เข่งผักทำง่าย ๆ...ใบไม่กี่บาท..แต่ตลาดมหาศาล

สวัสดีเจ้า..ลุงปรี...เสียงปนรอยยิ้มของครูใหม่ลอยมาตามสายขณะกำลังล่ำลาทีมงานของจังหวัดพะเยาที่ถนนริมป่าไผ่รวกตาแดง(ใช้ทำเข่งกระโจน)...เลยถือโอกาสฝากลาน้องพอเพียง...และเพียงพอด้วยเลย... 

...ครั้งก่อนที่โทรมาก่อนจะเจอกันก็กำลังอยู่ในป่าไผ่ซาง(ที่ใช้ทำตะเกียบ) แนะ.... 

จริง ๆ ไม่นึกว่าจะได้เจอครอบครัวนี้แบบกระชั้นชิดแบบนี้...มาดูงานครั้งนี้ดีนักแล... 

 

........แต่ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น...พะเยา เชียงใหม่..ใช่ใกล้ ๆ ผมโดดลงจากรถตู้ไปนั่งกับรถอาจารย์ผู้ประสานงาน..ขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่าน...เลยได้ผู้นำเที่ยวกิตติมศักดิ์ไปในตัว... 

ฟ้าแจ่ม ๆ คู่เขาสองข้างทาง..ช่างชวนปวดตับยิ่งนัก..(ภาษาน้องพอลล่า)..น้ำตกบ้างละ...ถนนคดเคี้ยวบ้างละ...คิดไม่ผิดที่มานั่งหน้าคู่กับอาจารย์..

แวะเติมพลังที่บ่อน้ำพุร้อน..

แช่เท้าให้หายเมื่อย...(น้องพอก็เคยมา..พี่ครูพรรณาก็เคยมาใช่เปล่า??)

ต้มไข่ด้วยน้ำพุร้อน...

ผ่านบ้านแสนสวย..มีน้ำตกไหลทะลุออกมาหน้าบ้าน..แหม..บ้านนี้มีน้ำตกส่วนตัว..ปวดตับขึ้นมาอีกครั้ง..

ผ่านหน้าบ้านพี่เบิดร์ด้วยละ...แล้วพอตื่นขึ้น...เอ..หลับไปตอนไหนหว่า...

โอโห้....ภูเขาอะไรจะสูงเทียบเมฆขนาดนี้...(ดอยหลวงเชียงดาว..มาจาก เคียงดาว..สูงเป็นอันดับสามของประเทศ...พ่อหลวงแห่งบ้านหัวทุ่ง อำเภอเชียงดาว ตอบ)

มีคนขึ้นไปได้ไหมนั่น...ประจำเลย..นี่คือแหล่งประลองกำลังของลูกป้อชาย..ให้เวลาเตรียมตัวเดือนหนึ่งเน้อ..แล้วมาปีนแข่งกัน...ถึงยอดสุดเน้อ..

เดินขึ้นไปเหนือเมฆเลยนะสิ...โห..

เอา ๆ มาดูงานกันต่อดีกว่า..นี่ไง..รถซื้อเข่งกำลังจะออกไป....ส่งไหนน้อ..อีสานบ้านข้อยบ่..ตลาดใหญ่อยู่โน้นใช่ก่เจ้า..^^

เราไปดูป่าไผ่ก่อนดีกว่าเน้อ..เข้าป่าอีกแล้วเรา..

คราวนี้เป็นไผ่บง(กาย)คาย.....ที่ปลูกโดยหน่วยพัฒนาของทหาร..(จำชื่อหน่วยไม่ได้แล้ว...ฮิฮิ..ความจำสั้น..แต่ความอยากกินหน่อนั้นยาวนาน..)

แต่ก็อดอีกครับ...หน่อละ 500 ตามเคย..แง ๆ เห็นจะกับตา..แตะไม่ได้..จะลงแดงไหมนี่..555

เนื่องจากปลูกโดยทหาร..ไผ่บงจึงยืนเป็นแถวเป็นแนว...ห่างกันแปดเมตร...ทำให้แดดส่องถึงพื้นได้ดี..หญ้าจึงขึ้นรก...

กอไผ่เองก็ค่อนข้างแน่น...ไม่สางลำ..เพราะชุมชนประชามติกันว่าต้องการความชุ่มชื้น..เนื่องจากป่าเสื่อมโทรมมากเพราะอังกฤษพึ่งหมดสัญญาสัมปทานป่าไม้ไป..น้ำตกก็แห้ง..

เมื่อหน่วยทหารร่วมกับชาวบ้านช่วยกันปลูกป่า..ความอุดมสมบูรณ์ก็กลับคืนมา..

ชาวบ้านจะแบ่งแปลงป่าสงวนไว้ส่วนหนึ่ง...จะตัดไม้ออกมาแยกเป็นกอง..แล้วให้สมาชิกจับฉลากเลือกกอง..ปีละ 3 –4 ครั้ง เท่านั้น

มาดูกันว่าไผ่บง..เหมาะที่จะใช้ทำอะไร...

เข่งใส่ผักผลไม้ครับ...ที่นี่เรียกว่า ก๋วย..เหมือนก๋วยสลากที่ใส่ของทำบุญละครับ..แต่นี่ใช้ใส่ผัก..

สานห่าง ๆ แต่ขนาดต้องใส่ผักผลไม้ได้น้ำหนัก 9.5 กิโลกรัมพอดี..เพราะถ้าใส่ได้น้อย..น้ำหนักขาด..การขนส่งก็ไม่คุ้มค่า..ถ้าเกิน 10 กิโลกรัม..น้ำหนักรวมทั้งรถก็จะเกิน..เข้าด่านชั่งก็จะโดนปรับสองหมื่น..

 

เข่งแต่ละใบใช้ตอกแค่ 31 เส้น แบ่งหน้าที่กันทำตั้งแต่สานก้น..ขึ้นรูป...เม้มปาก(เก็บปาก) ราคาส่งใบละ 4-5 บาท

แต่เข่งผักนี่ไปดี..ไปแล้วบ่กลับมา..ไปแล้วไปเลย...ทำเท่าไหร่ก็ไม่พอ...

บ้านหัวทุ่ง กับบ้านทุ่งละคร..จัดเป็นแหล่งผลิตเข่งผักที่ดีจุดหนึ่ง...เป็นการทำชิ้นงานที่ง่าย ๆ ราคาถูก ใช้วัตถุดิบน้อย..(สานห่าง ๆ) แต่ความต้องการสูง...แค่หักเงินเข้ากลุ่มใบละ ห้าสิบสตางค์ก็เหลือเฟือ..

สังเกตุแม่อุ้ย..(มุมขวามือตรงท่านเกษตรจังหวัด) อายุร่วม 70 แต่ยังแข็งแรง..มีความสุข..มีกิจกรรมให้ทำไม่เหงา..หาเงินใช้เองได้...

มาถึงตอนนี้..ไผ่ซาง(ไม้ตะเกียบ)ไผ่รวก(เข่งกระโจน) และไผ่บง(ก๋วย) อันไหนอยู่ในใจท่านบ้างเอ่ย...

หรือจะเป็นดอยหลวงเชียงดาว...^^      

หรือยังอยากกินหน่อท่าเดี๋ยว..เดี๋ยวบันทึกหน้ามีหน่อล้วน ๆ ครับ..

สวัสดีตอนดึก ๆ ครับ