ไม่ให้ความสำคัญอะไรมากนักในชีวิตหนึ่ง

ยามเช้าวันนี้มาทำงานตามปกติมีบรรยากาศเงียบสงบเย็นดีในความรู้สึก  การก้าวไปแห่งไหนมีแต่ตัวตึกที่อ้างว้างพบดอกไม้เทียมชูช่อแต่ไร้แววแสงแห่งความมีชีวิตชีวา  เสียงลมพัดกระทบประตูบานหนึ่งเสียงดังฟังชัดเหมือนมีใครมาหยอกเย้า

...ลมยังมีชีวิตเพราะลมยังเคลื่อนไหวไปมา...ได้เวลาไปคุมสอบช่วงเช้าแล้วละเปิดประตูไปยังห้องโล่งกว้างมีแต่ลมหายใจของเราเองรึนี่...ทำหน้าที่แจกข้อสอบพร้อมกระดาษตอบเสร็จแล้วอีกเวลาไม่มากนักเลยโผล่ออกไปนอกประตูมองหาผู้จะมาสอบ...

วาว  ๆ อาจารย์คุมสอบรึคะ..?ยังไม่พร้อมครับอาจารย์...เกือบพูดเป็นเสียงเดียวกันของเหล่ามวลนิสิตคืออยากคุยอยากดูหนังสือก่อนเข้าห้องสอบ...ถึงเวลาแล้วเข้าห้องสอบเลยนะครับ...

ยูมิบอกเขาไปแล้วแวบเข้าห้องไปเดินรอบริมระเบียงด้านในมองออกไปด้านนอก...นิ่ง...สองขาชี้...เบิกดวงตากลม...ไร้แววตา...แข็งนอนอยู่...นกตายแล้ว...ไร้คนเห็นซากจึงยังอยู่...อนิจจา  วัตตะสังขารา...สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ...

ถึงเวลาสอบ...ผู้เข้าสอบเต็ม...แล้วเพื่อนอาจารย์ร่วมคุมสอบเข้ามา...หลังไปหาข้อสอบที่คลังกว่า 10 นาที และมีคนบอกว่าโอ้... อ. ยูมิ เซนต์ลายมือถือไปห้องสอบแล้ว...อาจารย์รู้ข่าวเมื่อคืนนี้ไหม..?  ข่าวอะไรละ...

เมื่อก่อนจะมาคุมสอบนี้พวกผมช่วยกันหลายอย่างคือเมือคืนมีอาจารย์อายุยังหนุ่มเกิดแน่นหน้าอกไปถึงโรงพยาบาลแล้วท่านลาจากพวกเราไปแล้ว...เงียบไปสักพัก...นึกถึงความไม่แน่นอนของชีวิตคนเราพญามัจจุราชไม่เคยปราณีผู้ใด แม้จะถึงโรงพยาบาลเพื่อยื้อแย่งชีวิตคืน

แล้วมาแปลกใจอีกว่าทางญาติต้องนำเงินเป็นแสนบาทเลยละจึงจะนำศพออกจากโรงพยาบาลนั้นได้  แม้เงินยังซื้อชีวิตไม่ได้หนอนี่แต่อำนาจเงินยังแผงฤทธิ์

ให้นึกถึงสังคมอินเดียการตายเป็นเรื่องง่าย ๆ ทำง่าย ๆ ไม่ให้ความสำคัญอะไรมากนักในชีวิตหนึ่งที่ล่วงลับไป.