ที่พักหลากหลายรูปแบบและหลากหลายราคาก็ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด บางแห่งก็สร้างกลมกลืนแนบอิงไปกับธรรมชาติ บางแห่งก็มองดูแล้วรู้สึกขัดตาขัดใจยิ่งนัก ร้านรวงเปิดใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวมีมากมาย ฉันไม่เถียงว่าเป็นการสร้างรายได้ให้กับผู้คนในชุมชน แต่เมื่อฤดูท่องเที่ยวผ่านพ้นไป ความแออัดยัดเยียดของผู้คนที่มาจากทั่วสารทิศก็ดูบางตาไป เมืองทั้งเมืองกลับมาเงียบเชียบเหมือนเคย สิ่งก่อสร้างใหม่ๆ เริ่มผุดขึ้นมาอีกเพราะคาดหวังผลประโยชน์ในฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง เช่นกันที่มีสิ่งก่อสร้างตลอดจนบ้านพักและร้านรวงต่างๆ ถูกทิ้งให้รกร้าง..และปิดตัวไปในที่สุด


เห็นอะไรในรูปนี้..เหมือนฉันบ้างไหม? หรือฉันจะรู้สึกไปเอง

ก่อนกลับอควา รีสอร์ท ฉันชี้ชวนให้เพื่อนสาวแวะร้านโกโอ ร้านเค้กชื่อดังที่ทั้งถูกชมและถูกต่อว่าในเว็บไซต์ ร้านนี้ก็อยู่ในช่วงปรับปรุงร้านด้วยเหมือนกัน แต่ร้านก็ยังเปิดให้บริการอยู่ ภายในร้านมีขนมเค้กมากมายละลานตาให้เลือก (แล้วจะขายใครเนี่ยในฤดูฝน) ราคาก็ไม่ได้ถูกเลย ส่วนรสชาติก็ไม่ค่อยถูกจริตฉันสักเท่าไหร่ ไว้มีโอกาสจะไปละเลียดชิมอีกครั้ง


เค้กช้อกโกเลตอะไรสักอย่าง (จำไม่ได้--ปลาทองมากเลย) กับทีรามิสุ

ออกจากร้านโกโอ..ฉันก็พาเพื่อนสาวตรงดิ่งกลับที่พัก แต่เดี๋ยวก่อน..เพื่อนสาวบอกว่าเราน่าจะขึ้นไปไหว้พระที่วัดพระธาตุแม่เย็น วัดพระธาตุแม่เย็นเป็นวัดเก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองนี้มาช้านาน ฉันรีบตอบตกลงแทบจะในทันที และเลี้ยวไปตามป้ายที่เห็นนี้ทันที ระหว่างทางขึ้นไปวัดพระธาตุแม่เย็นนั้นร่มรื่นเหลือเกิน


ฉันจอดรถมอเตอร์ไซค์ไว้ด้านนอกบริเวณวัด มีร้านขายตุงข้าวเปลือกและธูปเทียนดอกไม้อยู่สามสี่ร้านด้วยกัน แต่ฉันจูงมือเพื่อนสาวไปร้านที่มีคนขายอยู่ในวัยชรา เราก็ได้ตุงข้าวเปลือกสำหรับบูชาพระประจำวันเกิดคนละอัน ก่อนจะเดินเข้าวัด..เพื่อนสาวนึกอยากจะถวายสังฆทานด้วย แต่เมื่อสอบถามราคาสังฆทานและตรวจดูสิ่งของในนั้นแล้วก็เปลี่ยนขอซื้อซองจดหมายกับยายแก่ๆ ที่นั่งเฝ้าตู้รับบริจาคแทน พอเราถามว่าซองจดหมายราคาเท่าไหร่?....ยายแกบอกว่า "แล้วแต่จะทำบุญเจ้า เพราะเป๋นของวัด" เรายื่นเงินให้..แกก็เอาหยอดใส่ตู้รับบริจาคนั้น ^^

เดินเข้าไปในบริเวณวัดก็พบกับความร่มรื่นถึงแม้ว่าจะเป็นวัดที่มีบริเวณไม่กว้างนัก ในวิหารนั้นมีพระกำลังคุยกับเด็กนักเรียนสองสามคนอยู่ ฉันกับเพื่อนสาวจึงเลี่ยงนำตุงข้าวเปลือกไปบูชาพระประจำวันเกิดก่อน เพื่อนสาวบูชาเสร็จเรียบร้อยแล้ว..ฉันก็ยังหาพระประจำวันเสาร์ไม่เจอ เดินวนไป-วนมาไปสามรอบ (ขาดความเฉลียว ฮือๆๆ) ก็เจอน้องนักเรียนหญิงสองคนเลยสบโอกาสถาม พอน้องชี้ให้ดูเท่านั้นล่ะ..แม่เจ้า ก็เดินผ่านไป-ผ่านมาได้อย่างไรโดยไม่เห็นเนี่ย ฉันเลยโอดครวญกับเพื่อนสาวว่า.. "มิน่าล่ะคุณ ชีวิตเค้าถึงไม่ประสบความสำเร็จ งานห่วย เงินไม่มี ความรักหนีหาย ฮือๆๆ" เพื่อนสาวขำกิ้ก..อย่างไม่มีการเกรงใจกันเลย ฮึ! แต่แอบนึกสงสัยว่าทำไมน้องนักเรียนมาเดินเล่นแถวนี้ในช่วงเวลาที่น่าจะอยู่ในโรงเรียน อุ๊บ!
ด้านหลังนั่น..ที่บูชาพระประจำวันเสาร์ (เห็นไหมว่าทำไมถึงหาไม่เจอ)

ถวายตุงข้าวเปลือกบูชาพระประจำวันเกิดเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกมาสมทบกับเพื่อนสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นนัก จุดที่เรายืนอยู่นี้..เป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดอีกแห่งหนึ่ง เมื่อมองจากตรงนี้จะเห็นเมืองปายทั้งเมืองอยู่ตรงเบื้องหน้าผ่านม่านหมอกบางๆ นี่ล่ะหนา..ที่ใครต่อใครว่าเมืองแม่ฮ่องสอนเป็นเมืองสามหมอก คงจะหมายถึงมีหมอกในทุกฤดูกาล ทุ่งนาเขียวขจีทำให้เรารู้สึกสงบเย็นได้อย่างอัศจรรย์ เรายืนมองภาพนั้นอย่างเงียบๆ ก่อนจะอำลาจากตรงนั้น

เพื่อนสาวเดินนำหน้าเข้าไปวิหารก็ไม่ปรากฏว่ามีพระสักรูปแล้ว เราสองคนไหว้พระประธานในนั้น แล้วทันใดนั้นเองก็มีเด็กวัดท่าทางติงต๊องเดินตึงตังเข้ามาถามว่า.. "พี่ๆๆ ยายที่อยู่ข้างนอกบอกว่าพี่จะมาถวายเงิน ฝากไว้ที่ผมก็ได้ พระไม่อยู่..ออกไปข้างนอก" พูดไม่พูดเปล่า..เขาเดินอาดๆ เข้ามานั่งแบบกวน(บาทาฉัน)ที่บนอาสนะของพระนั่นเลย บ๊ะ..เจ้านี่ เพื่อนสาวเลยพูดออกไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง..ดุ..ว่า "ไม่ต้อง!" แล้วเธอก็เอาซองไปหย่อนไว้ที่ตู้บริจาคก่อนจะลาพระประธานออกมาพร้อมๆ กับฉัน

เราขี่มอเตอร์ไซค์ลงจากเขามาเรื่อยๆ ด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ แล้วฉันก็ร้องกรี๊ดเบาๆ เพราะตื่นเต้น รู้ไหมว่าฉันเจอกับอะไร???.... ร้านเล็กๆเป็นร้านขายโปสการ์ดริมทางขึ้นไปวัดพระธาตุแม่เย็น ฉันอ่านเจอเรื่องราวและบรรยากาศของร้านเล็กๆ มาพอสมควรจากเว็บไซต์ต่างๆ เป็นอีกร้านที่ฉันอยากจะไปนั่งชิลล์ๆ เขียนโปสการ์ดที่นั่น ฉันเคยเข้าไปเขียนบอกพี่เล็กเจ้าของร้านในเว็บไซต์ของร้านว่ากำลังจะไปปาย และเธอก็มาตอบว่า.. "ถ้ามาถึงแล้ว ช่วยบอกหน่อยนะคะว่านี่เป็นเนปาลีตัวเป็นๆ" เสียดายจัง..ที่วันนี้ร้านไม่เปิดทำการ อดเลย..อดชมโปสการ์ดและอดนั่งชิลล์ๆ ในร้านแห่งนั้น
ร้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่แถวๆ ทางขึ้นไปวัดพระธาตุแม่เย็น

กลับมาถึง Aqua Resort ก็เจอเจ้าน้องหมาสองตัวรออยู่ก่อนแล้ว ไม่เข้าใจว่ามาแอบติดใจอะไรกับฉันและเพื่อนสาวนักหนา เดินตามหลังต้อยๆ และมานั่งแหมะที่หน้าบ้าน ฉันเกลียดจริงไอ้สายตาอ้อนๆ เนี่ย แบบว่า..ในที่สุดยังไงก็ต้องไปรื้อๆ ขนมมาให้เจ้าสองตัวนี่อยู่ดี ดูเวลาแล้วก็ต้องร้องกรี๊ดอีกรอบเพราะใกล้จะสิบโมงกว่าแล้ว รีบเอาโปสการ์ดออกมาเขียนต่ออีกหลายใบจนหมด เพื่อนสาวอาสาติดแสตมป์ให้ (พี่ๆ โปรดทราบ..แสตมป์ติดเบี้ยวๆ น่ะไม่ใช่ฝีมือข้าเจ้า อิอิ) ระหว่างที่เดินออกที่ระเบียงก็เจอเจ้าสองตัวอีกแล้ว บูบู้ตามติดฉันแจเพื่อจะขอขนมกิน ฉันเอาเค้กที่เหลือกับขนมเท่าที่มีออกมาให้มันทั้งหมดก็คงจะไม่สาแก่ใจมัน มันพยายามจะตะครุบฉันเพราะเข้าใจว่าเอาขนมไปซ่อน หมาบ้านี่ตัวหนักชิบเป๋ง กลิ่นตัวหมาตอนเปียกๆ นี่ก็สุดยอดไปเลย..เหม็นมากๆ กรี๊ด..ด..ด ฉันทั้งดุ..ทั้งต่อว่า..ทั้งวิ่งหนี ในที่สุดฉันก็เป็นอิสระจากเจ้าบูบู้เพราะวิ่งหนีเข้าห้องได้สำเร็จ แต่คาดว่าเสียงร้องกรี๊ดของฉันคงจะดังไปถึงส่วนหน้าสำหรับติดต่อสอบถามห้องพัก ไม่นานนักระหว่างที่ฉันนอนเล่นรอเวลาจะคืนห้องพักอยู่นั้น ที่หน้าบ้านก็มีผู้หญิงชาวต่างชาติลากคอบูบู้มาที่หน้าบ้านพักฉัน ฉันกับเพื่อนสาวเลยงงๆ เธอชี้มาที่ฉันแล้วใช้มือตีบูบู้ผั๊วะๆ เจ้าบูบู้จอมซนจ๋อยไปเลย..จนฉันชักจะสงสาร แล้วเธอก็ลากเจ้าจอมซนนี่ออกไป แล้วฉันก็หันไปแซวเพื่อนสาวว่า.. "คุณ..รู้แล้วว่าทำไมบูบู้ไม่ฟังเรา เพราะเราไม่ได้พูดภาษาอังกฤษอ่ะ ทีนี้รู้ล๊ะ..คุณต้องร้องว่าบูบู้ สต๊อป เวลาที่มันกระโจนใส่คุณ อิอิ" เพื่อนสาวตีแขนฉันดังเผี๊ยะ เฮ้อ! ก็ฉันพูดเรื่องจริงนี่ยังถูกตีอีก

เวลา 11.00 น. ฉันก็เอากุญแจห้องพักไปคืน พี่เด่นไม่อยู่แฮะ..เลยเจอแต่แม่บ้าน ก็เลยออกจากที่นั่นโดยที่ไม่ได้ร่ำลาพี่เขาตามประสาไปลา-มาไหว้ไงล่ะ แต่มีเจ้าบูบู้มาร่ำลาเพื่อนสาวฉันด้วยการกระโจนเข้าเกาะทำให้กระเป๋าสะพายใหม่เอี่ยมมีร่องรอยเล็บครูดเป็นแนวยาว (แล้วจะไปคิดค่าเสียหายกะใครล่ะเนี่ย?) เพื่อนสาวเป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์เพราะฉันต้องแปลกเป้และหิ้วกระเป๋าหนักโครต ไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกแปลกๆ เสียววูบ ก้มหน้าไปดูที่ปลายเท้าก็เจอเจ้าหนอนอะไรไม่รู้ตัวสีดำเล็กๆ เหนียวๆ ติดหนึบที่รองเท้า ร้องกรี๊ดเบาๆ แล้วก็..อื๊ย..ย..ย เพื่อนสาวร้องถามว่าทำไม พอฉันบอกไปเท่านั้นล่ะก็ขำกิ้ก.. "ร้องกรี๊ดเป็นสาวไปได้คุณ.. แหม ตุ๊กแกตัวโตๆ ไม่กลัวมากลัวอะไรกับหนอนตัวน้อยๆ เนี่ย" แต่ในที่สุดก็จอดรถให้ฉันจัดการเอาหนอนเหนียวหนึบนั่นออกไปให้พ้นๆ จากรองเท้าฉันเสียที
พยายามติดต่อเพื่อนอา(จารย์)จ๊ะ
(เอื้องแซะ)
แต่ก็ยังติดต่อไม่ได้ โทรไปถามอา(จารย์)จ๊ะๆ
ก็บอกว่าไม่ต้องกังวล ฉันจึงบอกกับเพื่อนสาวไปว่าถ้าขนมมาไม่ทันจริงๆ
ก็ให้เพื่อนสาวกลับก่อนและฉันจะอยู่รอรับขนมให้เอง
แต่เพื่อนสาวไม่ยอม..เพราะมาด้วยกันก็ต้องกลับด้วยกัน
รอ..ร้อ..รอ..รอเวลาจนถึงสิบเอ็ดโมงกว่าใกล้เวลารถออกเต็มที
ยังติดต่อเพื่อนอา(จารย์)จ๊ะไม่ได้ แงๆๆ
ระหว่างที่ยืนรอรถออกอยู่นั้น..ปลายตาก็เห็น ดร.ภูฉาย ณ พัทลุง
ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามายังท่ารถแวบๆ
แล้วก็เลี้ยวอ้อมมาจอดอยู่ข้างหลังฉันพอดีเลย
เราก็เลยได้มีโอกาสคุยกันยาวๆ อาจารย์ถามว่า.."วันก่อนก็ยังไปฟังผมเล่นดนตรีไม่ใช่เหรอ
ทำไมไม่เข้าไปทักทายกัน?"
อาจารย์บอกว่าอีกไม่นานจะเตรียมตัวออกเดินทางรอบโลก
แหม..ไอ้ฉันก็ตื่นเต้นไปด้วยจังเลย
แถมฉันยังถูกอาจารย์แซวอีกว่า "มาคราวนี้..ไม่ซิ่งมอเตอร์ไซค์ไปล้มอีกนะ?"
เฮ้อ!
ทำไมใครต่อใครจำเรื่องอุบัติเหตุในคราวนั้นของฉันได้แม่นนักนะ
วินาทีสุดท้ายที่ผู้โดยสารต่างพากันเดินขึ้นรถมินิบัส
ก็มีพี่ผู้หญิงคนหนึ่งหิ้วถุงใส่กล่องโฟมเดินตรงดิ่งมาที่ข้างๆ
รถ
เพื่อนสาวเปรยขึ้นมาว่า.."คงไม่ใช่ของเรานะ
เยอะจังเลยอ่ะ" ปรากฎว่า..ใช่จริงๆ
ด้วย พอฉันจะจ่ายเงินค่าขนมให้
พี่คนนั้นก็บอกว่าเป็นอภินันทนาการจากคนแม่ฮ่องสอน
พอร่ำลาเพื่อนอา(จารย์)จ๊ะ (เอื้องแซะ)
เรียบร้อยแล้วฉันก็รีบกดมือถือหาเธอในทันที
(ท่ามกลางสายตาผู้โดยสารบนรถที่สงสัยว่าสองสาวหิ้วถุงอะไร) ฉันขอบคุณเธอและถามเธอไปว่า..
"อาจารย์ฮู้ก่อว่าขนมมีจำนวนเท่าใด
ต้อมนับดูแล้วมีมากกว่าสิบกล่องนะเจ้า o_O
แล้วจะกิ๋นกันยังไงหมดนะ
ขนาดเพื่อนต้อมที่ร้องอยากได้ๆๆ
ยังอึ้งเลยเจ้า"
สรุปแล้วเธอก็ไม่รู้ว่าจะเยอะขนาดนั้นเหมือนกัน
เธอก็เลยบอกว่า.. "ถ้าบ่ลำบากต้อมจนเกินไป
งั้นฝากไปหื้อพี่ดาวลูกไก่
ชื่นชมยินดี
กับบล็อกเกอร์ท่านอื่นโตยเน้อเจ้า
เป๋นของฝากจากเมืองแม่ฮ่องสอนเนอะ"
มาดูกันว่าขนมของชาวไทยใหญ่จะเป็นอย่างไร
ขนมเปม้ง
(ภาษาพม่า)จะมีลักษณะคล้ายกับขนมเค้กของทางบ้านเรา
จะนับว่าเป็นเค้กของพม่าก็ว่าได้
เป็นแป้งเนื้อฟูร่วนสีน้ำตาลเข้ม
ข้างบนจะเป็นกะทิเคี่ยวกับน้ำอ้อย
(หรือเปล่านะ)
ส่วนขนมอะล่ะหว่า
จะมีลักษณะตัวขนมเป็นแป้งเนียนสีครีม
ซึ่งอร่อยทั้งสองแบบ
ขอกราบขอบพระคุณอา(จารย์)จ๊ะคนงาม
มา ณ ที่นี้ด้วย
(เจอกันจะให้กอดหลายๆ ที อิอิ) แล้วคุณบินหลาดงก็มาแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับชื่อขนมชนิดนี้ให้ฉันได้รู้อีกแล้ว
แถมยังบอกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ว่า.. "ขนมไทยใหญ่ที่เนปาลีบอกว่าเปโม้งนั้น
เขาเรียกว่าเปงโม้งครับ
และเป็นภาษาไทยใหญ่ครับไม่ใช่ภาษาพม่า
เพราะดินแแดนนี้เป็นดินแดนของชนชาติไทยใหญ่ กระเหรี่ยง
ม้ง มูเซอ ลีซอ ลั้วะ(ละว้า) และ
คนเมือง(ล้านนา) อยู่ร่วมกันมานานแล้ว"

เมื่อรถที่ฉันโดยสารได้เคลื่อนตัวออกจากเมืองปายบ่ายหน้าสู่เมืองเชียงใหม่ ผู้โดยสารท่านอื่นต่างก็นอนหลับตารวมทั้งเพื่อนสาวของฉันด้วย ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาได้นอนหลับไปจริงๆ หรือคิดอะไรบ้าง อาจจะคิดถึงบ้าน หรือคิดว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาเยือนปายอีก แต่สำหรับฉัน..ระยะทางยาวไกลกว่าสามชั่วโมงจะพาฉันกลับไปสู่โลกแห่งความจริง โลกของการใช้ชีวิต..การทำงาน.. แน่นอนที่ฉันจะต้องกลับไปพบเจอกับปัญหาหนักๆ อีกหลายเรื่อง ฉันไม่แน่ใจว่าชีวิตของคนเราจะมีทางออกเมื่อถึงทางตันได้จริงๆ ไหม ก็ใครต่อใครก็พากันบอกไว้ว่าอย่างนั้น (ความคิดของฉันมักจะเป็นขบถเสียด้วย) แต่ช่วงระยะสามวันที่อยู่ที่นี่..ฉันมีความสุข ก็เป็นเหมือนเช่นทุกครั้งที่ได้เดินทางไกลมาที่นี่ มากิน..มานอน..มาเดินเล่น..และส่งยิ้มให้คนแปลกหน้า เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ฉันได้มีเวลาคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต
ฉันทอดสายตาไปนอกหน้าต่าง เบื้องหน้าเป็นถนนหนทางที่คดเลี้ยวท่ามกลางขุนเขากว้าง ท้องฟ้าก็ยังคงเป็นสีฟ้าสวยงามแม้บางชั่วขณะอาจจะมีเมฆสีดำมาวิ่งพล่านอยู่บ้าง ฉันนึกถึงงานเขียนของคุณประภาส ชลศรานนท์ ที่เขียนไว้ในหนังสือชื่อ "ยอดมนุษย์ลำลอง" ท้ายๆ บทนั้นเป็นเนื้อเพลงที่เขาเคยแต่งให้กับโฆษณาชิ้นหนึ่งแต่ไม่ได้ออกอากาศด้วยเหตุผลจากความยาวของโฆษณาทางโทรทัศน์
เดินขึ้นภูเขาใช่มองแต่จุดหมาย
เ ม ฆ ห ม อ ก ด อ ก ไ ม้ ก็ ใ ก ล้ กั น
สิ่งที่สวยงามเกิดขึ้นทุกวัน
สำ คั ญ ที่ เ ร า ไ ด้ หั น ไ ป ม อ ง ดู
มาร่วมสนุกกันเนอะ..
ก่อนกลับบ้านได้ไปเดินตลาดยามเช้า
เจอเจ้านี่..มีใครรู้ไหมว่าเป็นอะไร?
ใครตอบได้จะมีโปสการ์ด ชุด Melancholy 's
Postcard (แปลเป็นภาษาของฉันว่า
เหงาจับใจ แต่พี่เหี้ยมบอกว่า
เหงาโครตๆ)ของฉันเป็นรางวัล
ห้ามอา(จารย์)จ๊ะ
มาตอบ อิอิ
^^ อ๊าว..ว..ว
ยากไปหรือเปล่านะ???..งั้นบอกใบ้อีกนิดว่าเป็นเหมือนเครื่องปรุงรสของชาวไทยใหญ่
ทีนี้ก็อยากรู้ไงว่าทำมาจากอะไร???
อะไรเอ่ย???....ตอบได้มีรางวัล

รางวัล.. โปสการ์ด ชุด Melancholy 's Postcard

ขอขอบคุณข้อมูลที่มีประโยชน์จากในเว็บไซต์เหล่านี้....
รวมที่พักปาย http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=kj2428&group=19 http://www.ilovepai.com/th/
การเดินทางไปปาย http://www.thai-tour.com/thai-tour/north/Maehongson/data/place/pai/pai-travel.html
เร็ว ๆ นะ เดี๋ยวเจ้านายมา ฮิ ฮิ
จุ๊ๆๆ เจ้านายไม่อยู่ หนูๆ แถวนี้จะร่าเริงค่ะ แต่พรุ่งนี้เจ้านายจะกลับมาแล้ว..ว..ว ปกติเราจะร่าเริงได้วันเสาร์อังคาร/พุธ/พฤหัสบดี ค่ะ แต่ศุกร์/เสาร์/จันทร์ จะสงบเป็นพิเศษ อิอิ
ต้อมชอบชื่อ "น้องเฌวา" จริงๆ นะคะ ^^
โปสการ์ด ยี่ห้อ เนปาลี น่ารักจังเลยค่ะ....^^มีแจกให้แฟนคลับบ้างไหมค่ะ อิอิ
อยากได้หรือคะ??? แล้วเดี๋ยวพี่จัดให้เนอะ.. ใบละสองกอด อิอิ
น่ารักครับ(โปสการ์ด)
สบายดีนะครับ
ชอบจังครับ ข้อความนี้
สังคมเราทุกวันนี้ .. ผู้คนมากมายกำลังวิ่งไล่ไขว่คว้าหาอะไรบางอย่างอยู่ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งนั้นคืออะไร และผู้คนอีกมากมายที่รู้สึกเหนื่อยท้อ หามุมสงบ ๆ มาคุยกัน เพื่อแบ่งปันเรื่องราวสิคะ
ชมแต่โปสการ์ดงี้..มีเคืองค่ะ อิอิ ^^ เพราะคนทำโปสการ์ดก็น่ารักนะคะ ให้พี่ๆ แถวนี้ช่วยกันยืนยันก็ได้
และกับข้อความ..ต้อมเขียนเพราะรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ค่ะ อยากให้ใครต่อใครมีมุมสงบมานั่งคุยกัน
แบบว่าชอบลายเส้นเรียบๆ อิอิ อีกหน่อยอาจจะพัฒนาเป็นสาวมากกว่านี้..เนอะ
เมื่อโปสการ์ดยี่ห้อ เนปาลี เดินทางมาถึง...
มีร่องรอยของการเดินทางมาแบบไม่บอบช้ำมากนัก ((เป็นปื๊นดำๆ เลยหล่ะ))
แต่นี่แหละคือ เสน่ห์ของมัน..
ฉันก็ได้แต่คิดในใจว่า..
ทำไม๊..ทำไม... และเมื่อไหร่ จะวาดรูป "แม่ลูกผูกจิต" มั่งน้อ..
((อยากเห็นภาพ แม่ลูก ผ่านฝีมือการวาดของพี่ต้อมคร๊าบบบบ...อิอิ วาดได้เปล่าๆๆ))
มากินน้ำแข็งไสด้วยคน
อ้าวไม่เหลือแล้วหรือ???
รับโปสการ์ดน้องตัวกลมกลางสายฝนแล้วนะค้าบ
เอ เขาอยากได้โปสการ์ด ทำไงน่า ฮ่าๆๆๆ(ล้อเล่นจ้า) เคยกินข้าวเงี้ยว กินไปแบบ งง ครับ น้องต้อมอย่ากินน้ำแข็งไสมากเดี๋ยว .....
คิดในใจ..เสียงดังมากๆ เลยนะครับ อิอิ ^^ ต้องอดทนรอครับ ร้องเพลงรอ นั่งเล่นรอ นอนรอ จนลืมไปเลยก็ยังอาจจะไม่ได้ครับ อย่างช้าไม่เกินสามปีน่าจะเสร็จครับ..แม่ลูกผูกจิต อิอิ อุ๊บ!
โปสการ์ดคงผ่านมรสุมระหว่างทางน่ะครับ อิอิ ^^
น้องต้อมอย่ากินน้ำแข็งไสมากเดี๋ยว .....
เข้ามาต่อคำตอบอาจารย์ขจิตคับ..
ก. ไม่อ้วน ข. ไม่ผอม ค. ถูกทุกข้อ.. อิอิ
((แซวนะคับพี่ต้อม ยามบ่ายแก่ๆๆๆ)) งอนไหมเนี่ย..อิอิ
***โอ้ แม่ เจ้า ****
ได้ ยา ดี ยา ขยัน มาจาก ไหน น๊อออออ น้องเรา ขึ้นบันทึกใหม่ ทุกวัน ๆ 5 วัน รวด แย้ว พรุ่ง นี้ ตอน 6 บะ ลัง เป๋น ตอน จบ ก้า อิ น้อง อินาย
ดีใจๆๆ โปสการ์ดเดินทางไปถึงสุรินทร์เสียที ^^ ว่าแต่..เอาท่าน ผบ.ที่บ้านไปฆ่าหมกป่า เอ๊ย! เก็บไว้ที่ไหนคะ??? น้องตัวกลมคิดถึงหลายๆ
พูดงี้เจอกันหลังไมค์เลย ฮึ! จะฟ้องท่านพี่จ๊ะที่เมืองลิง แงๆๆ พี่อ็อด..ด..ด พี่ขจิตแกล้งหนู
น้งต้อมๆๆ
ผบ. กำลังติดเด็ก!!!
หลานตัวเล็กๆ มาที่บ้าน หา "คุณย่า" ทุกวัน...อิอิ
น้องน้องน้องน้องน้องน้องน้อง...ต้อมๆๆ
อิอิ
ลุงหัวหน้า เป็นไร ไป นิ
555555555555