18 สิงหาคม 2552
หลายท่าน ได้เห็นหัวข้อคงแปลกใจ
มีแต่มิสนมแม่ ที่เป็นคุณสุภาพสตรี แต่คราวนี้เป็นผู้ชาย
ต้องออกตัวเล็กน้อยว่า การที่ผมหาญกล้าเป็นวิทยากรด้านนมแม่
ให้หน่วยงานต่างๆ มาด้วยเหตุผลที่ต่างจากวิทยากรท่านอื่นๆที่ท่านรู้จัก
ผมมาเพราะการเป็นนักพูด นักถ่ายทอด
ทำเรื่องยากให้ฟังเข้าใจง่าย...ทำเรื่องเครียดให้เป็นเรื่องขำ เรื่องสนุก
การที่ผู้ชายเลือกที่จะเรียนวิชาพยาบาล ถือว่าแปลก
แต่กับการที่ผู้ชาย เป็นวิทยากรสอนเรื่องนมแม่ ถือว่าแปลกกว่า
เพราะนอกจากจะไม่เคยให้นมลูกแล้ว การที่เสี่ยงตายไปแนะนำ
ไปพูดให้คุณผู้หญิงฟังเรื่อง คุณจะให้นมลูกอย่างไร
เหมือนเป็นการนำมะพร้าวห้าวไปขายสวน อย่างไรก็อย่างนั้น
แต่ความเป็นจริง...
หาได้เป็นเช่นนั้น
คุณแม่ที่เข้าฟังการบรรยายทุกท่าน ตั้งใจฟัง
เชื่อ และพร้อมที่จะรับความรู้จากเรา
พอบรรยายเสร็จ..คุณแม่ หรือผู้ฟังหลายท่าน ขอเบอร์โทร
ไว้โทรปรึกษา
บ้างก็พูดคุยด้วย อย่างชื่นชม
แรกเริ่มเดิมที ก็ไม่ได้มุ่งหวังจะมาเดีทางพูด
หรือการเป็นวิทยากรหรอกครับ
เรียนพยาบาลมา พอมีความรู้ ความเข้าใจด้านนี้อยู่บ้าง
อีกทั้ง เคยผ่านเวทีการพูด เมื่อสมัยเป็นนักเรียน นักศึกษาอยู่บ้าง
( นานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยรายการโต้คารม มัธยมศึกษายังอยู่ )
พอช่วงหลัง เปลี่ยนงานมาเป็นนักวิชาการ
รับผิดชอบด้านงานอนามัยแม่และเด็ก ดูแลข้อมูล
และงานด้านแม่ๆ ลูกๆ อย่างเต็มตัว
งานสอน งานนิเทศ จึงตกเป็นหน้าที่ของผม
แต่ที่ทำให้ผู้ฟังรับผมได้คือ
ผมมีความตั้งใจ จะบรรยายเรื่องอะไร ต้องเตรียมตัวให้พร้อม
ข้อมูลต้องพร้อม และทำการบ้านมาอย่างดี
ผมศึกษาผู้ฟัง..
ต้องดูก่อนเสมอ ว่าผู้ฟังเป็นใคร ระดับไหน
เช่นบรรยายให้เด็กนักเรียน การบรรยายก็ต้องเป็นแบบเด็กๆเข้าใจ
ภาษาต้องเข้าใจง่าย ไม่ใช่ภาษาเทพ หรือภาษาวิชาการ
ความสนใจ เด็กก็กมีผล เพราะเด็กๆ ความสนใจ
หรือสมาธิจะต่างจากผู้ใหญ่
บรรยายให้คนทำงานฟัง..ก็จะอีกแบบ
ต้องดูว่าอาชีพอะไร..อายุเท่าไร..
ต้องทำการบ้าน
และที่สำคัญ..
พูดหรือบรรยายไปต้องรู้จริง ข้อมูลทุกชิ้นต้องอ้างอิงได้
ฟังเข้าใจง่าย..ไม่ใช่อ่านมาจากตำราว่าอย่างไร ก็บรรยายอย่างนั้น
เราต้องปรุงเนื้อหาใหม่ก่อน...
ให้เขาฟังเราบรรยายแล้ว กระจ่าง
เข้าใจ อย่างไม่สงสัย...
และต้องทราบว่า เรื่องที่บรรยาย
ส่วนใหญ่ คนจะงง หรือสงสัยตรงไหน
เราต้องทำให้กระจ่าง
ติดตามอ่านกันเรื่อยๆนะครับ..ผมจะลงให้เป็นตอนๆไป
ดีจัง..ลงอีกๆ
น่าติดตาม
น่าจะมีรูปด้วย
เข้ามาอ่านด้วยคน
รับสมัครวิทยากรผู้ช่วยครับ...คุณสมบัติ
1.โสด
2.เพศหญิง
3.อายุ 24 - 28 ปี
4.หน้าตาดี
5.กล้าแสดงออก
สนใจติดต่อ 086 3277561
พอลล่าอายุเกินแล้ว รับไหมคะ อิอิ หน้าตาดี กล้าแสดงออกมากเกินไป ค่ะ อิอิ
ถ้าหัวข้อ ที่ 1 ผ่าน ก็โอเค ครับ ( หุหุ )
ขอบคุณที่แวะมาทักทายครับ
และจะขอบคุณมากๆ ถ้าจะติดตามกันต่อๆไป
ช่วงนี้มีเกร็ดน่ารู้มาฝากนะครับ
ริดสีดวงทวารกับการตั้งครรภ์ (Mother&Care)
อาการริดสีดวงทวารมักจะเกิดจากการขับถ่ายไม่ถูกสุขลักษณะ การอั้นหรือบ่งถ่ายเป็นเวลานานจนทำให้เกิดแผลหรือการบวมของเส้นเลือดและมีเลือดออกจากบริเวณทวารหนัก ซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์ก็มักจะมีอาการของริดสีดวงทวารจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงและการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้ขับถ่ายลำบากและเจ็บปวดบริเวณทวารหนัก ก่อให้เกิดความรำคาญและกังวลใจ แต่อาการของริดสีดวงทวารไม่ได้รุนแรงหรือเป็นอันตรายกับการตั้งครรภ์ หากคุณแม่ดูแลเรื่องการขับถ่ายให้ดีค่ะ ทำไมจึงเป็นริดสีดวงทวาร? ริดสีดวงทวารเป็นเส้นเลือดที่โป่งพองขึ้นมาบริเวณทวารหนัก (คล้ายกับการเป็นเส้นเลือดขอดที่ขา) ซึ่งสาเหตุที่คุณแม่มักจะเป็นริดสีดวงทวารก็เพราะฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป บางท่านที่ไม่เคยเป็นริดสีดวงมาก่อนก็อาจเพิ่งมาเป็นในช่วงตั้งครรภ์ที่ปริมาณและการไหลเวียนของเลือดในร่างกายเพิ่มมากขึ้น (โดยเฉพาะร่างกายส่วนล่าง) แต่ระบบไหลเวียนเลือดไม่สะดวกเพราะมดลูกที่ขนาดใหญ่ขึ้นไปกดทับเส้นเลือดดำในบริเวณอุ้งเชิงกราน ทำให้เกิดภาวะเลือดคั่งในเส้นเลือดดำและเกิดการบวมบริเวณทวารหนัก นอกจากสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายแล้ว การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การกินอาหารที่มีกากใยน้อย อาการท้องผูกขับถ่ายไม่สะดวกจึงต้องเบ่งถ่ายนาน การยกของหนัก การนั่งหรือยืนนาน ๆ ก็มีส่วนทำให้เป็นริดสีดวงทวารในช่วงตั้งครรภ์ได้มากขึ้นเช่นกัน ริดสีดวงทวารกับคุณแม่หลังคลอด หากคุณแเป็นริดสีดวงทวารในช่วงตั้งครรภ์ก็ยังสามารถคลอดแบบธรรมชาติได้ตามปกติ ซึ่งแพทย์จะเพิ่มความระมัดระวังในการตัดฝีเย็บเพื่อไม่ให้ไปโดนริดสีดวง และไม่ให้มีการฉีกขาดของช่องคลอดมากเกินไป ส่วนใหญ่อาการริดสีดวงทวารมักจะหายภายใน 2-3 สัปดาห์หลังคลอด แต่บางรายอาจเป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งแพทย์มักจะรอให้คลอดก่อนแล้วจึงจะพิจารณาว่าควรผ่าตัดรักษาหรือไม่ ดังนั้นหลังคลอดจึงควรฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา ไม่ต้องกลัวว่าการขับถ่ายจะทำให้แผลเย็บฉีกขาด เน้นการกินอาหารที่มีกากใยและการเดินก็จะช่วยให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้น อาการของริดสีดวงทวาร ริดสีดวงทวารถึงแม้จะไม่เป็นอันตรายใดๆ กับการตั้งครรภ์ แต่มักจะทำให้เกิดความรำคาญ คันรอบทวารหนัก เจ็บและมีเลือดติดปนมาเวลาถ่ายอุจจาระหรือหลังถ่าย ซึ่งริดสีดวงอาจออกมาเฉพาะเวลาที่เบ่งถ่ายและหดกลับไปหลังถ่ายเสร็จ หรือบางคนอาจเป็นก้อนอยู่ภายนอกยื่นออกมาจากทวารหนักขณะถ่ายอุจจาระ ทำให้ระคายเคืองและรู้สึกไม่สบายบริเวณทวารหนัก ถ้ามีเลือดออกมากอาจมีอาการซีดได้ คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะอายไม่กล้าปรึกษาแพทย์จนอาการริดสีดวงเป็นมากขึ้น จึงควรสังเกตว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่ เวลาเบ่งถ่ายอุจจาระมีมูกหรือเลือดปนออกมา (ถ้ามีเลือดออกจากทวารหนักไม่ว่ากรณีใดก็ตาม คุณแม่ต้องรีบไปพบแพทย์) มีอาการคันหรือเจ็บมากบริเวณรอบทวารหนัก รู้สึกว่ามีก้อนหนัก ๆ ถ่วงบริเวณทวารหนัก มีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนัก มีอาการเจ็บก่อนหน้า ระหว่างหรือหลังถ่ายอุจจาระ หรือกดแล้วเจ็บ หากมีอาการเหล่านี้หรือสงสัยว่าจะเป็นริดสีดวงทวารควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที บรรเทาและป้องกันอาการริดสีดวงทวาร หากเป็นริดสีดวงมาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์หรือเพิ่งเริ่มเป็นในช่วงตั้งครรภ์ การใช้ยารักษาริดสีดวงทวารอาจเป็นเรื่องยากเพราะมียาไม่กี่ชนิดที่สามารถใช้ได้ระหว่างตั้งครรภ์ จึงไม่ควรซื้อยารักษาเอง แต่ควรปรึกษาสูติแพทย์ว่าครีม ขี้ผึ้งหรือยาเหน็บสำหรับรักษาริดสีดวงทวารชนิดใดที่สามารถใช้ได้บ้าง เพราะยาบางชนิดอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ การป้องกันและบรรเทาอาการริดสีดวงทวารไม่ให้เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์หรือไม่ให้อาการลุกลาม จึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจและสามารถทำได้เอง ดังนี้ ใช้ความร้อน-ความเย็น การแช่น้ำอุ่นโดยนำอ่างขนาดพอดีใส่น้ำอุ่นแล้วนั่งแช่ประมาณ 10-15 นาที ทำวันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยลดความเจ็บปวด การบวมและการอักเสบของริดสีดวงทวารได้ หรือใช้การประคบเย็นโดยนำผ้าหนา ๆ ห่อน้ำแข็งหรือแผ่นเจลสำเร็จรูปแช่ให้เย็น แล้วนำมาประคบก็ช่วยลดความเจ็บปวดและอาการบวมได้เช่นกัน หลังการขับถ่ายทุกครั้ง ควรทำความสะอาดรอบทวารหนักโดยใช้น้ำสะอาดล้าง หรือสำลีชุบน้ำเช็ดเบา ๆ แล้วซับให้แห้ง อย่าถูแรงเพราะจะทำให้เจ็บและริดสีดวงบวมมากขึ้น และควรเลือกใช้กระดาษชำระชนิดที่อ่อนนุ่ม ไม่ยุ่ยเกินไป ไม่มีกลิ่นหอม หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ แป้งโรยตัวที่มีส่วนผสมของน้ำหอมในบริเวณรอบทวารหนัก เพราะสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมอาจทำให้ระคายเคืองบริเวณแผลได้ ดูแลอย่าให้ท้องผูก กินอาหารที่มีกากใยสูง หมั่นกินผักและผลไม้โดยเฉพาะในช่วงมื้อเย็น และดื่มน้ำเปล่าวันละ 8-10 แก้ว โดยเฉพาะหลังตื่นนอนตอนเช้า 10-15 นาที จะทำให้ระบบทางเดินอาหารบีบตัวมากขึ้น ช่วยให้ขับถ่ายได้สะดวก พยายามควบคุมการขับถ่ายให้เป็นปกติ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และเข้าห้องน้ำทันทีที่รู้สึกปวดท้อง อย่ากลั้นไว้นานเพราะจะทำให้ถ่ายออกลำบาก หลีกเลี่ยงการเบ่งแรง ๆ และการนั่งในห้องน้ำเป็นเวลานาน หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนเป็นเวลานาน ๆ ไม่ยกของหนักเพราะอาจทำให้ริดสีดวงแตกหรือมีเลือดออกมาก และควรนอนตะแคงซ้ายทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง หรือยกขาพาดกับเก้าอี้ประมาณ 15 นาที เพื่อลดแรงดันในช่องท้อง ออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดินหรือว่ายน้ำวันละเล็กน้อย จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายรวมถึงระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายทำงานเป็นปกติ การดูแลเรื่องระบบขับถ่ายจึงเป็นอีกเรื่องที่ควรใส่ใจเพื่อไม่ให้เป็นริดสีดวงทวาร และวิธีเหล่านี้ยังสามารถใช้ได้จนถึงหลังคลอดเช่นกันครับ
อ่านซะตาลายเลยหุหุ