ปรัชญาจาก FISH! ทางเลือกของคนทำงาน
สุรีพันธุ์ เสนานุช* [email protected]
เคยถามตัวเองบ้างหรือไม่ว่า ทุกวันนี้มีความสุขในการทำงานบ้างหรือเปล่า ทุกเช้าในวันทำงาน คุณตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเช่นไรที่ต้องเดินเข้าไปในองค์กร พบเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้อง
หลายคนอาจจะบอกว่าการทำงานก็คือการทำงาน ไม่มีสิทธิที่จะเลือกว่าชอบหรือไม่ชอบ แต่การทำงานก็คือการเลี้ยงชีพ ความคิดเช่นนั้นคือการค่อยๆ ก่ออิฐสร้างคุกขังตัวเองโดยที่คุณไม่รู้ตัว
อาจไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเลือกงานที่ตนเองชอบได้ แต่ทุกคนสามารถเลือกที่จะชอบงานที่ทำอยู่ได้ Dr.Stephen C. Lundin ผู้เขียนหนังสือ FISH! ยืนยันเช่นนั้นในหนังสือและการฝึกอบรมของเขา
ความสุขไม่ได้มาจากความสมบูรณ์แบบ
จุดประกายความคิดของ Dr. Lundin มาจากประสบการณ์ที่ได้ไปทำงานในแคมป์เด็กพิการในรัฐมินิโซต้า สหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้ชื่อว่า “แคมป์ผู้กล้า” บรรดาเด็กๆ ที่มีร่างกายไม่สมประกอบ บ้างหูหนวก บ้างตาบอดบ้างเป็นโปลิโอ ซึ่งล้วนมีข้อจำกัดทางร่างกายทั้งสิ้น แต่ทุกคนมีความสุขและสนุกสนานกับการเรียนรู้ที่จะพายเรือ ว่ายน้ำ ปลูกดอกไม้ Dr. Lundin ได้ทำงานในค่ายฤดูร้อนดังกล่าวถึง 6 ครั้ง และได้พบกับความมีชีวิตชีวาในความไม่สมบูรณ์ของเด็กพิการเหล่านั้นตลอดมา แต่เมื่อเขากลับเข้าไปทำงานในองค์กรหลายๆ แห่งกลับพบว่าคนทำงานที่มีร่างกายสมบูรณ์เหล่านั้น ทำงานไปวันๆ ด้วยความเบื่อหน่าย ไร้พลัง และไม่มีชีวิตชีวา ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามว่า “มันเกิดอะไรขึ้นกับคนทำงาน”
ชีวิตคือการแสวงหาและสามารถ “เลือก”
อีกครั้งที่ทำให้ Dr. Lundin ต้องตั้งคำถาม เมื่อเขาได้สอนนักศึกษา MBA ทำให้พบว่าคุณภาพของนักศึกษาเหล่านี้ถดถอยลงทุกวัน มาจากทัศนคติที่มีต่อการศึกษา ที่เกือบทุกคนมุ่งเป้าไปที่จุดสุดท้าย นั่นคือการก้าวข้ามไปสู่งานดีๆ ตำแหน่งดีๆ ในอนาคต ทำให้พลาดโอกาสที่จะได้ “เรียนรู้” ในระหว่างการเดินทางไปสู่จุดหมายนั้น ทำให้การเรียนรู้ไปไม่ถึงคุณค่าที่แท้จริงและไม่มีความท้าทาย
ในการค้นพบเรื่องราวของตลาดปลาในซีแอตเติล ทำให้เขามั่นใจว่าทุกคนสามารถปลุกพลังภายในของตนเองขึ้นมา มันเป็นเรื่องของ “การเลือก” ที่ทุกคนมีสิทธิในตัวเอง เหมือนเด็กพิการที่พวกเขายังคงเลือกที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างมีความสุข แม้ว่าร่างกายจะไม่อำนวย และในตลาดปลาที่สกปรกและมีกลิ่นเหม็น ก็สามารถทำให้กลายเป็นสถานที่ทำงานที่เต็มไปด้วยความสุข ที่ไม่ใช่เฉพาะคนทำงานในตลาดปลาแต่สามารถสร้างความสุขให้แก่ทุกคนที่เข้ามาในที่นั้น
และนั่นคือสิ่งที่พวกเขา “เลือก” ที่จะเป็น
Dr. Stephen Covey มีความเห็นคล้ายคลึงกันในเรื่องนี้ เมื่อเขาพูดถึงกฎ 90/10 ว่าถ้าเราเข้าใจในกฎดังกล่าว ก็จะสามารถเปลี่ยนชีวิตได้
กฎ 90/10 นี้ก็คือ 10% ของชีวิต เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยหลีกเลี่ยงมิได้ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะควบคุม
แต่อีก 90% ของชีวิตขึ้นอยู่กับการเลือกปฏิบัติของเราเองในการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ เช่น ในโต๊ะอาหารเช้า เมื่อลูกสาวเล็กๆ ของคุณทำกาแฟหกใส่ชุดทำงานของคุณ นั่นเป็นสิ่งที่คุณควบคุมไม่ได้ แต่หลังจากนั้นคุณเลือกได้ว่าจะทำอย่างไร
อย่างแรก ด้วยความโกรธ ดุว่าเธออย่างรุนแรง เมื่อหนูน้อยเริ่มร้องไห้ พยายามแก้ตัวด้วยการเช็ดโต๊ะทำความสะอาด เธอไปไม่ทันรถโรงเรียน ยิ่งทำให้บรรยากาศแย่ลง คุณอารมณ์เสีย วิ่งขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อ วิ่งกลับมาขับรถไปส่งเธอ ด้วยความรีบร้อนคุณอาจขับรถเร็วจนทำผิดกฎจราจร โดนจับ เสียค่าปรับ ไปทำงานสาย และอาจพบว่าคุณลืมเอกสารที่เตรียมไว้สำหรับการประชุมตอนเช้า วันนั้นคือวันที่เลวร้ายอย่างแท้จริง และที่เลวร้ายกว่าคือความรู้สึกของลูกสาวตัวน้อย
แต่ถ้าหากคุณเลือกอีกแบบหนึ่งคือระงับความโกรธไว้ พูดกับเธออย่างอ่อนโยนว่า “ไม่เป็นไรหรอกลูกรัก คราวหน้าหนูต้องระวังมากๆ นะ” แล้วขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อ เหตุการณ์ต่างๆ จะเปลี่ยนไปอีกรูปแบบหนึ่ง
ทั้งหมดมาจากการเลือกกระทำของตัวคุณเอง
เรียนรู้จากตลาดปลา
FISH! นำเสนอในลักษณะเรื่องเล่าที่มีตัวละครเป็นผู้ดำเนินเรื่อง ทำให้เห็นพัฒนาการของการทำความเข้าใจและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยตัวเอกเป็นหญิงสาวที่กำลังเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานที่ได้ชื่อว่าแย่ที่สุด อย่างที่เรียกว่าเป็น “Toxic Energy Dump” เป็นที่รับรู้กันว่าคนในหน่วยงานนี้ทำงานกันแบบเช้าชามเย็นชาม เรื่อยเปื่อยเฉื่อยแฉะ และมีบุคลิกภาพเหมือนผีดิบ เธอรู้สึกหนักใจและกังวลใจมาก แต่ความจำเป็นของครอบครัวทำให้เดินหน้าต่อไป วันหนึ่งเธอได้เดินผลัดหลงเข้ามาในตลาดปลา และได้เรียนรู้การทำงานที่มีประสิทธิภาพ มีชีวิตชีวา โดยมีกุญแจแห่งความสำเร็จที่สำคัญที่สุดคือ “การเลือกทัศนคติในการทำงาน” ทำให้ตลาดปลาที่สกปรก มีกลิ่นเหม็นและงานหนัก เป็นสถานที่ทำงานที่มีแต่ความสนุกสนาน เป็นที่ที่ทุกคนอยากเข้ามาทำงาน รวมทั้งลูกค้าที่เข้ามาทุกคนล้วนได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมาย ทำให้ต้องกลับมาอีก โดยไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่การซื้อปลาเท่านั้น แต่มาเพื่อสนุกกับการซื้อปลาด้วย
John Christensen หนึ่งในทีมงานของ Dr. Lundin ได้ไปสัมผัสตลาดปลาที่ซีเอตเติลด้วยตนเองเช่นกันในฐานะลูกค้าของตลาดปลาแห่งนี้ เขารู้สึกถึงความใส่ใจต่อลูกค้าจากคนขายปลาอย่างแท้จริง จนหวนระลึกถึง
คราวที่เขาพาลูกสาวที่เป็นโรคหืดไปโรงพยาบาลเพราะเธอหายใจลำบาก แม้ว่าลมหายใจของเธอจะขาดเป็นห้วงๆ แล้วก็ตาม เจ้าหน้าที่ก็ยังคงให้เขาตอบคำถามมากมาย และให้นั่งรอโดยไม่ใส่ใจอาการวิกฤติของเด็กหญิงตัวน้อย และพยาบาลชี้ให้เขาพาเธอเข้าห้องตรวจ โดยไม่ได้หันมามองด้วยซ้ำ แต่ที่ตลาดปลาเขาเห็นพ่อค้าปลาคนหนึ่งพยายามทำให้เด็กชายที่ร้องไห้งอแงหัวเราะทั้งน้ำตา ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ของคนขายปลาเลย และเรื่องราวจากตลาดปลาก็ได้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมองค์กรหลายแห่งจากการถ่ายทอดของ Dr. Lundin และทีมงาน เช่น สถานพยาบาลในเกาะตอนใต้ของประเทศนิวซีแลนด์, Call Center ในประเทศฟิลิปปินส์, ทัณฑสถานในสก๊อตแลนด์, บริษัททำบัญชีในซิดนีย์, โรงพยาบาลในสิงคโปร์ เป็นต้น ซึ่งต่างก็เคยผ่านสถานการณ์ของการเป็นที่ทำงานที่น่าเบื่อ คนทำงานขาดพลังชีวิตทั้งสิ้น แต่มันได้รับการพิสูจน์แล้วว่าพวกเขาเปลี่ยนมันได้
กุญแจ 4 ดอกสู่ทางออกของชีวิต
วิถีปฏิบัติของตลาดปลาไม่ใช่เรื่องยากหรือซับซ้อนแต่อย่างใด จริงๆ แล้วฟังดูเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนอะไรเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ อุปกรณ์หรือเทคโนโลยี แต่สำหรับบางคนกลับหายากยิ่งกว่า นั่นคือการใช้ “ใจ” ของคนในองค์กรเท่านั้น วิถีปฏิบัติดังกล่าวมีอยู่ 4 ข้อด้วยกัน คือ
1. เล่นให้เป็นงาน (Play)
2. สร้างสรรค์วันที่ดี (Make their day)
3. ใส่ใจ (Be there)
4. เลือกทัศนคติ (Choose your attitude)
“เล่นให้เป็นงาน” เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการสร้างคุณภาพชีวิตในที่ทำงาน นั่นคือการสร้างความสุขในที่ทำงาน การเล่นให้เป็นงานต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด สำคัญคือการปลดปล่อยตนเองออกมา การเล่นจะทำให้เกิดพลังในการทำงาน เหมือนเด็กพิการในแคมป์ผู้กล้า และเสน่ห์ของตลาดปลาที่ประทับใจลูกค้าและคนทำงาน
“สร้างสรรค์วันที่ดี” ดังที่กล่าวมาแล้วสำหรับกฎ 90/10 ของ Dr. Covey เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำให้ชีวิตเป็นอย่างไร เช่นเดียวกับการสร้างสรรค์วันที่ดี ทุกคนสามารถทำได้ โดยเริ่มจากการให้วันที่ดีกับคนรอบข้างก่อน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้า สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้พวกเขามีความรู้สึกดีๆ เป็นสิ่งที่ควรทำและผลจะสะท้อนกลับมาที่ตัวคุณเอง
“ใส่ใจ” คนขายปลาทุกคนเอาใจใส่ในตัวลูกค้าทุกคนที่ก้าวเข้ามาในตลาดปลา ราวกับลูกค้าคนนั้นกับตัวเขาอยู่กันเพียงลำพังสองคนในโลกใบนี้ แม้ว่าจะมีคนอยู่ตรงนั้นอีกนับร้อย แม้แต่เด็กน้อยที่ร้องไห้งอแง ก็ยังได้รับการเอาใจใส่เพื่อนร่วมงานของคุณก็เช่นกัน ทุกคนต้องการความเอาใจใส่อย่างเดียวกัน การใส่ใจในใครก็ตาม เป็นหนทางที่จะได้ “ใจ” จากคนๆ นั้นอย่างง่ายดายและแน่นอนที่สุด
“เลือกทัศนคติ” Dr. Lundin กล่าวว่าการเลือกทัศนคติของคุณไม่ได้ส่งผลเฉพาะตนเองเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงคนรอบข้างด้วย นึกถึงเรื่องที่เด็กหญิงตัวน้อยทำกาแฟหกรดเสื้อทำงานของคุณพ่อของเธอ ถ้าคุณเลือกที่จะโกรธความสะเพร่าของเธอ คุณก็ได้สร้างวันที่เลวร้ายทั้งตัวคุณและตัวเธอขึ้นมาแล้ว แต่ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นเพียงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากความไร้เดียงสาของเด็กเล็กๆ ซึ่งเกิดขึ้นได้เสมอ มองเธอด้วยความรักและเมตตาจิตใจของคุณจะเต็มไปด้วยความสุข และเธอก็จะมีความสุขไปด้วย เช่นเดียวกับคนในตลาดปลาเลือกที่จะสร้างความสนุกในการขายปลา มากกว่ารังเกียจความสกปรก เบื่อหน่ายในงานหนัก พวกเขาจึงมีความสุขในการทำงานอย่างที่ไม่มีใครนึกถึง
แล้วตัวคุณพร้อมที่จะ “เลือก” หรือยัง !
ปูสกรีนแยก
เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ร่วมกับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และ ATM in Line จัดสัมมนาเรื่อง “FISH! : A remarkable way to boost moral & improve results” ที่อิมแพค เมืองทอง ซึ่ง Dr. Stephen C. Lundin ได้ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมหลังการบรรยายในวันนั้น
Key of Success ของการนำปรัชญา FISH! ไปใช้คืออะไรบันไดขั้นแรกในเรื่องนี้มีความแตกต่างกัน บางคนเริ่มจากการสนทนา เริ่มจากส่วนไหนก็ได้ในองค์กรไม่ว่าจะเป็นระดับล่างหรือระดับบน ต้องมีสักคนที่อยากจะถามถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ต้องมีคนกล้าที่จะปรับเปลี่ยน
ถ้าคนในองค์กรไม่เชื่อมั่นในผู้นำจะทำได้หรือไม่
มันสามารถทำได้ในกลุ่มเล็กๆ ทำได้ในโครงการบางโครงการ ผมเชื่อเสมอว่า People can change
การไม่มีความเชื่อมั่นในผู้นำ หรือไม่เชื่อมั่นในอะไรเลย มันก็เริ่มยาก แต่แค่คนกลุ่มหนึ่งหรือสองสามคนที่คิดจะ
เอาปรัชญานี้ไปใช้ บางทีถ้าเจ้านายมองลงมาแล้วเห็นความแตกต่าง แล้วทำให้การประเมินผลดี ก็อาจทำให้เกิด
การขยายผลได้
ถ้าเราต้องการปรับปรุง Toxic People อะไรคือสิ่งแรกที่จะต้องทำ สร้างระบบประเมินผลหรือ
วัฒนธรรม
ไม่ต้องทั้งสองอย่าง สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “Be there” รับฟังเขาว่ามีปัญหาอะไร สองคือคุยกับเขาว่า
พฤติกรรมของเขามีผลอย่างไรต่อองค์กร ต่อคนรอบข้าง เวลาที่เขาแสดงอารมณ์ ตัวเขาเองอาจไม่รู้ สามคือบอก
เขาว่าถ้าอยู่ที่นี่แล้วไม่มีความสุข ก็อย่าอยู่ต่อไปเลย ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนก็ให้ไปซะ
อะไรคือที่มาของปรัชญา FISH!
จากที่เห็นเด็กพิการในค่ายที่สนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ ทุกวัน แต่คนในหลายองค์กรที่ผมได้พบกลับพูดแต่เรื่องของความโกรธ ความไม่ยุติธรรม มันเกิดอะไรขึ้น ทุกคนไม่มีพลัง มีแต่ความเบื่อหน่าย เด็กพิการไม่ได้มีอะไรเลย แต่กลับมีความสุข คนที่มีความพร้อมทุกอย่าง กลับไม่พอใจกับตรงนั้น ทำไม
ปรัชญาของ FISH! มุ่งเน้นที่ภายในของแต่ละคน มันเริ่มต้นที่คนแต่ละคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิต และองค์กรจะได้ประโยชน์ในที่สุด
อ่านแล้วทำให้มีกำลังใจในการทำงานได้มากค่ะ
ขอบคุณสำหรับข้อคิดดี ๆ พี่ขอยืมกุญแจ 4 ดอก ไปใช้ก่อนนะคะ
ข้อความดืจัง......น่าจำไปใช้
แวะมาทักทายหนึ่งเดียวที่หล่อที่สุดในรุ่นค่ะ
ขอบคุณทุกท่านครับที่แวะมาอ่าน
อ่านแล้ว นึกถึง อ.อุไรวรรณ อยู่ชา วิทยากรบรรยายหลักสูตร
การสร้างความผูกพันในองค์กร ท่านได้นำเรื่องของทัศนคติ
และการปรับเปลี่ยนทัศนคติ เพื่อให้ทำงานให้มีความสุข โดย
เรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาจารย์สอนได้ดีมาก ๆ เรียนแล้วสนุก
และได้ความรู้ เหมือนตลาดปลาเลยค่ะ
เพิ่งเคยได้รู้จักเป็นครั้งแรก
มีประโยชน์มากเลยค่ะ