วันนี้ผมเปิดเครื่องคอมฯ ขึ้นมาเพื่อเขียนรายงานความก้าวหน้าประจำเดือนจะได้ส่งผ่านอีเมลให้คณะกรรมการของ สสส.​ ตามที่ผมทำโดยปกติในช่วงประมาณกลางๆ เดือนของทุกเดือน

ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนเป็นบันทึกเพื่อสื่อสารให้ทุกท่านที่เป็นผู้ใช้ระบบของ GotoKnow.org ได้ทราบถึงความคืบหน้าของการทำงานของพวกผมด้วย แต่ทีมงานของ สสส.​ บอกว่าวิธีการเขียนของผมนั้นสรุปลงแบบฟอร์มไม่ได้ ผมเลยต้องเขียนสองรอบ แล้วหลังๆ เลยเขียนแค่รอบเดียวแค่พอได้ส่งอีเมลตามฟอร์มที่เขากำหนด ในที่สุดรายงานต่อกรรมการของ สสส.​ ก็สำคัญกว่าการรายงานต่อผู้ใช้งานอย่างไม่มีทางเลือก เพราะทีมงาน UsableLabs ทั้ง 15 ชีวิตกินเงินเดือนจาก สสส.

และไม่ใช่แค่ 15 ชีวิต เพราะแต่ละชีวิตยังมีชีวิตที่รอคอยอยู่ข้างหลังอีกหลายคน ทีมงานผมไม่ได้มาจากกลุ่มประชากร "ผู้เป็นความหวัง" ของประเทศไทย แต่มาจากกลุ่มประชากร "ผู้เป็นปัญหา" ของประเทศ ถ้าเราหาเงินเดือนมาให้ 15 ชีวิตนี้ไม่ได้ ไม่ใช่แค่คน 15 คนที่จะเจอปัญหาครับ

แต่วันนี้ผมไม่มีแรงเขียน มันท้อแท้แม้จะกดลงบนปุ่มคีย์บอร์ด

มีอะไร "ก้าวหน้า" บ้างในเดือนที่แล้ว?

ผมนึกไม่ออก ผมนึกออกแต่ภาพตัวเองนั่งโยกเยกพยายามข่มตาให้หลับอยู่ในเครื่องบินขึ้นล่องระหว่างหาดใหญ่กับกรุงเทพฯ เพื่อประชุมสารพัดอย่าง

นึกภาพตัวเองที่ต้องพยายามรวบรวมสมาธิเขียนโปรแกรมท่ามกลางภาพและเสียงวุ่นวายรอบตัว ไม่ว่าจะในเครื่องบิน ในสนามบิน ในรถ ในโรงแรม ข้างถนน ข้างตึก ฯลฯ

ผมยังเป็นโปรแกรมเมอร์และผู้ดูแลเครื่องแม่ข่ายหลักของทุกงานที่ผมทำในขณะนี้

เป็นความจริงที่น่าเศร้า

ไม่ใช่เพราะผมเก่ง แต่เพราะคนเก่งไม่เลือกที่จะทำงานอย่างที่ผมทำ เพราะงานนี้ "มันไม่มีอนาคต"

อีกประการหนึ่ง ไม่ใช่เพราะผมเป็นคนดีด้วย

เพราะเท่าที่ผมเคยรู้จัก "คนดี" มา คนดีคือคนระดับวาดฝันและวางนโยบาย ผมยังไม่เคยเห็นการยกย่องคนที่ทำงานแก้ปัญหาอยู่หน้างานว่าเป็นคนดีเลย

ที่เคยเห็นก็คือคนทำงานอยู่หน้างานยกย่องกันเองพอเป็นกำลังใจให้กันและกันในความทุกข์ยากที่ต้องเจอตามประสาของผู้น้อยที่ไม่ได้ "ดี" และ "เก่ง" อย่างที่เขาชื่นชมกันในเมืองหลวง

ผมสับสนและเหน็ดเหนื่อยไปหมดกับการเดินทาง แต่งานก็คืองาน ไม่มีแม้กระทั่งเวลาให้ฉุกคิดว่า "อะไรคืองาน?"

แล้ว "ชีวิต" ล่ะ อยู่ที่ไหน?

ภรรยาผมจะต้องทำแท้งลูกคนที่สองของเราในวันอังคารนี้เนื่องจากลูกหัวใจไม่เต้นแล้ว

ผมถามตัวเองว่าผมอยู่ไหนในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา

ผมอยู่ในเครื่องบิน อยู่ในโรงแรม อยู่ในตึกสูง อยู่ในรถเกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถบัส รถแทกซี่ รถตู้ รถไฟทั้งใต้ดิน บนดิน และลอยฟ้า ขดตัวอยู่ในเก้าอี้สนามบินรอเวลาขึ้นเครื่องกลับบ้าน นั่งอยู่ข้างถนน นั่งกินแป้งอะไรก็ไม่รู้ที่ร่างกายพอจะแปลงเป็นพลังงานได้ ฯลฯ

ผมอยู่ทุกที่ยกเว้นอยู่ที่บ้าน

ผมปลอบตัวเองว่า อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้เงินมาทำสิ่งที่เราอยากทำ แม้ไม่มีเวลาดูแลครอบครัว แต่สิ่งที่เราอยากเห็นจะได้เป็นรูปธรรมมากกว่าการวาดฝันอยู่บนอากาศ

เราอยากเห็นโลกนี้น่าอยู่ ผู้คนยิ้มแย้มทักทายกันเหมือนเพื่อนฝูงญาติมิตรที่เอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำงานร่วมกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันเพื่อสร้างโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น เพื่อให้ในที่สุด "ใจ" กลายเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่มีค่ายิ่งกว่าทุกสิ่งในโลกนี้

โชคร้ายที่งานของผม "ถอยหลัง"

ชีวิตผมก็ "ถอยหลัง" ด้วย

และนี่คือรายงาน "ความก้าวหน้าและความถอยหลัง" ที่จะใช้ได้ทุกเดือนตลอดไป:

GotoKnow.org งานคืบหน้าไปได้ด้วยดี ดีแค่ไหนไม่ทราบ ผมไม่เคยสนใจว่า UIP เป็นเท่าไหร่และเป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่ของประเทศ แต่ GotoKnow.org คือสิ่งที่ผมจะทำตลอดชีวิต ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ GotoKnow.org ต้องพัฒนาไปได้ด้วยดีแน่นอน

มะปรางและต้นกล้ากำลังทำ GotoKnow.org เต็มตัวแทนผมและภรรยา เราปล่อยให้เขาคิดและตัดสินใจทุกอย่างที่เป็นไปได้ หมายความถ้าผมไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว GotoKnow.org ก็ไม่ได้สูญหายไปตามผมไปด้วย

Portal.in.th ก็คืบหน้าไปได้ด้วยดี ผมเบื่อพวกบริษัทรับทำเว็บหลายต่อหลายเจ้าที่เอาเปรียบลูกค้าอย่างไม่มีจริยธรรมโดยอาศัยประโยชน์จากความไม่รู้ของลูกค้า ดังนั้น Portal.in.th จะต้องคืบหน้าไปได้ด้วยดีและบริษัทเหล่านั้นจะต้องประสบปัญหาทางธุรกิจเพราะ Portal.in.th อย่างแน่นอน

Portal.in.th ไม่ใช่เว็บไซต์ มันคือสงคราม

Healthy.in.th ก็คืบหน้าไปได้ด้วยดีเช่นกัน ช่วงที่ผ่านมาทีมงานผมอาจจะไม่เข้าใจว่าเราทำ Healthy.in.th ทำไม ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าผมไม่ได้ทำ "ส่ง สสส." ปัจจุบ ันเขาเลยทำ "ส่งผม" อีกไม่นานเขาจะรับรู้และเรียนรู้ที่จะทำ "ส่งประชาชน"

ใช่ครับ ผมหมายถึงประชาชนตาดำๆ ที่ถูกหลอกลวงจากสื่อมวลชนอยู่ทุกวันอย่างไม่มีใครมากนักกล้าอ้าปากมาต่อสู้ในประเทศที่สื่อมวลชนมีอำนาจล้นฟ้าจนกลายเป็นอภินิหารเช่นนี้

Healthy.in.th จะเป็น "สื่อทางเลือก" เท่าที่เป็นไปได้ เราเริ่ม "ฟื้น" Healthy.in.th มาตั้งแต่เดือนที่แล้วและจะไม่มีปล่อยให้คลาดสายตาอีกต่อไป ทีมงาน Healthy.in.th เป็นทีมงานที่ดี แต่เขาจะได้ทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อเขาได้รู้ว่าจะให้เขาทำงานอะไร นั่นคือการได้นั่งคุยกับผม ไม่ใช่ฟังเสียงผมมาจากปลายสายโทรศัพท์

และยังมีโครงการอื่นๆ ที่เรายังก้มหน้าก้มตาทำด้วยความหวังว่าวันหนึ่งมันจะออกผลให้เกิดประโยชน์ลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศนี้บ้าง

ดังนั้นเพื่อให้งานเดินหน้า กรุณาปลดปล่อยผมจากห้องประชุมเถิด ให้เงินแต่ไม่ให้เวลาผมทำงานจะมีประโยชน์อะไรเล่า?

สองเดือนที่ผ่านมาผมเหมือนจะอยู่กรุงเทพฯ​ มากกว่าอยู่หาดใหญ่ ต้องวางแผนเตรียมตัวจะไปประชุมเพื่อพบว่าการประชุมนั้นมีการเลื่อนในวันสุดท้ายก่อนการเดินทาง ให้ผมต้องปรับแผนอีกครั้งที่จะเดินทางไปประชุมอีกครั้งในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งกับกำหนดตารางเวลาการบินของประเทศที่การเดินทางโดยเครื่องบินยังเป็นสิ่งสงวนสำหรับผู้สูงศักดิ์เช่นนี้

ผมไม่ไปแล้วนะครับ

ผมเป็นคนไทยไม่ใช่คนกรุงเทพฯ​ ผมคือชาวต่างชาติในเมืองหลวง

ทุกครั้งที่ผมไปกรุงเทพฯ​ ผมรู้สึกเหมือนชาวเมืองศรีวิชัยเดินทางไปถวายเครื่องบรรณาการที่กรุงรัตนโกสินทร์ทุกที

ถ้าจะประชุมคราวหน้า มาประชุมที่ประเทศของผมนะครับ

.....

ที่จริงแล้ววันที่ 19 นี้ผมจำเป็นต้องไปประชุมอย่างยิ่งเพราะมีเรื่องสำคัญต้องให้กรรมการฯ​ พิจารณาสองเรื่อง เป็นสองเรื่องที่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพิจารณา

เรื่องแรกคืองบครุภัณฑ์ เพราะผมพึ่งทราบว่า สสส.​ ไม่อนุญาตให้ซื้อครุภัณฑ์ น่าสงสัยว่าเราจะทำ "ระบบออนไลน์" ได้อย่างไรถ้าเราซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์มาทำงานไม่ได้?

เรื่องที่สองคือเรื่องค่าเล่าเรียนของนักศึกษาปริญญาโทที่ทำงานกับผมในโครงการของ สสส. นั่นเอง

ผมอยู่ในมหาวิทยาลัย "กำลังพล" ของผมคือนักศึกษา คือกลุ่มคนที่ต้องการพัฒนาตัวเองทางปัญญามากกว่าแสวงหาเงิน ถ้าผมไม่สามารถบำรุงกำลังพลของผมได้ผมจะรบได้อย่างไร?

ถ้าผมฉลาดกว่านี้ ผมจ้างมะปรางทีเดียวเลยเป็นค่าบริหารจัดการชุมชนออนไลน์และจ้างต้นกล้ายอดเดียวเลยเป็นค่าพัฒนาซอฟต์แวร์ เป็นใบสำคัญรับเงินแค่สองใบก็จบปัญหาเรื่องครุภัณฑ์และค่าเล่าเรียน

แต่ผมไม่ได้ทำอย่างนั้น ผมกลับชอบเอกสารเยอะๆ แนทกับเอ๋ทำเอกสารตั้งมากมายที่ผมต้องเซ็นก่อนจะซื้ออะไรสักอย่างได้

ผมพึ่งซื้อบ้านใกล้มหาวิทยาลัยที่มีสนามหญ้าไว้ให้ลูกเตะบอลกัน เอกสารเยอะๆ นั้นมีไว้เป็นคำตอบว่าผมไม่ได้ผันเอาเงิน สสส. ไปซื้อนอกเหนือจากเงินเดือนจากโครงการฯ​ อันผมพึงได้ตามการทำงาน

ใช่ สนามหญ้าไว้ให้ลูกเตะบอลกัน หมายถึงลูกสองคนเล่นด้วยกัน

ตอนนี้เหลือผมกับเจ้าต้นไม้ที่จะเตะบอล เจ้าต้นน้ำไม่ได้มาเล่นด้วยแล้ว

เมื่อวานผมไปที่บ้าน เอาต้นไม้ที่ซื้อเพื่อจะปลูกในสนามหญ้าไปเก็บ ผมอยากเป็นลมล้มลงบนพื้นสนามหญ้านั้นเพื่อไม่ต้องฟื้นขึ้นมาอีกเลย

น่าเศร้าที่ผมทำไม่ได้ ยังมีอีกหลายชีวิตที่ผมต้องรับผิดชอบ หลายพันชีวิตถ้านับนักศึกษาในภาควิชา เข้าใจแล้วว่ามนุษย์เรานี้เป็นนักโทษของตัวเราเองจริงด้วย และเข้าใจอีกว่าบางครั้งใครบางคนลุกขึ้นยืนได้ก็ไม่ได้หมายความว่าเขายังมีชีวิตอยู่

ประโยคแรกๆ ในชีวิตที่เจ้าต้นไม้พูดได้คือ "พ่อพ่อไปกุงเทบ"

แต่ผมอยากฟัง "พ่อพ่อกับมาและ"

ผมไม่ไปกรุงเทพฯ แล้วนะครับ