รายงานจากกรมบัญชีกลางภายหลังเชิญหน่วยงานที่มีผลการเบิกจ่ายต่ำมาประชุมหารือเมื่อวันที่ 28 ก.ค.52 ทราบว่า มีหน่วยงานที่ได้รับงบลงทุนเกิน 1 พันล้านบาท จำนวน 12 หน่วยงานและเบิกจ่ายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ลงทุนฉุดจีดีพีไตรมาส 2 ติดลบ 5%

คลังเผยจีดีพีไตรมาส 2 ยังติดลบที่ 5.0-6.0% ท่ามกลางปัจจัยลบทั้งการเบิกจ่ายต่ำเป้าและไข้หวัดระบุภาคอุตสาหกรรม ส่งออกและการบริโภคในประเทศส่งสัญญาณบวกดันจีดีพีไตรมาสสุดท้ายเป็นบวกได้ แต่ต้องระวังการลงทุนภาคเอกชนที่ยังขาดความเชื่อมั่นพร้อมเร่งอัดเงินเข้าสู่ระบบ 9 เดือนเบิกจ่ายแล้ว 1.25 ล้านล้านบาท ส่วนงบกลางปีใช้ไปแล้วกว่าครึ่ง

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2 เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจจะติดลบ 5-6% ลดลงจากไตรมาสแรกที่ติดลบ7.1% และเชื่อมั่นว่าจะฟื้นตัวเป็นบวกได้ในไตรมาส 4 แม้ว่าจะยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต่ำกว่าเป้าหมาย และรายได้จากการท่องเที่ยวที่ปรับตัวลดลงมาก ทั้งจากความวุ่นวายทางการเมืองและการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 "สัญญาณที่ดีขึ้นสะท้อนจากเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่หดตัวน้อยลง โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากยอดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศกลับมาเพิ่มขึ้น ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกเริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น จากการหดตัวที่ชะลอลงเช่นกัน แต่ที่ยังน่าเป็นห่วงคือการลงทุนภาคเอกชนยังคงหดตัวต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลง โดยนักท่องเที่ยวไตรมาส 2 ลดลง3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
เทียบกับไตรมาสแรกที่ลดลง
3.6%  โดยเฉพาะจากการระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เป็นปัจจัยทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ช้าเนื่องจากกระทบความเชื่อมั่น ทำให้ประชาชนหยุดการใช้จ่าย ทั้งนี้มองว่าไข้หวัดจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 0.15%  เท่านั้นคงไม่ร้ายแรงเท่ากับปัญหาโรคซาร์ส และคาดว่านักท่องเที่ยวจะหายไป 1.8 ล้านคนสูญเสียรายได้ 146ล้านบาท" นายสมชัยกล่าว

ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราการว่างงานปรับตัวลดลงสอดคล้องกับการจ้างงานในภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ระดับสูงมากที่ระดับ 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยในด้านนโยบายการคลังถือว่าได้ทำไปหมดแล้ว เหลือเพียงสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการให้ได้ คือเร่งใช้จ่ายเงินภาครัฐ
ซึ่ง
ขณะนี้ถือว่าการเบิกจ่ายงบประมาณยังทำได้ต่ำกว่าเป้าหมาย โดยเบิกจ่ายได้เพียง
67% จากเป้าหมาย 69% ขณะที่งบกลางปีเบิกจ่ายได้ 54% หรือ 62,000 ล้านบาท จากทั้งหมด 110,000 ล้านบาทที่ต้องเบิกจ่ายให้หมดภายในเดือน ก.ย.นี้ รวมถึงเร่งเบิกจ่ายเงินตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค สศค.กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้
มีสัญญาณบวกมากขึ้น จากการส่งออกที่หดตัวชะลอลงเช่นเดียวกับการบริโภคภายในประเทศรวมทั้งเศรษฐกิจ
โลก
ที่คาด
ว่าน่าจะฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดไว้ แต่การลงทุนภาคเอกชนยังน่าเป็นห่วง เพราะยังหดตัวต่อเนื่องซึ่งสิ่งที่จะทำให้เอกชนมีความเชื่อมั่นคือการเมืองที่มีเสถียรภาพ การบริโภคและการลงทุนของภาครัฐบาลมีมากขึ้น

ส่วนนโยบายการเงิน และการแลกเปลี่ยนนั้น กระทรวงการคลังคงไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แต่ทำได้ตามกลไกที่มีอยู่ โดยการผลักดันการนำเงินออกนอกประเทศ ให้นำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบที่จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าได้โดย สศค.กำลังเร่งศึกษาการปรับลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าทุน เพื่อใช้ในการส่งออก เพื่อช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการรวมถึงมีมาตรการส่งเสริมผู้ส่งออกให้มีการส่งออกสินค้ามากขึ้น
"ขณะนี้เงินเฟ้อพื้นฐานหลุดกรอบเป้าหมายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มาแล้ว 1 ไตรมาส ส่วนหนึ่ง
มาจากมาตรการของรัฐบาลในการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน แต่เห็นว่าหากปล่อยให้เงินเฟ้อพื้นฐานหลุดกรอบต่อไป เป็นห่วงว่าจะมีปัญหาต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจส่วนจะปรับกรอบเงินเฟ้อหรือไม่คงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ธปท.และ กนง.ทั้งนี้คาดว่าต้องคงรอเงินเฟ้อพื้นฐานอีก
1 ไตรมาส" นายเอกนิติกล่าว

นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลังกล่าวถึงการเบิกจ่ายเงินว่า ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ จนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.52 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เบิกจ่ายไปแล้ว 1.25 ล้านล้านบาท หรือ 68.37% ของวงเงินงบประมาณ 1.83 ล้านล้านบาทซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายการเบิกจ่าย 1.63% โดยเป็นการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำ 1.04 ล้านล้านบาท หรือ 70.67% ซึ่ง
สูงกว่าอัตราการเบิกจ่าย ในช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณก่อน
1.66%

สำหรับรายจ่ายลงทุนเบิกจ่ายได้ 2.07 แสนล้านบาท หรือ 58.71% ต่ำกว่าอัตราการเบิกจ่ายในช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณก่อน 6.43% แต่สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 55.00% โดยมีรายงานจากกรมบัญชีกลางภายหลังเชิญหน่วยงานที่มีผลการเบิกจ่ายต่ำมาประชุมหารือเมื่อวันที่ 28 ก.ค.52 ทราบว่า  มีหน่วยงานที่ได้รับงบลงทุนเกิน 1 พันล้านบาท จำนวน 12 หน่วยงานและเบิกจ่ายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่างดำเนินการ เช่น ต้องเปลี่ยนแปลงรายการ เปลี่ยนแปลงสถานที่ก่อสร้าง บางโครงการเป็นงบผูกพันข้ามปีก็ต้องเบิกจาก
เงินกันไว้
เบิกเหลื่อมปีก่อนโดยคาดการณ์ว่าจนถึงสิ้นปีจะเบิกจ่ายได้อยู่ระหว่าง
30-74%

สำหรับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 มีการเบิกจ่ายแล้วทั้ง 16 โครงการ
โดยมีอัตราการเบิกจ่าย
46.08% ของวงเงินงบประมาณ จำนวน1.16 แสนล้านบาท ซึ่งโครงการที่มีอัตราการเบิกจ่ายสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท (เช็คช่วยชาติคนละ 2,000 บาท)โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน และโครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี มีการเบิกจ่ายแล้ว 95.86%  86.49%  และ 82.43% ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรในแต่ละโครงการตามลำดับ

ส่วนหน่วยงานที่มีผลเบิกจ่ายต่ำกว่าเป้ามี 11 หน่วยงาน 8 โครงการ ซึ่งได้ดำเนินการตามงวดงานตามแผนแล้วแต่ผลการเบิกจ่ายต่ำเนื่องจากหน่วยงานได้จ่าย จากเงินทดรองราชการไปก่อนแล้วจึงเบิกจ่ายจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังก็ได้ชี้แจงทำความเข้าใจให้เร่งเบิกจ่ายให้ถูกต้องแล้ว ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ประมาณ 80-95%

30 กค.52 ASTVผู้จัดการรายวัน