สองสิ่งที่ต้อง ททท (ทำทันที)

โดยมิได้นัดหมาย สิ่งสำคัญที่สุดที่พุทธฉือจี้เน้น ได้สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของมุมมองการบริหารในโลกตะวันตกอันแสนจะวุ่นวายนั่นคือ การหันกลับมาสนใจกับ "แรงขับเคลื่อนด้านใน" มากกว่าที่เรามัวแต่ไปให้ความสำคัญกับกระบวนการด้านนอก

ดังนั้น มีสองสิ่งที่ต้อง ททท (ทำทันที) อันเป็นรากฐานของจิตอาสา นั่นคือ "กตัญญู" และ "การทำความดี"

"ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายแห่งความดี" เป็นพุทธภาษิตบทหนึ่งที่น่าสนใจ น่าคิด ถ้าจะใช้ภาษาหยาบของการบริหารจัดการมาใช้ก็คือ หากจะขอดูสักอย่างหนึ่งที่เป็นกุญแจสำคัญในการวินิจฉัย "ความดี"  (key-performance indicator) จะดูอะไร คำตอบวกกลับมาหาคำๆนี้ คือ "กตัญญู"

ความกตัญญู

ความกตัญญูนั้น เริ่มมาจากการมองเห็นว่าตนเอง มีตนเอง และเป็นอย่างที่เป็น เพราะอะไร? มาจากไหน? และมีอะไรมาเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงบ้าง ทันใดนั้นเอง จิตภาวนาเรื่องนี้ก็จะมองเห็นทันทีว่า เรานี้ ที่มาอยู่ตรงนี้ได้ ทำอะไรอยู่ ณ ขณะนี้ได้ เราเป็นหนี้บุญคุณคนจำนวนมาก และถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเริ่มทำอะไรสักอย่างเมื่อเรารู้เช่นนี้?

เราช่วยจะเกิดความตระหนักในเรื่องนี้

ป่าวประกาศและยอมรับสัจธรรมในข้อนี้

มองเห็น "เหตุปัจจัย" ในการเกิด (อิทัปปัจจยตา และปฏิจจสมุปบาท) ที่ซับซ้อน

เริ่มสนใจและมองเห็น "หนทาง" ที่จะหยุดวัฏจักรอุบาทว์

ให้ความสำคัญที่จะเสริมสร้างหล่อหลอมหนทางอันเป็นวัฏจักรมงคลขึ้นทดแทน

ทดแทนบุญคุณ

มอบความดีต่อไป สร้างบุญคุณต่อไป เพราะสิ่งนี้เอง ที่ทำให้การ "เชื่อมโยง" ความดีจากรุ่นหนึ่งๆ ถ่ายทอดไปสู่รุ่นต่อๆไป

ครั้งหนึ่ง (นานมาแล้ว) ที่หน้าบ้านคนไทย จะมีตุ่มน้ำเล็กๆพร้อมกระบวย วางไว้ แขกไปใครมา คนเดินผ่าน จะทำอะไร และเกิดอะไรขึ้นบ้างกับตุ่มน้ำเล็กๆใบนี้นั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง มุมหนึ่งนั้น นี่คือ "ทานที่ไม่เจาะจง" ซึ่งเป็นทานบริสุทธิ์ เป็นทานที่ไม่ต้องกังวลสนใจใครจะมารับ แต่เราทราบเพียงเราได้ทำอะไรลงไป และเพียงพอกับเจตนาเช่นนี้ แต่เดี๋ยวนี้ ตรงที่เดิมที่เคยมีตุ่มน้ำใบเล็ก กลับถูกแทนที่ด้วยป้ายเล็กๆแทน

เขียนว่า "สถานที่ส่วนบุคคล ห้ามกลับรถ"!!!

มีคำกล่าวว่า "ที่ใดมีทุกข์มหาศาล ที่นั่นแลพระโพธิสัตว์จึงปรากฏ" พระโพธิสัตว์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเทพเจ้าหรือเทวดาที่ใด แต่เป็น "จิตโพธิสัตว์" ที่มองออกนอกกายเนื้อของความต้องการ ความอยากของตนเอง เข้าไปเห็นในดวงใจของผู้อื่น empathy ในความทุกข์ทรมานไม่ยินดีของเพื่อนร่วมโลก และทำให้เกิดพฤติกรรมของ "มนุษย์ที่แท้" ที่เป็นรากฐานของหนทางพระโพธิสัตว์ขึ้นมา

และสาเหตุที่ต้อง ททท หรือ ทำทันที ก็เพราะว่า หากปล่อยทิ้งไว้ จนเป็นนิจศีล ธรรมคุ้มครองโลกนี้ก็จะเสื่อมถอยไม่นิยม จากรสนิยมอันตื้นเขินลง มองไม่เห็นว่าตนเองมีรากเหง้าที่มา ที่ต้องขอบคุณใครบ้าง ตักตวงกอบโกยเอาความดีเข้าหน้าตักของตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เป็นหนทางที่เมื่อคนหลงไปแล้ว จะเกิดความหายนะต่อทั้งตนเองและคนรอบข้าง

เรื่องนี้จึงต้อง "ทำทันที" เพราะ "ไม่ทำไม่ได้แล้ว"!!!

คุณเมตตาเล่าเรื่องให้ฟังว่า แต่เดิมเธอก็ชอบและสะสมเครื่องเพชรสวยๆงามๆ ก็มันสวย และใครๆก็สวมใส่กัน มีวันหนึ่งเธอขายเครื่องเพชรให้เพื่อนของเธอ เพื่อนของเธอใส่กลับบ้าน นั่งรถแทกซี่ไป ปรากฏว่าโดนแทกซี่ปล้นและใช้มีดแทงเพื่อนของเธอเสียชีวิตไป! พอได้ข่าว คุณเมตตาก็ตกใจอย่างย่ิง เริ่มเกิดมุมมองกับเครื่องเพชร ทองหยอง ที่สวมใส่อีกมุมมองใหม่ และเธอรู้สึกเศร้าเสียใจสำนึกผิดอย่างมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงก็ตาม แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดตามลำดับ ตามขั้นตอน แสดงให้เห็นถึง "ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง" ของสิ่งต่างๆ

และได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญ

สิ่งนี้ก็อาจจะเรียกเป็น "ความกตัญญู" อีกฟอร์มหนึ่ง อีกรูปแบบหนึ่งก็ได้ นั่นคือ เรียนรู้จากเรื่องราวและใช้ประสบการณ์การเรียนรู้นี้ มาทำให้เกิด "ฉุกคิด​" ของตนเองและคนอื่นๆต่อไป ทำอย่างนี้เรียกว่า "กตัญญูต่อประสบการณ์" ที่ส่งมากระทบจิตของเรา ไม่มัวแต่เศร้าโศกโกรธขึ้ง แต่จะศิโรราบและมองหาบทเรียนที่แฝงอยู่แทน

ที่น่าสนใจก็คือ หากโลกนี้เต็มไปด้วยความเมตตา และการสำนึกคุณ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด?

คนจะมองเห็นความสำคัญของ "ตน" และ "อัตตา" ลดลง อันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการรู้สึก "พอ" ซึ่งลดความอยากในทุกเรื่องทุกราวลงได้  การสำนึกคุณ ทำให้อัตตายุบ ตัวเล็กลง เพราะเรามองเห็นแล้วว่าเรามีคนที่มีบุญคุณต่อเรา และหน้าที่ของเรานั้นไม่ได้มีให้กอบโกย แต่ต้องตอบแทน และที่สำคัญคือ "สานต่อ" ในภาระกิจของมนุษย์อันประเสริฐนี้ต่อไปอีก

คุณเมตตาเล่าให้ฟังอีกว่า ตอนแรกๆที่เธอไปเป็นอาสาสมัคร เจอคนไข้ที่สกปรก กลิ่นเหม็น แทบจะทนไม่ได้ เธอก็เลยเตรียมตัว ใส่หมวกกันแดด ใส่หน้ากากปิดหน้า ปิดจมูก ใส่ถึงมือใส่เครื่องป้องกันทุกชนิด เพราะกลัว ปรากฏว่าเดินไปหาคนไข้ คนไข้มองหน้าคุณเมตตาอยู่พัก ก็ถอยกรูด ยกมือไหว้ ร้องบอกว่า "ผมไม่มีเงิน ไม่มีทรัพย์สินอะไรหรอกครับ อย่าทำผมเลย" ตอนนั้นเองที่เธอได้เกิดสติว่า รูปร่างหน้าตาและการแต่งตัวของเธอนั้น มันเหมือนโจรจะมาปล้น มาจี้ มาเอาข้าวของของเขา จนคนไข้กลัว สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะจิตที่พะวงกับ "ตัวเอง" ไม่ได้คิดเผื่อผู้อื่นนั้่นเอง การที่พะวงกับตนเองมากๆ การกตัญญูไม่เกิด การคิดว่าที่ตนเองได้มีโอกาสทำบุญนั้น เป็นเพราะผู้ที่เราไปช่วยและได้บุญ เขาอนุญาต และมีเขา เราจึงได้ทำบุญ อาสาสมัครพุทธฉือจี้จึงให้ด้วยความนอบน้อมและเคารพต่อผู้ทีเขาไปช่วยเหลืออย่างมากที่สุด เป็น "จิตกตัญญู" ที่เป็นเบื้องหลังการเป็นอาสาสมัครอันยั่งยืน ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน จึงได้สอนแล้วสอนอีกว่า "การอาบน้ำ ชำระล้างผู้ป่วยนั้นเอง คือการสรงน้ำพระที่แท้จริง" จิตของอาสาสมัครที่กำลังชำระล้างร่างกาย มูตรคูถอุจจาระ จึงสงบ นิ่ง ปิติ และสงบ อย่างแท้จริง เพราะเขากำลัง "สรงน้ำพระ" อยู่ ไม่ใช่กำลังทำอะไรกับสิ่งปฏิกูลน่ารังเกียจแต่อย่างใด

ไม่ได้ทรนง หรืออหังการคิดว่าตนนี่แหละเป็นผู้ให้ แต่สามารดเข้าใจได้ว่า ตนเองกำลังรับอะไรมากมายเหลือเกิน สิ่งที่เรากำลังจะได้รับเป็นที่มีค่ายิ่งไปกว่าสิ่งที่เราได้ทำให้ผู้อื่นเสียอีก

การไหว้ก็เป็นกิิริยาอันงดงามที่แสดงความกตัญญูอีกรูปแบบหนึ่ง

สาเหตุที่เราไหว้ ไม่ใช่เพียงเพราะคนๆนี้เราเรียกว่าพ่อ ว่าแม่ หรือเพราะคนๆนี้นุ่งเหลืองห่่มเหลือง โกนหัวโกนคิ้ว แต่เรา "ไหว้ในวัตรของท่าน" คือไหว้ เคารพ และแสดงความกตัญญูต่อ "สิ่งที่ท่านได้ทำ"

  • เป็นการไหว้เพื่อแสดงว่าเราขอบพระคุณ ที่ท่านมีวัตรอันงดงามและทำเพื่อผู้อื่น
  • เป็นการไหว้เพื่อปวารณาว่า และวัตรเยี่ยงนี้แหละที่จะเป็นต้นแบบการดำรงชีวิตของเรา
  • เป็นการไหว้เพื่อสัญญาว่านี่คือคุณงามความดีที่เราจะยึดและถ่ายทอดให้แก่ลูกหลานคนที่เรารัก เราห่วงใยต่อๆไป

ไม่ใช่การไหว้เพื่อขอหวย ขอรวย ขอประโยชน์ส่วนตน ไม่ใช่ไหว้ใส่บาตรด้วยข้าวหนึ่งถ้วย แล้วขออธิษฐานถูกลอตเตอรีรางวัลที่หนึ่งงวดต่อไป ไม่ได้ไหว้เพราะคนๆนี้มีส่วนได้ ส่วนเสีย กับการตัดสินความงามของเรา